เจ้าของ: Watcher

[ตะวันออกของด่านหู่เหลากวน] โรงเตี๊ยมชิงหมิง

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2021-10-31 20:52:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
  เว่ยปินเดินทางมาถึงโรงเตี้ยมก็รีบจัดแต่งเครื่องแต่งกายเล็กน้อยก่อนจะก้าวลงมาจากรถม้าโดยมีองครักษ์หนุ่มประคองลงมา สำหรับหน้าด่านเยี่ยงนี้กลับมีสถานที่ที่หรูหร่าเช่นนี้เว่ยปินประทับใจไม่น้อย เขาเตรียมกำลังจะเดินเข้าไปก็ถูกเสี่ยวเอ้อของร้านที่ใส่หน้ากากประหลาดมาขวาง  

  "นายท่านมีบัตรรับเชิญหรือไม่ขอรับ"

   เว่ยปินได้มองไปที่เสี่ยวเอ้อแปปนึงก่อนจะโชป้ายขันทีที่อยู่ข้างเอวของเขา เมื่อเสี่ยวเอ้อของร้านเห็นก็ไม่กล้วหยุดเขาไว้อีก เว่ยปินได้นำองครักษ์เข้ามาภายใน ข้างในนั้นมีผู้คนอยู่ไม่ใช่น้อยทำให้ไม่มีใครสังเกตุเห็นกลุ่มของเว่ยปินเข้ามา ด้วยผู้คนจำนวนมากทำให้เว่ยปิน เริ่มเวียนหัว เขาจึงสั่งองครักษืข้างตัวให้เปิดพื้นที่ให้เขา ซึ่งองครักษ์ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง พื้นที่ด้านหน้าเวทีก็ว่าง ทำให้เว่ยปินไม่ยืนในจุดที่ทุกคนมองเห็น เขารวบรวมเสียงก่อนจะเปล่งออกมาให้คนในงานทั้งหมดได้ยิน

  "มีราชโองการ!!!  หลิวไท่เหวินมารับราชโองการ"


      @JiTianTao  @Fenyue  @Jinying  @ZhaoPei

หลังจากเขากล่าวจบ ทุกคนภายในงานก็หันมามองจุดเดียวกัน เมื่อทุกคนเห็นว่าเป็นขันทีเชิญราชโองการทุกคนก็รีบคุกเข่า หลิวไท่เหวินเองก็เดินออกมาด้านหน้าพร้อมคุกเขา เว่ยปินพอใจอย่างมากจนสายตาไปสะดุดกับชายหนุ่มที่ยืนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย

"บังอาจ!! เหตุใดไม่คุกเข่าฟังราชโองการ"



      @Tianzhou


หลังจากทุกอย่างสงบลงเว่ยปินก็เริ่มประกาศราชโองการ

"ด้วยพระบารมีฟ้า หวงตี้ทรงปรีชาเห็นความสามารถของหลิวไท่เหวินเถ้าแก่โรงเตี้ยมชิงหมิงแห่งหู่เหลากวน ข้าโอรสสวรรค์แห่งต้าฮั่นขอแต่งตั้ง หลิวไท่หวินเป็น พระอาจารย์ขอองค์ชายหวังจื่อเสีย บำเน็จเท่าขุนนางซันกงทั้งสามประทานบ่าวไพร่สามร้อยคนเสบียงอีกสามพันหาบวันรุ่งขึ้นเข้าเมืองหลวงรับตำแหน่งทันที"


หลังจากกล่าวหลิวไท่เหวินก็รับราชโองการไป ในใจได้แต่นึกเสียใจ หากไม่รับทุกคนในงานต้องโดนลูกหลงไปด้วย

"ยินดีกับใต้เท้าาหลิว ข้าน้อยนามหลิงเว่ยเป็นขันทีเล็กๆในวังหากวันข้างหน้าใต้เท้าหลิวมีเรื่องให้ช่วยโปรดอย่าได้เกรงใจข้าน้อยยินดีช่วยเต็มที่" เว่ยปินกล่าวอย่างประจบก่อนจะประคองหลิวไท่เหวินลุกขึ้น "ชั่งหน้าขายหน้าพบใต้เท้าหลิวมาพบทั้งทีไม่มีของติดไม้ติดมือมีแต่ชานี่หวังว่าใต้เท้าจะไม่รังเกียจ ธุระของข้าก็เสร็จแล้วไม่ขออยู่รบกวนใต้เท้าหลิว ข้าน้อยขออำลา" เมื่อกล่าวจบเว่ยปินก็พาองครักษ์เดินออกไปจากตัวงานทิ้งให้สวินอวียืนปลอบใจหลิวไท่เหวินอยู่อย่างงั้น


      @JiTianTao  @Fenyue  @Jinying  @ZhaoPei

  


@Webmaster มอบ
ชาเจียวกู่หลาน ให้[171] หลิว ไท่เหวิน


ปีนักษัตรเกื้อหนุนกับหลิวไท่เหวิน

+20

หูดี

+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย

อัจฉริยะ

+30 EXP จากการโรลทำงาน


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รถม้าใหญ่
กระบี่
ซัวเหวินเจี่ยจื้อ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x1
x1
x2
x6
x2
x20
x3
x1
x1
x17
x16
x2
x1
x4
x4
x1
x8
x40
x10
x3
โพสต์ 2021-10-31 21:35:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
Fenyue ตอบกลับเมื่อ 2021-10-31 18:46
⌜111⌟ บทที่ 19งานเลี้ยงหน้ากากฉากที่ 1                              ...



❖ราชสีห์จรจัด❖
งานฮาโลวีน 2


หลังจากที่เข้างานมาได้ซักพักและได้เดินไปทั่วภายในงานชายหนุ่มก็ตัดสินใจที่จะเริ่มพูดคุยกับคนภายในงานเสียที เทียนโจวเดินตรงไปหาคนหนึ่งที่ดูจากภายนอกนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับสตรี แต่เมื่อแหงนมองขึ้นไปบนหน้ากับถูกปิดกั้นไว้ด้วย หน้ากากสีขาวอันหนึ่ง

“งานสนุกรึไม่?”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมาภายใต้หน้ากากสีขาว ที่มางานในครั้งนี้นั้นเขาต้องการเพียงแค่ความบันเทิง และหามิตรไว้สำหรับอนาคตเท่านั้น


“แน่นอนงานนี้สนุกมาก”


หญิงสาวภายใต้หน้ากากกล่าวขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองไปที่เทียนโจว แม้คำทักทายของชายผู้นี้จะแปลกไปบ้าง แต่ก็มิได้ถือสาอะไร


“เจ้าว่าอาหารที่นี่รสชาติเป็นเยี่ยงไร ข้าว่าเถ้าแก่หลิวเก่งเรื่องหาคนครัว ข้าชอบอาหารในงานเลี้ยงนี้มาก”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมา ก่อนจะหยิบเอาสุราจากเด็กเสิร์ฟที่เดินผ่านไปมามาสองจอกก่อนจะยื่นให้กับหญิงสาว


“ขอบคุณมากนะ”


หญิงสาวกล่าวขึ้นมาหร้อมกับเหล่าจอกจากมาเทียนโจว ก่อนจะจิ๊บมันเล็กน้อยตามมารยาท


“ออ ใช่ข้าได้สมุนไพรมาอันหนึ่ง ข้าให้เจ้า ถือซะว่าเป็นของขวัญที่ได้พบกัน”


เทียนโจวหยิบสมุรไพรเห็ดหลินจือให้กับเอ้อซือซาน


“หากเจ้าอยากคุยกันต่อกับข้าแชมป์แห่งล...ชั่งมันเถอะ หากอยากคุยกันต่อมาเจอข้าได้ที่ห้อง [XXX] ที่โรงเตี๊ยมนี้หลังจบงานนะ”


เทียนโจวกล่าวออกมาก่อนจะเริ่มเดินต่อไปตามงาน และเริ่มเพลิดเพลินไปกับอาหารฟรีที่แจกให้กับทุกคนอยู่ซักพัก ก่อนจะเดินเรื่อยมาจนมาถถึงยังโซนเด็กที่พวกคนในงานส่วนใหญ่มักจะมากฝากลูกเล็กเด็กแดงไว้ยังพื้นที่นี้ ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปโดยมิได้คิดอะไร แต่แล้วก็มีความคิดประหลาดบางอย่างเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม จึงรีบเดินตรงไปหาเหล่าเด็กๆ


“เฮ้! หนูเข้ามานี่สิ! จะพาไปกินของดี! แค่เดินมา ที่ตรงนี้ มาหาข้า มันเป็นเหมือนที่ดั่งฝัน ให้หนูนั่งแล้วลองฟัง พร้อมกับกินสิ่งๆนี้!”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมาพร้อมกับวางขนมซิ่งเหรินโต้ฝูหลอกล่อเด็กโตสามคนที่อยู่ใกล้มาฟังเกี่ยวกับแนวคิดของตน


“หนูๆเคยคิดรึไม่ ว่าผู้คนบางกลุ่มนั้นยากลำบากและถูกกดขี่ด้วยผู้มีอำนาจ แต่นั่นก็ไม่เสมอไป เพราะที่ข้าจะบอกพวกหนูคือ ถึงแม้จะเป็นผู้มีอำนาจแต่ก็มิได้เก่งไปทุกอย่าง หากเจ้ามีสิ่งใดที่เก่งกว่าคนเหล่านั้นจงใช้มันและเอาชนะ ข้าจะเชื่อว่าพวกเจ้ามีสิ่งที่สามารถเอาชนะผู้อื่นได้ หากมีปัญญาจงใช้ปัญญา หากมีกำลังจงใช้กำลัง หากมีมิตรสหายจงใช้พวกเขา เพราะทุกสิ่งคือพลัง และจงกดพวกที่เจ้ามิชอบหน้าให้จมดินแทบเท้าของพวกเจ้า”


เทียนโจวกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มขณะที่กล่าวออกมา แต่รอยยิ้มนั้นก็มิใช่รอยยิ้มที่เป็นคนดีแต่อย่างใด แต่คล้ายกับพวกผู้ร้ายเสียมากกว่า แต่ในยามที่ใส่หน้ากากอยู่ในตอนนี้ ใครจะรู้ล่ะว่าชายหนุ่มทำอะไร แต่แล้วหลังจากที่ชายหนุ่มได้เล่าให้เด็กๆฟัง ก็ได้เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังคุยกับเด็กเล็กอีกคน


“สวัสดี! แล้วก็สวัสดีหนูน้อยด้วย สนใจทานขนมแล้วมานั่งฟังเหมือนกับคนอื่นไหม?”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมาพร้อมกับยื่นขนมให้เด็กเล็กที่อยู่ข้างๆหญิงสาว


[ดูด้านบน : บทที่ 19 งานเลี้ยงหน้ากาก ฉากที่ 1]


เสียงตอบกลับของหญิงสาวดังขึ้นมา ในขณะที่เทียนโจวเริ่มทำท่าทางเบ่งกล้ามโชว์เด็กๆทุกคนเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กที่อยู่ในโซนนี้


[ดูด้านบน : บทที่ 19 งานเลี้ยงหน้ากาก ฉากที่ 1]


“มิต้องห่วงหรอก! ไหนๆแล้วเจ้าก็มาฟังด้วยกันเลย!”


เทียนโจวกล่าวออกมาก่อนจะเริ่มเล่าแนวคิดเกี่ยวกับลัทธิของตนอีกครั้ง


“เช่นเดียวกับที่ข้าเคยบอกไปก่อนหน้านี้กับเด็กโตเหล่านั้น ลัทธิของข้ามีจุดประสงค์ ที่จะพิสูจน์ศักยภาพของทุกคนในลัทธิ ให้สำแดงออกมาได้สูงสุด เพราะทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน ไม่ว่าด้านกำลัง ปัญญา หรือด้านอื่นๆที่บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เช่น หน้าตาดี หรือมีมิตรสหายที่เยอะ มีเงินทองที่มาก ทำอาหารเก่ง เป็นนักปรุงยา ทุกอย่างที่กล่าวไปนั้นยังมิอาจครอบคลุมความสามารถของทุกคนได้หมด แต่ข้าเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นใหญ่และมีอำนาจสามารถกดขี่ผู้อื่น หรือกดพวกที่ไม่ชอบหน้าให้จมดินได้ด้วยความสามารถของตนเอง เจ้าเองก็สามารถเป็นใหญ่และกดพวกที่เจ้าไม่ชอบหน้าให้จมดินได้!”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปยังหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า


[ดูด้านบน : บทที่ 19 งานเลี้ยงหน้ากาก ฉากที่ 1]


“เจ้าก็ลองเอาไปคิดดูแล้วกัน หากสนใจก็เข้าร่วมกับข้าได้เสมอ”


เทียนโจวกล่าวออกมาก่อนจะลุกขึ้นลูบหัวของเด็กเล็กก่อนจะเดินไปตามงานอย่างสบายใจ หลังจากที่ชายหนุ่มได้เพลิดเพลินไปกับลายบุฟเฟ่อีกครั้ง ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างจะเกิดขึ้นกระทันหันภายในงานเลี้ยงฉลองนี้


[ดูด้านบน : @Weibin]


“ใยข้าต้องสนใจเจ้าด้วย หากแน่จริงก็เข้ามาเลย!”


เทียนโจวกล่าวขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองไปที่ชายที่มิคุ้นหน้า ใยเขาต้องสนใจคนตรงหน้าของตนด้วย หากมีอำนาจมากกว่าตนจริง เขาก็พร้อมที่จะรออีกฝ่ายพิสูจน์มันออกมา


“นี่เจ้า!”


เสียงของทหารผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายของชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาพร้อมกับหันปลายอาวุธเข้ามาเทียนโจว เทียนโจวยิ้มออกมาอย่างสนุกสนานหากชายตรงหน้าต้องการที่จะเปิดศึกเข้าก็พร้อมที่จะรับคำท้า แต่แล้วทำกลางบรรยากาศอันตรึงเครียดก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาห้ามเทียนโจว


“เจ้าคุกเข่าลงเถอะนะ”


เสียงที่เเสนคุ้นเคยดังขึ้นมาทำให้เทียนโจวรู้ได้ทันทีว่าเสียงนี้คือใคร นั่นคือเถ้าแก่หลิว หากในตอนนี้เถ้าแก่หลิวออกมาถึงเพียงนี้และตนนำความเดือดร้อนมาให้เถ้าแก่ด้วยคงมิใช่เรื่องดี เทียนโจวยอมคุกเขาลงกับพื้นพร้อมขบปากตัวเองด้วยความโกรธแค้นจนโลหิตสีแดงได้ไหลออกมาจการิมฝีปากด้วยความโกรธแค้น แต่มิมีผู้ใดได้พบเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากของเทียนโจวแม้แต่น้อย


“คุณชายผู้นี้เป็นคนบ้านนอก เขาพึงมาถีงยังที่นี่ได้มินาน โปรดท่านอย่าถือสาเลย”


เถ้าแก่หลิวกล่าวออกมาพร้อมกับร้องขอต่อชายตรงหน้า ทหารผู้คุ้มกันเมื่อเห็นชายตรงหน้ามาร้องขอก็มิได้ทำอะไรต่อ


“เช่นนั้นข้าจะปล่อยมันไป แต่อย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก”


ทหารผู้คุ้มกันกล่าวออกมาพร้อมกับลูกเคราของตนเอง


“ขอบพระคุณในความเมตตา”


[ดูด้านบน : @Weibin]


เมื่อชายคนนั้นได้เดินจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไป เทียนโจวก็ได้เดินหนึไปยังมุมหนึ่งของงานก่อนจะต่อยเข้าที่กำแพงด้วยความโกรธแค้นอยู่หลายหมัด การระบายความรู้สึกเช่นนี้มิใช่เรื่องที่ดี แต่ยามนี้มีรึเทียนโจวจะสน ชายหนุ่มระบายความรู้สึกของตนเองอยู่ซักพักจนเลือดอาบทั่วมือ แต่มิถึงกับแตกหักหรือเป็นแผลใหญ่อะไร


“ซักวันข้าต้องทำให้พวกเจ้าได้ชดใช้ที่บังอาจมาทำให้ข้าผู้นี้ต้องอับอาย”


เทียนโจวกล่าวออกมาก่อนจะเริ่มสงบสติอารมณ์ของตนเองลงและเริ่มดื่มสุราที่แจกภายในงานไปหลายจอกเพื่อคลายอารมณ์...






ให้เห็ดหลินจือ เอ้อซือซาน
ให้ซิ่งเหรินโต้ฝู เอ้อซือลิ่ว
ให้ซิ่งเหรินโต้ฝู เอ้อซือซี
ให้ซิ่งเหรินโต้ฝู เอ้อซือปา
ให้ซิ่งเหรินโต้ฝู เอ้อซือจิ่ว


@Webmaster






เอฟเฟคจากตัวละคร
Points
Exp
ความสัมพันธ์ (ทุกคน)
ชื่อเสียง
+4 จากโรลอวดเบ่ง (หยิ่งยะโส)

+5 จากโรลสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (หูดี)
+15 เมื่อโรลข่มขู่อีกฝ่าย (ฟันเขี้ยว)

+15 กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
-10 กับคนที่มีนิสัยหนอนหนังสือ (สายตายาว)
-20 กับคนที่สนทนาด้วย (ฟันเขี้ยว)

ผลรวมของแต่ละอัน
+4
+20
-15
คุณธรรม :
ความชั่ว :
ความโหด :







←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หวีเซียวเฉิน
ตำราตงฟางซั่ว
ยาสมานแผลขั้นต้น
ตะเกียงซือซานเยวี่ย
ทวนสามพยัคฆ์
ม้าขาว
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x1
x1
x1
x1
x45
x1
x6
x2
x5
x984
x5
x50
x30
x2
x10
x8
x2
x8
x12
x24
x2
x7
x50
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x4
x6
x2
x2
x15
x40
x1
x6
x6
โพสต์ 2021-10-31 22:50:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-11-1 02:40
Weibin ตอบกลับเมื่อ 2021-10-31 20:52
เว่ยปินเดินทางมาถึงโรงเตี้ยมก็รีบจัดแต่งเครื่องแต ...

               
⌜112⌟
   
บทที่ 19
งานเลี้ยงหน้ากาก
ฉากที่ 2
                    
          การแสดงใกล้เริ่มเฟินเยว่จึงปลีกตัวออกมาจากกลุ่มของเด็กน้อย ทว่าเหมือนกับจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทาง
         
          [ ดูโพสต์ก่อนหน้าของเว่ยปิน ]
         
          ‘เอ๋ ราชโองการ?’
         
          เด็กสาวกะพริบตามองปริบ ๆ ด้วยความงุนงง หากพิจารณาคำว่าราชโองการหมายถึงคำสั่งที่มาจากเบื้องสูงอย่างนั้นเหรอ สาวชาวบ้านธรรมดาอย่างนางไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะได้เป็นสักขีพยานอยู่ในเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ ด้วยความทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะทำอย่างไรแต่พอดีเห็นว่าผู้อื่นคุกเข่าลงก้มหน้านางก็ทำตามเขาไปทั้งที่ไม่รู้ธรรมเนียมของชนชั้นสูง

          [ ดูโพสต์ก่อนหน้าของเว่ยปิน และเทียนโจว ]
         
          เหตุการณ์ควรเป็นไปได้ด้วยดีทว่ากลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ขัดขืน ไม่ใช่เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานแต่กลับกลายเป็นชายท่าทางน่ากลัวที่เอาความคิดกึ่งดีกึ่งร้ายฝังใส่หัวของเด็กน้อยต่างหากที่ไม่ยอมคุกเข่าลงไป จนเถ้าแก่หลิวต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์จนบุรุษผู้นั้นยอมคุกเข่าลงไปแต่โดยดี นึกว่าจะมีมีเรื่องมีราวกันเสียแล้วเด็กสาวจึงได้แต่ถอดถอนหายใจ
         
          หลังจากเหตุการณ์สงบลงขันทีผู้นั้นจึงเริ่มอ่านราชโองการ
         
          [ ดูโพสต์ก่อนหน้าของเว่ยปิน ]
         
          เฟินเยว่ฟังราชโองการในหัวพลันคิดว่าเถ้าแก่หลิวเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นใครกันแน่ หนึ่งสามารถจัดงานเลี้ยงหรูหราได้ได้กินดื่มกันแถมยังมีบริการห้องพักแก่ผู้ที่เดินทางกลับไม่ไหวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สองรู้ธรรมเนียมของชาวนอกด่านที่หลายคนนักจะรู้ สามมีความสามารถเป็นที่ต้องการแก่ราชสำนักจนถึงขั้นถูกเชิญให้เป็นพระอาจารย์ขององค์ฮ่องเต้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทางยิ่งกว่าเดิม
         
          “ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
         
          เหล่าแขกชั้นสูงที่รู้ธรรมเนียมต่างกล่าวอวยพระพรแก่ฮ่องเต้หลังสิ้นสุดการอ่านราชโองการไปตามธรรมเนียมที่พวกเขาต่างรู้กันดี เฟินเยว่ก็พยายามเนียนพูดกับเขาด้วย ในความเป็นมือใหม่และไม่รู้ต้องพูดอย่างไรนางจึงอ้อมแอ้มตามไปเสียงขาดช่วงไปบ้างเล็กน้อย
         
          “ขะ.. ขอพระองค์ทรง…มะเมิน หมื่น ๆ ปี..”
         
          เมื่อเหตุการณ์สงบลงแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายต่างจับจองที่นั่งหน้าเวที ทว่าเฟินเยว่มาช้าจึงได้ที่นั่งแถวหลัง ปลีกตัวออกมาจากผู้คนเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เดิมทีนางก็ไม่ได้รู้จักกับผู้ใดเป็นพิเศษอยู่แล้ว ตรงนั้นมีหญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ก่อน เหลือที่ว่างใกล้ ๆ สาวน้อยในชุดสตรีโรมันจึงเอ่ยทักถามขออนุญาตไปเสียก่อน
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะ ขอข้านั่งตรงนี้ด้วยคนนะเจ้าคะ”
         
          @Jinying
         
          “อ๊ะ..” เฟินเยว่ชะงักไปเล็กน้อยด้วยได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นหูกอปรกับกลิ่นหอมอันคุ้นเคยโชยลอดเข้าช่องว่างของรูหน้ากาก ทว่านิ่งไปได้ไม่นานก็รีบขอบคุณตามมารยาท “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
         
          ด้วยความสงสัยทว่าไถ่ถามออกมาตรง ๆ ไม่ได้นางจึงต้องหาบางสิ่งเป็นสัญลักษณ์เพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งนั่นก็คือถุงหอมที่แม่นางกู่เคยมอบให้มาไว้กับมือ ดูแล้วน่าจะเป็นของทำเองไม่ได้ซื้อมาจากห้างร้านไหน หากเป็นสิ่งของที่ทำด้วยตัวเองไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะจำได้ เฟินเยว่จึงนำถุงหอมที่ผูกไว้ใต้เสื้อออกมาเผยให้อีกฝ่ายเห็น
         
          @Jinying
         
          เมื่อได้รับสัญญาณตอบกลับว่าถูกคนไม่ผิดเพี้ยนเฟินเยว่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะเก็บถุงหอมกลับลงสู่ที่เดิม แล้วหันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอากล่องขนมห้าสีออกมาพลันเอ่ยถาม
         
          “จะให้เลี้ยง หรือว่า ท่านจะหลอกก่อนเจ้าคะ”
         
          @Jinying
         
          คำพูดของนางอาจชวนงงไปเสียหน่อยเฟินเยว่จึงต้องอธิบายให้เข้าใจ
         
          “ผู้รู้ท่านหนึ่งบอกข้ามาว่าเป็นธรรมเนียมของชาวตะวันตกในเทศกาลฮาโลวีนน่ะเจ้าค่ะ ที่เด็ก ๆ จะแต่งกายด้วยชุดผี ไปเคาะประตูบ้านแล้วเอ่ยถามว่า ‘จะให้หลอก หรือว่า จะเลี้ยง’ แต่ว่าข้าเอามาดัดแปลงน่ะเจ้าค่ะ เพราะว่าข้าเป็นผู้ให้แต่เป็นคนถามก็เลยกลายเป็น ‘จะให้เลี้ยง หรือว่า ท่านจะหลอกก่อน’ เจ้าค่ะ”

          @Jinying เลือก ‘หลอก’
         
          “อุ๊ย!...” เด็กสาวยกมือขึ้นทาบอกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมเล่นไปตามการละเล่นของชาวตะวันตกก่อนที่จะหัวเราะคิกคัก ดูเหมือนว่านางจะพอใจกับการหลอกหลอนของเด็กสาวชุดชมพูใต้หน้ากากขาวอยู่ไม่น้อย “ถ้าอย่างนั้นก็.. กลัวแล้วล่ะเจ้าค่ะ” ว่าจบไปก็มอบกล่องขนมห้าสีพร้อมรอยยิ้มที่วาดไปถึงดวงตา
         
          @Jinying
         
.
.
.
         
          ไม่นานการแสดงบนเวทีก็เปิดฉากจนทำให้การสนทนาต้องสิ้นสุดลงแล้วหันไปสนใจกับภาพเบื้องหน้าแทน การแสดงช่วงแรกคือละครรำเรื่อง ‘เพลงฉู่รอบด้าน’ เปิดฉากมาด้วยเหตุการณ์ที่เซี่ยงอวี่ถอยทัพกลับหลังจากการซุ่มโจมตีทำให้สูญเสียกำลังพลและขวัญกำลังใจจากทหาร แผนการรบของหานซิ่นได้ผลจากการล้อมสิบด้านทำให้แคว้นฉู่เสียหายอย่างหนัก มิหนำซ้ำยังใช้จิตวิทยาบรรเลงเพลงฉู่จากรอบด้านทำให้ทหารฉู่คิดถึงบ้านจนสูญสิ้นกำลังใจ
         
          “ผู้ใดหนีทัพทำลายขวัญทหารข้า ข้าจะฆ่ามันซะ!”
         
          นักแสดงเซี่ยงอวี่ชักกระบี่ออกมาจ่อคอหอยของทหารหนีทัพ แม้จะใส่หน้ากากไม่เห็นสีหน้า และน้ำเสียงบางส่วนอู้ลงจากการพูดใต้หน้ากาก แต่การแสดงออกทางกายของนักแสดงเซี่ยงอวี่ไม่ได้ลดหย่อนลงไป ด้วยความท้าทายดังกล่าวเขาจึงต้องรีดเร้นศักยภาพออกมามากกว่าเดิม และด้วยฝีมือการแสดงทำให้ผู้ชมขนลุกเกลียว
         
           “พวกเขาเป็นลูกหลานของปาอ๋อง ข้าขอรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน ฮึก! หากท่านฆ่าเขาตายสักคน พวกเขาก็จะเกลียดชังท่าน”
         
          นักแสดงสาวในบทหยูจีก็เล่นได้สมบทบาท แม้จะใส่หน้ากากทว่าเสียงสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาก็คล้ายกับเสียงคร่ำครวญจริง ๆ เมื่อได้ยินคนรักกล่าวเช่นนั้นฉู่ปาอ๋องจึงเขวี้ยงกระบี่ทิ้งไปทางด้วยโทสะ.. เป็นความเจ็บใจที่ตนเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น หยูจีเข้าไปสวมกอดบุรุษจากด้านหลังแม้ไม่เห็นน้ำตาแต่ทว่าน้ำตาของนักแสดงสาวต้องกำลังนองหน้าอยู่อย่างแน่นอน
         
          ฉู่ปาอ๋องยืนมองทหารตัวประกอบที่หนีทัพกันอย่างจ้าละหวั่นด้วยหัวใจที่ร้าวรานบอบช้ำไปถึงทรวงใน
         
          “ใครบ้างจะไม่คิดถึงลูกเมียพ่อแม่.. ปล่อยให้พวกเขาไปเถอะ”
         
          ธงแคว้นฉู่ปลิวไสวด้วยแรงลม เขาหันไปกอดหยูจีคนรักด้วยความจำนนก่อนจะหันไปสั่งการกับทหารที่ยังจงรักภักดีอยู่
         
          “พรุ่งนี้เช้ามืดนำทหารหนึ่งพันคนส่งหยูจีค่ายทหารฮั่น บอกหลิวปังว่ายอมแพ้”
         
          “ป้าอ๋อง หยูจีไม่ยอมไปอย่างเด็ดขาด”
         
          หญิงสาวผละกอดออกมาเถียงวาจาใส่บุรุษ
         
          “ด้วยความงามและความสามารถ สำหรับหลิวปังไอ้คนบ้าผู้หญิงนั่นเขาจะไม่ทำร้ายเจ้าหรอก” เสียงที่ลอดผ่านหน้ากากช่างขมขื่นแต่ก็แข็งขืนในคราวเดียวกัน “ขอให้เจ้าปลอดภัยไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นข้าก็ไม่ต้องห่วง”
         
          “ปาอ๋อง.. ความหมายของท่านหยูจีเข้าใจดี แต่หยูจีอยากให้ท่านอ๋องเข้าใจว่า… นอกจากปาอ๋องแล้วข้าจะไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นหรือตายข้าจะอยู่กับท่านคนเดียวเท่านั้น”
         
          ในแววตาของบุรุษระริกไหวเมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวเช่นนั้น นักแสดงเซี่ยงอวี่เข้าถึงบทบาทราวกับว่าสตรีตรงหน้าเป็นคนรักของเขาจริง ๆ
         
          “ฮึ่ม! ความอดทนรักษาชีวิตได้ เจ้าต้องเข้าใจความหมายของข้า!”
         
          “ไม่ได้นะท่านอ๋อง! ข้าไม่ยอมไปไหนอีก!”
         
          แม้หยูจะอ้อนวอนอย่างไรทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับฟัง เซี่ยงอวี่ผละออกจากคนรักแล้วหันไปสั่งทหารคนสนิทเสียงเคร่ง
         
          “เจ้าเลือกทหารของเจ้าที่ไว้ใจได้มาหนึ่งคน ส่งหยูจีออกเดินทางด่วน!!”
         
          คำสั่งถือเป็นคำขาด เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวในบทหยูจีได้แต่ยืนตัวสั่น ก่อนที่เซี่ยงอวี่จะเดินจากไปนางก็ได้เรียกรั้งเขาเอาไว้
         
          “ปาอ๋อง!” น้ำเสียงหวานโศกอ่อนจางลง หยูจีเข้าไปสวมกอดบุรุษจากด้านหลังอีกครั้งหนึ่ง “ปาอ๋อง.. พรุ่งนี้หากข้าไปแล้วไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรข้าจะได้เห็นหน้าท่านอีก ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง..”
         
          “ว่ามา”
         
          “คืนนี้ขอให้เราเข้าพิธีแต่งงานกัน แล้วต่อไปนี้ข้าจะเป็นภรรยาของท่านอ๋อง แล้ววันหน้าหากข้าต้องตายไปก็ตายตาหลับ”
         
          เมื่อกล่าวจบทั้งสองมองตากันภายใต้หน้ากากอย่างลึกซึ้ง ชุดตัวนอกของทั้งสองถูกถอดออกเผยให้เห็นชุดตัวในที่พร้อมเข้าพิธีแต่งงาน ทั้งสองถือผ้าแดงมงคลผืนเดียวกัน เอ่ยคำสาบานรัก คารวะต่อฟ้าดิน           
         
          “สวรรค์เป็นพยาน ข้าฉู่ปาอ๋องขอแต่งงานกับหยูจี ฟ้าดินเป็นพยาน รับเราสองผัวเมีย จะรักใคร่กันชั่วฟ้าดินสลาย”
         
          “สวรรค์เป็นพยาน วันนี้หยูจีได้แต่งงานกับพี่เซี่ยงอวี่ ฟ้าดินเป็นพยาน เราจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย”
         
          หลังคำปฏิญาณทั้งสองก็ก้มหัวคำนับฟ้าดิน ไขว้แขนดื่มเหล่าสาบาน
         
          “สวรรค์รับรู้เรื่องของเรา ฟ้าดินไม่ทอดทิ้ง นำพาเรามาสมหวังแล้ว”
         
          น้ำเสียงเซี่ยงอวี่เหมือนจะมีสุขทว่ากลับระทมทุกข์เมื่อรู้ว่าจากนี้ไปจะต้องลาจากคนรักไม่รู้จะมีวันได้หวนคืนกลับมาอีกหรือไม่
         
          “ขอให้ในหัวใจท่านมีหยูจีอยู่ เท่านี้ข้าก็สมหวังแล้ว”
         
          “จะไม่มีอะไรในหล้าที่จะพรากเราสองคนออกจากกันได้”
         
          “ซื้ดดด”
         
          ดูถึงตรงนี้เฟินเยว่ก็สูดน้ำมูกใต้หน้ากาก ทั้งการแสดงที่ดีและบทละครที่ลึกซึ้งกินใจทำให้เด็กสาวที่จิตใจอ่อนไหวเป็นพิเศษในช่วงนี้ต้องหลั่งน้ำตาซ้ำลงมาอีกรอบ เสียอย่างเดียวที่นักแสดงทั้งหมดสวมหน้ากาก หากเห็นใบหน้าที่แสดงอารมณ์อย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงแค่แววตาคงจะดีกว่านี้ไม่มากก็น้อย
         
          ยิ่งดูฉากเศร้าแต่ไหงไป ๆ มา ๆ เฟินเยว่กลับนึกถึงเรื่องของตัวเองเสียจนจับใจความละครตรงหน้าแทบไม่รู้เรื่อง ทราบเพียงว่าหลังจากนั้นแม่นางหยูจีหยิบกระบี่ของสามีมาร่ายรำให้ชมเป็นครั้งสุดท้าย ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวดุดสายน้ำ ทว่าเฟินเยว่มองเห็นเป็นแต่ภาพลาง ๆ เพราะน้ำตานองหน้าอยู่ เด็กสาวเคยศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้างจึงพอที่จะรับรู้ว่าฉากต่อไปคืออะไร
         
          หลังร่ายรำนักแสดงหยูจีก็เล่นไปตามบททำท่าเชือดคอตนเองแล้วล้มลงไปโดยมีสามีประคองร่างเอาไว้ด้วยความโศกเศร้า เด็กสาวรู้สึกว่าทนดูต่อไม่ไหวแล้วจึงขอตัวลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย และเมื่อกลับมาถึงการแสดงช่วงแรกก็ได้จบลงไปแล้วและเข้าสู่ช่วงพูดคุยกับนักแสดง ทว่าเฟินเยว่ไม่มีเรื่องอันใดจะพูดคุยด้วยอารมณ์ที่ยังคงหมองเศร้านางจึงเพียงแค่มอบช่อดอกหลันฮวาและเงินจำนวนหนึ่งลงในกล่องกองกลาง
         
          @Jinying

.
.
.
                    

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

----------------------------------------------
มอบ กล่องขนมห้าสี ให้ ซานสืออู่ (กู่จิ้นอิ๋ง)
มอบ เงิน 100 ตำลึงเงิน ให้แก่นักแสดงทุกคน (แบ่งกันเอง คนละ 20 ตำลึงเงิน)
และมอบ ช่อดอกหลันฮวา (ดอกหลันฮวา 20 ดอก) ให้แก่คณะละครด้วย


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-31 23:32:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-11-1 00:31
Fenyue ตอบกลับเมื่อ 2021-10-31 22:50
⌜112⌟    บทที่ 19งานเลี้ยงหน้ากากฉากที่ 2              ...


งานเลี้ยงฮาโลวีน
ชมการแสดง
.
.

           หลังมานั่งยังที่นั่งการแสดงได้ไม่นานคนร่วมงานผู้อื่นก็เริ่มมาจับจองที่นั่งรอชมการแสดง ระหว่างนั้นจิ้นอิ๋งก็นั่งรออย่างสงบ อาจมีชะเง้อใบหน้ามองยังเวทีที่คนฝ่ายดนตรีเริ่มประจำที่และรอคิวในการบรรเลงต่อไปยามนักแสดงขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันที่การแสดงจะเริ่ม ก็พลันมีบุรุษปริศนาที่ไม่ได้สวมหน้ากากเข้ามาในตัวงานพร้อมขึ้นไปบนเวทีอย่างอุกอาจ และทันทีที่ทอดสายตามองเห็นดวงหน้าอีกฝ่าย จิ้นอิ๋งก็พลันสะดุ้งไปทั้งกาย

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของเว่ยปิน)

           หลังได้ยินคำกล่าวอีกฝ่ายเด็กสาวก็แทบคุกเข่าตามคนอื่นไป ทว่าทั้งร่างเล็กดูสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น ดวงหน้าหลังหน้ากากแทบซีดเซียวราวกับกระดาษ ด้วยความกลัวว่านางที่เคยเอ่ยกล่าวถึงงานเลี้ยงนี้จะทำให้เถ้าแก่หลิวต้องเดือดร้อน ดวงตากลมก็แทบคลอหยาดน้ำใสไม่รู้ตัว

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของเว่ยปิน)

           กระทั่งแว่วผ่านถึงราชโองการเสร็จสิ้นที่ดูไม่ได้ส่งผลอะไรอันตรายแก่อีกฝ่าย จิ้นอิ๋งก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้เนื้อหาเหล่านั้นจะทำให้เด็กสาวรู้สึกกังวลตามสหายแซ่หลิวอยู่บ้างก็ตาม แต่คงทำได้เพียงเฝ้าเอ่ยถามไถ่จากอีกคนได้ตอนงานจบก็เท่านั้น ซึ่งหลังจากขันทีผู้นั้นได้กล่าวจนเสร็จสิ้นไป คนรอบกายนางพลันเอ่ยอวยพระพรแก่ฮ่องเต้และจิ้นอิ๋งก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กล่าวตามออกไป

           " ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี "

           ซึ่งหลังทุกอย่างจบลงพร้อมร่างขันทีผู้นั้นเดินจากไป ดรุณีน้อยจึงหายใจเข้าออกได้สะดวกมากขึ้น แววตาเจือความห่วงใยทอดหายังสหายแซ่หลิว กระนั้นเพราะไม่อยากให้งานเบื้องหน้ากร่อยไปกับราชโองการกระทันหันเหล่านั้น นางจึงผุดลุกมานั่งคืนยังที่นั่งดูการแสดงเช่นเดิม และตั้งใจจะร่วมงานของหลิวจื่อเค่อให้เต็มที่ดั่งที่อีกฝ่ายตั้งใจจัดขึ้นมา

           แต่แล้วในตอนที่กำลังจะเริ่มตั้งใจดูการแสดงที่ใกล้ขึ้นมาเต็มที ก็มีอีกเสียงของหนึ่งสตรีได้เรียกความสนใจจิ้นอิ๋งให้เบือนสายตาหลบออกจากเวทีมาหา

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           " เชิญเลยเจ้าค่ะ " จิ้นอิ๋งเอ่ยตอบหาอย่างเต็มใจพร้อมกับผายมือให้

           ระหว่างนั้นนางก็แอบลอบมองอีกสตรีแปลกหน้าผู้นั้นไปด้วยก่อนจะลอบนึกชื่นชมชุดของอีกฝ่ายในใจ รอยยิ้มหลังหน้ากากได้แย้มออกอีกหน ดูถูกใจไม่น้อยกับชุดที่แสนสร้างสรรค์นั้น แม้ถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมบางส่วน ทว่าความโดดเด่นแปลกตาของชุดก็ทำให้เด็กสาวเผลอมองค้างไป

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           และเพราะกำลังมองตาอีกสตรีอยู่ทำให้เห็นท่าทางที่เปิดผ้าคลุมให้เห็นถุงหอมที่ผูกอยู่ข้างเอวอีกคนไว้ ยามแรกนั้นจิ้นอิ๋งนึกสงสัยไม่น้อยว่าจะเปิดให้นางดูด้วยเหตุอันใด กระนั้นความคุ้นตาของของชิ้นนั้นทำให้สุดท้ายพลันแว่วเสียงร้องอ๋อแผ่วดังในคอของจิ้นอิ๋งขึ้นมา กระนั้นเพราะไม่สามารถบอกกล่าวว่าตนเป็นใครได้

           สุดท้ายเด็กสาวจึงส่งสัญญาณทำท่าไม้ทำมือตอนแบกกระสอบของสตรีที่เคยเข้ามาช่วยเหลือนางกลับไปจนแว่วเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นด้วยไม่รู้ว่าอีกคนจะเข้าใจที่นางสื่อหรือไม่

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           พลันเห็นท่าทางการเก็บถุงหอมลงไป จิ้นอิ๋งก็พอเข้าใจได้ว่าอีกสตรีหลังหน้ากากี้คงจะเข้าใจแล้วว่าเป็นคนรู้จักกัน แม้นการเผชิญพบกับบุคคลที่ไม่รู้จักจะสร้างความตื่นเต้นให้แก่นาง กระนั้นยามเจอคนรู้จักก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจและตื่นเต้นได้อีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่แล้วยังไม่ทันทีที่นางจะได้เอ่ยชมชุดอีกฝ่าย คำถามแปลก ๆ ก็ถูกส่งหามาให้เด็กสาวแทบเลิกคิ้วฉงนอยู่หลังหน้ากากนั้น

           " เลี้ยง? หลอกอะไรงั้นหรือเจ้าคะ " จิ้นอิ๋งถามกลับอย่างสงสัย สายตาก็มองตามกล่องขนมที่อีกสตรีหยิบออกมา แต่ก็ยังไม่กล้ายื่นมือรับไปเพราะท่าทางที่ไม่ได้ยื่นส่งทำให้นางลังเลว่าอาจไม่ได้จะยกให้นาง

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           ได้ยินเช่นนั้น หากอีกคนได้เห็นดวงหน้านวลหลังหน้ากาก คงได้รับรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในรอบสองสามวันที่ผ่านมาของจิ้นอิ๋งเป็นแน่ นางรู้สึกสนใจขึ้นมาอีกไม่น้อยหลังได้รับความรู้เรื่องเทศกาลเพิ่ม ก่อนความนึกสนุกจะทำให้นางยกมือเล็กปิดหน้ากากแล้วเปิดเผยให้เห็นหน้ากากเช่นเดิมพร้อมแว่วเสียงร้องขู่ใส่เป็นการตอบคำถามแทนว่านางได้เลือกหลอก

           " แฮ่! " แต่นางคงลืมไปชั่วขณะว่าสวมหน้ากากอยู่ จึงแยกเขี้ยวเสียแก้มกลมอยู่หลังหน้ากากเสียอย่างนั้น

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           เห็นอีกสตรีตอบกลับมาเช่นนั้นจิ้นอิ๋งก็แทบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะรับขนมมาด้วยความเต็มใจ

           " ข้าไม่รู้ว่าเทศกาลนี้ต้องแลกขนม ..คงไม่มีขนมแลก ไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ " จิ้นอิ๋งเอ่ยหากลับด้วยน้ำเสียงนึกเกรงอกเกรงใจขึ้นมาน้อย ๆ กระนั้นยังไม่ทันทีที่ทั้งสองจะได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาไปมากกว่านี้ การแสดงรอบแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้น

           [ดูโพสต์บน] - (โรลของซุนเฟินเยว่)

           การแสดงดำเนินมาสักพักพร้อมกับความเงียบของผู้ชมที่ตระการตาและตรึงใจไม่น้อยไปกับบทการแสดง ความซาบซึ้งของความรักทั้งเซี่ยงอวี่และหยูจีนั้นทำให้เสียงสูดจมูกของทั้งจิ้นอิ๋งและสตรีข้างกายแทบจะดังพร้อม ๆ กัน และนั่นทำให้รอยยิ้มของดรุณีน้อยวาดออกอีกหน กระนั้นยังไม่ได้เอ่ยปลอบใด อีกคนก็คล้ายขอแวะไปล้างหน้าล้างตาแล้วเสียอย่างนั้น ปล่อยให้จิ้นอิ๋งได้เป็นฝ่ายเฝ้าดูการแสดงรอบแรกจนจบลง

           ในยามพักนักแสดงช่วงเวลาสั้น ๆ นางจึงเดินไปหย่อนเงินลงกล่องกองกลางให้สำหรับการแสดงที่ดีของทั้งเซี่ยงอวี่และหยูจี

           " แสดงได้ดียิ่งเจ้าค่ะ ทำเอาภาพในจินตนาการยามที่ข้าเคยอ่านศึกษาประวัติศาสตร์ยิ่งชัดแจ้งขึ้นมากเลยเชียว เยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะท่านทั้งสอง "

           จบน้ำเสียงที่ฟังขึ้นจมูกเล็ก ๆ เนื่องจากผ่านการร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจกับบทการแสดงมา จิ้นอิ๋งก็ค้อมนับถือทั้งสองและแยกมานั่งยังที่นั่งเช่นเดิมเพื่อชมการแสดงในรอบต่อไป ซึ่งการแสดงในรอบสองก็ไม่ต่างจากที่จิ้นอิ๋งคาดเดานัก เป็นฉากต่อหลังจากที่การสละชีวิตของหยูจี ทั้งเซี่ยงอวี่ก็ยังพ่ายแพ้กับศึกในครานั้น สุดท้ายจึงหมดกำลังใจจะอยู่ต่อไป

           ในมือเซี่ยงอวี่ถือกระบี่เล่มเดียวกับสตรีที่ตนรักกระทำเพื่อหวังให้ตนยังมีชีวิตรอดต่อไปโดยใช้กระบี่เล่มนี้เชือดคอตัวเอง เซี่ยงอวี่ก็กระทำเช่นเดียวกัน เมื่อสิ้นนางแล้วโลกนี้ก็ไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้คนอย่างเขาอาวรณ์ แม้แต่ความยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ฉ้อปาอ๋องเชือดคอตัวเองตายที่ริมน้ำอู่เจียงในวันนั้น ปิดตำนานการช่วงชิงความเป็นใหญ่ของลูกผู้ชายชาตินักรบอย่างลือลั่น

           สุดท้ายก็เป็นฝ่ายหลิวปังที่ได้ขึ้นครองราชย์หลัง สถาปนาตนเป็น จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ฮั่นหลังราชวงศ์ฉินล่มสลายไป ซึ่งส่วนหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จมาจากการมีขุนพลและที่ปรึกษาสำคัญสามคน เสียวเหอ หานซิ่น และจางเหลียง ซึ่งบทต่อไปก็เป็นฉากเกี่ยวกับคำเล่าขานขนานฉายาให้แก่หลิวปังที่เคยกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้

           ในขั้นต้นจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ทรงแต่งตั้งขุนพลที่มีความดีความชอบเป็นพิเศษในสงคราม และเชื้อพระวงศ์สําคัญ ๆ ให้เป็นเจ้าเมือง มีอํานาจปกครองดินแดนเขตแคว้นศักดินา ผู้มีความดีความชอบเป็นพิเศษก็ได้แก่ยอดขุนพลสามคนคือ หานซิ่น เผิงเย่ และอิ้นปู้

           ขุนพลเหล่านี้มีความสามารถในการศึก เมื่อเป็นเจ้าเมืองมีอํานาจปกครองเขตแคว้นศักดินาอย่างเป็นอิสระ มีกองทัพของตนเอง มีอํานาจแต่งตั้งขุนนางที่ทําหน้าที่บริหารภายในเขตแคว้นโดยสิทธิ์ขาด ไม่ต้องขึ้นกับราชสํานักเมืองหลวง แต่ละแคว้นมีเนื้อที่กว้างขวาง เมืองที่อยู่ในปกครองโดยตรงมีตั้งแต่ 30-100 เมือง

           นั่นทำให้จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ทรงมีความหวาดระแวง ไม่ไว้วางพระทัยในขุนพลเหล่านี้ตั้งแต่แรก รวมถึงหลี่ฮองเฮา หรือ หลี่จื้อ ของฮ่องเต้ผู้เป็นหญิงฉลาดแกมโกงและมองการณ์ไกล นางคิดไว้แล้วว่าคนเก่งเกินมิควรอยู่ข้างกาย อาจเก่งกว่าผู้เป็นสามีและกลายเป็นหอกข้างแคร่พร้อมแทงข้างหลังเมื่อใดก็ได้ จำต้องกำจัดทิ้งเสียก่อนแย่งทุกสิ่งไปภายหลัง จึงเฝ้าเอ่ยบอกถึงการก่อกบฎให้กำจัดแม่ทัพหานซิ่นไปด้วยจนโดนประหาร

           นอกจากนี้เผิงเย่เจ้าผู้ครองแคว้นเหลียง กับอิ้นปู้เจ้าผู้ครองแคว้นหวายหนาน ก็ต้องประสบชะตากรรมไม่ดีไปกว่าหานซิ่นเลย ส่วนเจ้าเมืองอีกคนอื่น ๆ ถ้าไม่หนีโดยยอมสละดินแดนเขตแคว้นที่ตนปกครองเสีย ก็ต้องถูกถอดยศถอดตําแหน่ง

           โดยภายหลังที่หลี่ฮองเฮาได้เดินทางไปพบเผิงเย่ที่ถูกเนรเทศไปก็ทำการสังหารอย่างเลือดเย็น..

           ฉากอันน่าสะเทือนใจและขวัญพลันแสดงต่ออย่างลื่นไหล ความงดงามจากท่วงท่าแต่ก็ให้ความรู้สึกชวนหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมาจากผู้ที่แสดงเป็นหลี่ฮองเฮาได้อย่างน่าพรั่นเป็นที่สุด ยิ่งฉากหลังจากนั้นที่หลังฮั่นเกาจู่ครองอำนาจกว่าสิบปี พลันได้หลงรักสตรีนางหนึ่งนามชีจีและได้แต่งตั้งเป็นสนม

           ด้วยความรักที่มีต่อสนมมากกว่าผู้เป็นฮองเฮา ความคับแค้นใจของนางจึงสะสม กระทั่งยามฮั่นเกาจู่สวรรคต ทุกความคับอกคับใจพลันได้ปริแตกออกมาหลังจากได้กุมอำนาจ และได้ออกคำสั่งให้ฆ่าสนมชีอย่างโหดร้าย โดยแรกเริ่มเป็นเพียงโกนหัวและสั่งปลดเป็นทาส แต่ด้วยเพราะอีกสตรีที่นึกคิดว่าเป็นเคยสูงส่ง ฮ่องเต้ทรงรักนางมากกว่าใคร จึงพยายามเรียกร้องสิทธิ เที่ยวประกาศหาความยุติธรรม ทว่านางก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของหลี่ไทเฮาจนสุดท้ายต้องโดนทรมานกลายเป็นมนุษย์หมู

           แม้นฉากเหล่านั้นจะไม่ได้นำมาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง และปิดบังด้วยท่วงท่ารำหรือการปิดบังฉากด้วยผืนผ้าขาวเห็นเพียงแสงเงาในบางครา กระนั้นก็สร้างความอึดอัดเสียกลั้นหายใจให้แก่บรรดาผู้ชมไม่น้อย

           ยามสิ้นสุดการแสดงเสียงชื่นชมพลันเกรียวกราวและจิ้นอิ๋งก็ไม่ต่างกัน นางแทบจะเดินมุ่งตรงไปหาผู้แสดงเป็นหลี่จื้อด้วยความประทับใจ มือน้อยสั่นเทาหย่อนเงินลงกล่องกองกลางให้แก่อีกสามคนทั้งหลิวปัง ชีจี และแน่นอนหลี่จื้ออย่างเต็มใจ ความตราตรึงจากการแสดงทำให้นางอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่นส่งกลับไปหาทั้งสามที่เป็นตัวแสดงหลักในการแสดงช่วงหลัก

           " ท่านทั้งสาม แสดงได้เยี่ยมยิ่งเจ้าค่ะ ข้ายังขนลุกไม่หายเลยเชียว! "

           สิ้นคำพูดที่ฟังดูสั่นน้อย ๆ เด็กสาวก็พลันเปิดแขนเสื้อให้เห็นยังแขนที่ขนลุกของนางขึ้นมาด้วยอารามชื่นชม กระนั้นยังไม่ได้รับการตอบรับใด ด้วยกลัวจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเข้ามาชื่นชมนักแสดงได้ จิ้นอิ๋งก็เร่งค้อมตัวลา และผละออกมายืนอีกมุมหนึ่งของงานเพื่อทำการสงบจิตใจที่เต้นระรัวด้วยความชื่นชอบกับการแสดงเมื่อครู่ให้สงบลง

         .
         ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากอินทรีเหล็ก เดินไปหาหญิงสาวที่มีปิ่นปักผม [อี] ก่อนทำตัวเนียนราวกับไม่รู้ว่าเป็นใครภายใต้หน้ากากนั้น " แม่นางหากไม่รังเกียจ ช่วยเป็นคู่เต้นรำให้ข้าได้หรือไม่ "

         เสียงที่เอ่ยหาฟังคุ้นหูในยามที่นางเพิ่งปรับลดความตื่นเต้นภายในอกจากการแสดงให้ลดลงได้ ก็ทำเอาหัวใจนางกลับมาระรัวเต้นอีกรอบด้วยความคาดหวัง กระนั้นดวงหน้าที่ซ่อนยังหน้ากากอินทรีนั้นทำให้นางไม่อาจมั่นใจได้ทั้งหมด ก่อนนางจะแอบลอบวัดส่วนสูงอีกบุรุษเบื้องหน้าไปด้วยจนลืมเลือนแม้กระทั่งจะตอบรับคำถามนั้นไปตามมารยาท

         " ข้าอาจเต้นแบบตะวันตกไม่ค่อยเก่งนัก หากผิดพลาดอะไรต้องขออภัยแม่นางล่วงหน้าด้วยขอรับ " ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากกล่าวยิ้มใต้หน้ากาก ก่อนยื่นมือให้อีกฝ่าย

         และคำกล่าวต่อมาก็ได้ช่วยเรียกสติให้แก่จิ้นอิ๋งให้เลิกทำตัวเสียมารยาทเหล่านั้น แม้นไม่ใช่คนที่นึกหา กระนั้นคนตรงหน้าก็แสนสุภาพกับนางมากและอุตส่าห์เข้าหามาชวนนางก่อนใครเช่นนี้ ทำให้สุดท้ายดรุณีน้อยที่เงียบคิดไปครู่จะผงกศีรษะเล็กรับแผ่วเบา

         " ได้เจ้าค่ะ.. ข้าจะเต้นรำกับท่าน ไม่ต้องห่วงเรื่องเต้นรำแบบตะวันตกนะเจ้าคะ ข้าพอจะเคยเรียนมาอยู่บ้าง ไม่พาท่านล้มแน่เจ้าค่ะ " เด็กสาวกล่าวกลั้วขำเพื่อหวังคลายบรรยากาศที่ทำตัวคาดหวังให้อีกคนเป็นอื่น หากไม่ใช่คนผู้นั้น

         ทว่าเพราะดวงหน้าหลังหน้ากากอินทรีที่เคลื่อนก้มเข้าหา ทำเอานางเกือบจะห่อไหล่ถอยใบหน้าหนี แต่เพราะแว่วเสียงกระซิบประโยคหนึ่งดังออก จิ้นอิ๋งจึงยังชะงักใบหน้าค้างที่เดิม อารามดีใจที่แผ่พุ่งทำเอาดวงหน้านวลหันหาอีกฝ่ายกระทันหันจนหน้ากากทั้งคู่กระทบกันแผ่ว หากไร้สิ่งกั้นคงเกิดเรื่องไม่เหมาะไม่ควรไปแล้วทำเอาดรุณีน้อยเร่งลนลานก้าวถอยมาก้าวหนึ่ง

         " ท่าน... " คำพูดคล้ายค้างอยู่ที่ริมฝีปาก ก่อนสุดท้ายนางจะไม่ได้กล่าวอะไรมากไปกว่าพึมพำเข้าใจแล้วเสียงแผ่ว ก่อนเคลื่อนกายไปยืนเคียงอีกบุรุษเพื่อรอช่วงเต้นรำด้วยกัน

         ก่อนสักพักนางจะรู้สึกขอบคุณงานเลี้ยงที่แขกทุกท่านต้องสวมหน้ากากไม่น้อย เพราะมันช่วยปกปิดดวงหน้าของนางที่แดงก่ำชัดเอาไว้ได้อย่างมิดชิดเลยเชียว
.
.
กู่จิ้นอิ๋ง รับคำชวนเต้นรำกับ (อี)



ลักษณะแต่กำเนิดตัวหอม
+20 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย
พูดคุยสั้น ๆ กับ NPC เซี่ยงอวี่ | หยูจี | หลี่จื้อ | หลิวปัง | ชีจี
.
มอบทิปคนละ 50 ตำลึงเงินรวม 250 ตำลึงเงิน แก่
เซี่ยงอวี่ | หยูจี | หลี่จื้อ | หลิวปัง | ชีจี
.
ลักษณะแต่กำเนิดขาดความรอบคอบ
-20 ความเครียดจากการโรลบริจาคให้ผู้อื่นอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-10-31 23:40:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด

❖ราชสีห์จรจัด❖
งานฮาโลวีน 3

เมื่ออารมณ์เริ่มคงที่มากยิ่งขึ้นหลังจากผ่านไปซักพัก แผลที่มือในตอนแรกก็เริ่มหยุดไหลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในตอนนี้หากสังเกตุดีๆจะเป็นช่วงเวลาที่คนมากมายต่างเริ่มหาคู่ให้ตนเอง หลังจากที่เถ้าแก่หลิวขึ้นไปประกาศบนเวทีจนเสร็จสรรพ

“คงต้องหาใครซักคนบ้างแล้วสินะ”

เทียนโจวกล่าวขึ้นมาก่อนจะเริ่มเดินไปตามงานก่อนจะเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนตอนนี้เธอจะยังไม่มีใครมาคู่ด้วย

“สนใจเต้นรำกับข้าไหม”

เทียนโจวกล่าวขึ้นมาพร้อมกับยื่นมือไปหาหญิงสาว หญิงสาวภายใต้หน้ากากมิได้กล่าวสิ่งใดออกทำเพียงแค่ตอบรับคำเชิญของชายหนุ่มด้วยการจับมือของอีกฝ่าย เทียนโจวเข้าจัดท่าทางเตรียมเต้นรำกับหญิงสาวซานสืออี้ ทันทีที่บทเพลงเริ่มบรรเลงไป เทียนโจวก็ได้เต้นนำหญิงสาวยิ่งกว่ามือใหม่ด้วยความเขินอาย โชคดีที่หูของชายหนุ่มนั้นดีทำให้สามารถจับจังหวะได้อย่างมิผิดเพี้ยน พวกกับสายตาที่ยาวทำให้สามารถเต็มตามท่าทางของคนอื่นได้บ้าง

“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย”

เทียนโจวกล่าวออกมาพร้อมใบหน้าที่เขินอายที่ตนทำอะไรแบบนี้ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ชายนหุ่มนั้นรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เพอร์เฟ็คทุกเรื่อง แต่การมาเต้นทั้งที่ไม่เคยได้ฝึกฝนก็ยังหน้าอายอยู่ดี

“หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าขอโทษนะ”

เทียนโจวกล่าวออกมาเพรราะบางครั้งตนก็เผลอเหยียบเท้าของหญิงสาวไปบาง ถึงแม้จะไม่แรงแต่ก็ยังถือว่าเหยียบอยู่ดี

“มิใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอคะ”

หญิงสาวภายใต้หน้ากากกล่าวออกมาพร้อมกับจ้องมองไปที่เทียนโจว ถึงแม้จะมิได้เห็นสีหน้าของชายหนุ่ม แต่จากท่าทางก็รับรู้ได้ว่าชายตรงหน้าคงกำลังเขินอายอยู่มิใช่น้อย การบรรเลงดำเนินต่อไปจนเพลงสุดท้ายได้สิ้นสุดลง ทั้งสองตัดสินใจที่จะมาคุยต่อกันอีกเล็กน้อย

“ขอบคุณที่ช่วยคู่กับข้าในงานเต้นรำ”

เทียนโจวกล่าวขึ้นมาหลังจากที่เดินมาคุยกับหญิงสาวที่มุมหนึ่งของงาน

“มิมีปัญหายังไงข้าเองก็ยังไม่ได้คู่กับใครด้วย”

หญิงสาวกล่าวออกมา เทียนโจวนั้นมิสามารถรับรู้ได้เลยว่าหญิงสาวกำลังแสดงสีหน้าแบบใดออกมา

“หากอยากคุยกันต่อพรุ่งนี้มาเจอกันที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้นะ ข้าจะรออยู่ที่ห้องอาหารข้างล่าง”

เทียนโจวกล่าวออกมาก่อนจะยื่นเห็ดหลินจือให้กับหญิงสาวเพื่อเป็นการขอบคุณก่อนจะเดินออกจากงาน ซึ่งทางออกจากงานได้มีเถ้าแก่หลิวรอคอยที่จะแจกซองแดงให้กับทุกคนอยู่แล้ว

“หากวันนี้ข้านำปัญหามาให้ขอโทษเถ้าแก่หลิวด้วย”

เทียนโจวกล่าวขึ้นมาทันทีที่เดินมาถึงยังจุดที่เถ้าแก่หลิวอยู่

“มิใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกมิต้องกังวล”

เถ้าแก่หลิวยิ้มออกมาพร้อมกับยื่นซองสีแดงให้กับเทียนโจวเหมือนกับคนอื่นๆ

“ข้ามิต้องการถือเป็นคำขอโทษที่ข้านำปัญหามา แล้วก็ข้ามอบสิ่งนี้ให้ท่าน”

เทียนโจวหยิบเอาสุราหลูโจวยื่นให้กับเถ้าแก่หลิว ก่อนจะเดินจากออกไปจากงานเดินตรงไปยังห้องพักของตนก่อนจะเริ่มอาบน้ำในยามค่ำคืนนี้

“เจ้าเขี้ยวเงินข้านำอาหารมาให้เจ้า”

เทียนโจวหลังจากที่อาบน้ำเสร็จก็ได้หยิบเอาไก่ขอทานที่เก็บไว้ออกมาให้กับเจ้าเขี้ยวเงิน เจ้าเขี้ยวเงินเริ่มรับประทานอาหารของมันอย่างเอร็ดอร่อย สวนเทียนโจวก็ได้เข้าไปพักผ่อนหลังจากผ่านเรื่องราวมากมายมาในวันนี้



ไม่เอาซองแดง
ให้เห็ดหลินจือ ซานสืออี้
ให้ไก่ขอทาน เขี้ยวเงิน

@Webmaster



เอฟเฟคจากตัวละคร
Points
Exp
ความสัมพันธ์ (หลิวไท่เหวิน)
ชื่อเสียง

+5 จากโรลสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (หูดี)



+15 เมื่อเจอชื่อเสียงเดียวกัน (ดี)
+15 กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
-20 กับคนที่สนทนาด้วย (ฟันเขี้ยว)
+20 ธาตุเกื้อหนุนกัน (ทอง>น้ำ)


+30 คุณธรรมเมื่อเจอหัวดี (ปิงจวน)

ผลรวมของแต่ละอัน

+5
+30
คุณธรรม : +30
ความชั่ว :
ความโหด :





เอฟเฟคตัวละคร
ความสัมพันธ์ (ซานสืออี้)
+15 กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
-20 กับคนที่สนทนาด้วย (ฟันเขี้ยว)
ผลรวม
-5



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หวีเซียวเฉิน
ตำราตงฟางซั่ว
ยาสมานแผลขั้นต้น
ตะเกียงซือซานเยวี่ย
ทวนสามพยัคฆ์
ม้าขาว
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x1
x1
x1
x1
x45
x1
x6
x2
x5
x984
x5
x50
x30
x2
x10
x8
x2
x8
x12
x24
x2
x7
x50
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x4
x6
x2
x2
x15
x40
x1
x6
x6
โพสต์ 2021-11-1 00:02:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ZhaoPei เมื่อ 2021-11-1 04:40

          "พวกท่านคิดว่าครานี้การแสดงจะแสดงอะไรให้ดูหรือเจ้าคะ.." จ้าวเพ่ยเอ่ยถามทั้งสองขณะยกขนมให้พวกเขาได้กินไปด้วย นางรอช่วงม่านเปิดก็ได้แต้พูดคุยกับชายในงานเลี้ยงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งจากหน้างาน บุรุษคนหนึ่งดูเหมือนจะคุยกับเสี่ยวเออห์ราวกับมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตรงหน้าทางต้อนรับผู้มางานเลี้ยง

          ใครกันมาเอาเสียป่านนี้ ทั้งไม่ใส่หน้ากากด้วย

          นางแอบหัวเราะกับพฤติกรรมชายคนนั้นก่อนจะหันกลับไปเช่นเดิม สิ่งที่นางรอคือคณะบะครต่างหาก ตอนนี้หากได้ชมและพูดคุยในสิ่งที่ได้รับชมไปด้วยก็คงจะสนุกไม่น้อย

          "หากแสดงละครคงดีนะเจ้าคะ… หรืออาจจะเป็นดนตรีบรรเลง"

          "มีราชโองการ!! หลิวไท่เหวินมารับราชโองการ"

          คำพูดดังแทรกเข้ามาในยามที่จ้าวเพ่ยกำลังพูดให้ได้ยินทั่วกันในโถงงานเลี้ยงนางหันไปมองก็พบชายที่หัวเราะใส่เมื่อครู่นี้ก็พึ่งจะรู้ว่าคือขันทีมากล่าวราชโองการ หญิงสาวลุกขึ้นและคุกเข่าลงพร้อมๆกับผู้คนในงานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น หน้ากากที่นางสวมมองต่ำลงที่พื้นและหันไปมองคนข้างหนาวที่คาดเดาอารมณ์อะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

          "บังอาจ!! เหตุใดไม่ยอมคุกเข่าฟังราชโองการ" คำพูดที่ตะเบฝออกมาสร้างควาสนใจแก่จ้าวเพ่ยให้นางค่อยไปเงยขึ้นมองว่าเกิดอะไรขึ้น ชายคนหนึ่งกลับยืนเด่นท่ามกลางผู้คนที่นั่งคุกเข่าก็กลายเป็นจุดสนใจ นางเบิกตากว้างขึ้นเมื่อไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำเช่นนี้

          "ใยข้าต้องสนใจเจ้าด้วย! แน่จริงก็เข้ามาเลย!" ผู้ใดกัน บุรุษใต้หน้ากากผู้นั้นเมื่อไม่มีคนรู้ตัวตนก็ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ จ้าวเพ่ยทำสายตาลุกลลี้ลุกลนทั้งค่อยๆก้มลงอีกครั้งแต่ก็ไม่วายที่จะเหลือบขึ้นไปมองเพื่อดูเหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

          ปลายอาวุธของเหล่าทหารพุ่งมาตรงชายคนนั้นทำเอานางสะดุ้งแทน จ้าวเพ่ยได้แต่เหลือบมองเหตุการณ์อยู่อย่างห่างๆโดยที่นางเองหาใช่คนที่จะต้องเข้าไปแทรกแซงไม่…

          ไม่มีเหตุผลเสียด้วยซ้ำว่าต้องทำเช่นนั้นเพื่ออะไร

          "แม่นาง… แม่นาง.." เสียงเรียกกระซิบกระซาบจากข้างๆให้จ้าวเพ่ยหันไปทันที บุรุษหน้ากากขาวเหมือนจะเตือนสติจ้าวเพ่ยให้นางก้มหัวลงและพยายามไม่สนใจมันแม้จะเกือบมีการฆ่ากันตายก็ตาม

          เหมือนจะเกิดเรื่องอะไรกันโดยที่จ้าวเพ่ยเองก็พยายามไม่สนใจมัน จนเหมือนทุกอย่างสงบลงแล้วโดยที่ชายคนนั้นไม่โดนทำร้ายใดๆ เสียงประกาศก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

          "ด้วยพระบารมีฟ้า หวงตี้ทรงปรีชาเห็นความสามารถของหลิวไท่เหวินเถ้าแก่โรงเตี้ยมชิงหมิงแห่งหู่เหลากวน ข้าโอรสสวรรค์แห่งต้าฮั่นขอแต่งตั้ง หลิวไท่หวินเป็น พระอาจารย์ขอองค์ชายหวังจื่อเสีย บำเน็จเท่าขุนนางซันกงทั้งสามประทานบ่าวไพร่สามร้อยคนเสบียงอีกสามพันหาบวันรุ่งขึ้นเข้าเมืองหลวงรับตำแหน่งทันที"

          จัดงานเลี้ยงในวันนี้เหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในวันพรุ่งนี้ จ้าวเพ่ยเองที่เป็นเพียงหนึ่งในคนร่วมงานก็ต้องมารับราชโองการนี้ด้วย หญิงสาวยังคงโค้งคำนับก็กล่าวคำพูดจามที่ทุกคนกล่าวออกมาราวกับเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่เนืองนิจ

          "ขอพระองค์ ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี"

          พอพูดจบแล้วขันทีและเหล่าองครักษ์ก็ออกจากงานไป จ้าวเพ่ยและทุกคนในงานต่างทยอยกันลุก แต่นางรู้สึกเหมือนงานกร่อยลงนิดหน่อย เมื่อตั้งแต่รอการแสดงอย่างใจจดใจจ่อกลับพบกับการแสดงสดที่เกือบมีการฆ่ากันตายเสียได้ การแสดงได้เลื่อนออกไปให้ล่าช้าเล็กน้อยแต่สุดท้ายม่านก็เปิดออกมา จ้าวเพ่ยมองทั้งตาเป็นประกายขึ้นเมื่อเห็นนักแสดงแต่งตัวคล้ายนักรบเริ่มต้นการแสดงในครั้งนี้ นางนั่งเท้าคางกับโต๊ะขณะจับจ้องละครตรงหน้าไม่วางตา เพราะหน้ากากดูไร้อารมณ์จึงไม่สามารถเห็นได้ว่าหญิงสาวทำสีหน้าอย่างไร

          ภาพทหารคนนั้นถูกซุ่มโจมตีพร้อมเหล่าสตรีที่มาด้วยกันจากทหารอีกฝ่ายทำเอาจ้าวเพ่ยจ้องตาไม่กระพริบ นางคีบขนมเข้าปากแต่ติดกับหน้ากากจนแสดงความเปิ่นออกมาอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวทำท่าทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและก็กัดมันลงที่ขนมเป็นคำเล็กๆด้วยความแอบอาย

          "สุราเพิ่มหรือไม่…"

          เสี่ยวเออห์เดินมาถามนางให้จ้าวเพ่ยพยักหน้าเล็กน้อย หญิงสาวหันไปมองเสี่ยวเออห์นำจอกสุรามาให้ก็มองทั้งกระพริบตาเล็กน้อย

          "ข้าขอชาก็แล้วกัน" จ้าวเพ่ยกล่าวทั้งเลื่อนจอกสุราออกไป นางรับเอาชามากับตัวก่อนจะมองผู้ร่วมโต๊ะสองคนไปมาเล็กน้อย "สุราให้สองท่านนี้ด้วยนะเจ้าคะ"

          จ้าวเพ่ยกล่าวและวางถ้วยชาข้างจอกสุรา หญิงสาวจ้องมองคณะละครที่ดำเนินต่อไปก็ได้ยินเสียงทักข้างๆนางให้ละความสนใจเล็กน้อย

          "แม่นางดูชอบการแสดงนะ"

          "นานๆทีจะได้ดูเจ้าค่ะ.. ข้าเองหลังจากเข้าช่วงโจรโพกผ้าเหลืองบุกก็ไม่ได้ชมอะไรแบบนี้มานานแล้ว" นางกล่าวทั้งยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบและหลับตาลงเพื่อสูดกลิ่นชาเล็กน้อย

          "คิดถึงสมัยเยาว์วัยเลยเจ้าค่ะ… ได้สนุกโดยไม่ต้องกลัวจะถูกมองไม่ดี แค่ทำตามที่อยากจะทำก็พอแล้ว"

          กล่าวจบก็ยกน้ำชาขึ้นดื่มจนหมด หญิงสาวเองก้มลงมองถ้วยใส่ขนมเห็นว่าหมดแล้วก็หันไปหาโซนขนมอีกครั้ง ดูเหมือนจะเหลืออยู่บ้าง พอให้อยู่ได้ตลอดคืนก็ทำท่าจะลุกขึ้นทันที

          "จะไปแล้วหรือแม่นาง"

          "เปล่าเจ้าค่ะ ข้าเพียงจะไปเอาขนม พวกท่านจะเอาอะไรหรือไม่"

          "ข้าท้องตึงแล้ว แม่นางยังไม่อิ่มดีก็ไปเอาเถอะ" เขากล่าวและไม่คิดว่าจ้าวเพ่ยจะกินจุกจิกขนาดนี้ สายตามองไปยังสตรีตรงหน้าโค้งให้เขาและเดินตรงดิ่งไปยังโซนขนม ก็ละสายตาชมการแสดงต่อ

          ขณะที่นางเลือกขนมเสียงปรบมือกราวดังขึ้นให้หญิงสาวหุบยิ้มและหันไปมองการแสดงทันที เหมือนกับว่าละครจะจบลงไปแล้วในช่วงแรกที่จ้าวเพ่ยยังไม่รู้ตอนจบดีเสียด้วยซ้ำ นางถือถ้วยขนมไปยังที่เดิมเพื่อนำให้แก่บุรุษทั้งสอง แต่ก็ยังไม่ได้นั่งลงดี ก็หันเห็นบุรุษอีกคนยืนอยู่ไม่ไกลจากนาง

          หากทักทายมากไป จะถูกมองไม่ดีหรือเปล่า

          คิดดังนั้นจ้าวเพ่ยก็ตัดสินใจนั่งลงทันที นางใช้จังหวะพักช่วงแรกนี้พูดคุยกับทั้งสองไปพลาง เพื่อไม่ให้เสียเวลา นางก็ยกน้ำชาขึ้นมารินบริการทั้งสองไปด้วย

          "ข้ารั้งพวกท่านเอาไว้หรือไม่.. พวกท่านอาจจะอยากพบปะกับผู้อื่นบ้าง" นางกล่าวถามออกมาก็รอคำตอบจากทั้งสอง ในช่วงที่รอนั้นการแสดงอีกหนึ่งเปิดม่านขึ้นมาพอดีอีกครั้ง นางเองนั่งอยู่ที่โต๊ะมองบุรุษสวมหน้ากากทั้งสองจากไปก็นั่งดูการแสดงต่อมาอีกหน่อย หญิงสาวลุกขึ้นยืนบ้างเมื่อเห็นว่ามีหลายคนเริ่มยืนกันแล้วขณะที่ยังคงชมการแสดงอยู่ สาวเจ้าชะเง้อมองหาก็กลับถูกจับได้จากบุรุษตรงหน้าให้นางกล่าวขอบคุณเมื่อเขาเคลื่อนตัวหลบให้นางเดินไปข้างหน้าได้

          จ้าวเพ่ยชมการแสดงละครจนจบนางก็ร่วมยินดีกับนักแสดงเช่นกัน หญิงสาวยืนอยู่ที่ตรงนั้นขณะผู้คนเริ่มแยกย้ายไปหยิบอาหารหรือพูดคุย หญิงสาวเองก็เดินไปหาอะไรพอให้หายอยากของหวานเสียหน่อยก็ได้หันไปมองเถ้าแก่เริ่มขึ้นเวทีแทนเหล่านักแสดง เสียงประกาศการประกวดกวีลำนำและภาพวาดให้แก่ผู้สนใจประกวดกลับยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้จ้าวเพ่ยขึ้นไปอีก นางไม่คิดว่ายิ่งดึกจะยิ่งมีอะไรน่าตื่นเต้นเสียขนาดนี้ จนหลงลืมความง่วงไปโดยสิ้นเชิง

          "คนที่นี่มีความสามารถนะเจ้าคะ" ยางกล่าวกับบุรุษที่ยืนมองการประกวดข้างๆเพื่อเริ่มบทสนทนาก่อนจะหันไปมองและเอียงคอเล็กน้อยพอเป็นพิธี จ้าวเพ่ยกินมากขนาดนี้ก็รู้สึกอิ่มแล้วล่ะ เหลือเพียงการพบปะสังสรรค์เสียเท่านั้น "น่าอิจฉาที่ข้าไม่ได้มีดีด้านศิลปะเฉกเช่นพวกเขา"

          "แม่นางคุยกับข้าหรือ"

          "เจ้าค่ะ.. ข้าเห็นท่านยืนเงียบๆอยู่นานเกรงว่าจะเหงาเอาได้" นางพูดทั้งมองการประกวดตาไม่กระพริบ หญิงสาวเองก็รู้สึกสนุกไม่น้อยเมื่อได้พูดคุย

          "ก็ใช่.. ที่พวกเขามีความสามารถ.. การประกวดเช่นนี้ข้านึกเห็นใจเถ้าแก่หลิวที่ต้องตัดสินงานประกวดที่มีแต่คนมีความสามารถเข้าร่วมเช่นนี้.." เขากล่าวทั้งหันกลับมามองยังจ้าวเพ่ย "แล้วแม่นางไม่คิดจะไปร่วมบ้างหรืออย่างไร"

          "เอ.. ข้าก็บอกแล้วนี่เจ้าคะว่าข้าไม่มีความสามารถในด้านนี้" นางพูดทั้งหันไปมองอีกบุรุษเสียแทบจะทันที หญิงสาวเห็นว่าเขายังคงมองไปที่การประกวดที่เริ่มจะประกาศผลก็เอ่ยถามขึ้นมาเล็กน้อย

          "ว่าแต่ท่านอิ่มแล้วหรือเจ้าคะ.. ขนมสักหน่อยหรือไม่"

          "ไม่ล่ะ.. ขอบใจแม่นางที่เสนอ" คำกล่าวนั้นช่างดูเย็นชาเสียเหลือเกินจนทำให้จ้าวเพ่ยเผลอแลบลิ้นใส่ผ่านหน้ากากโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว นางร่วมยินดีกับคนที่ได้รับรางวัลสำหรับการประกวดก็ดูช่างสมกับที่มากล้นด้วยฝีมือ ดูท่าบทกลอนและภาพนั้นจะเป็นที่กล่าวขานไปหลายคน อย่างน้อยๆก็นางคนหนึ่งที่จะนำไปเล่าให้กับผู้ติดตามฟังว่าพบเจออะไรภายในงานเลี้ยงมาบ้าง

          ได้พูดคุยพบปะกับเหล่าคนที่มาร่วมงานเลี้ยง และก็มีราชโองการมาแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้าดันมีชายปริศนาท้าทายอำนาจ และการแสดงละครที่จ้าวเพ่ยเอาแต่สนใจของกินมากกว่าจนจับใจความไม่ได้ และมีการประกวดที่มีแต่คนมากฝีมือมาประชันกันจนน่าชื่นชม

          ช่างน่าเสียดายช่วงคณะละครออกมาทั้งๆที่เป็นส่วนที่จ้าวใจจดใจจ่อที่สุด นางมองเถ้าแก่กล่าวประกาศถึงช่วงเต้นรำก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นหนึ่งในงานสังสรรค์นี้ด้วย หญิงสาวขยับให้อีกฝ่ายที่ยืนข้างๆได้ออกจากนางเล็กน้อยไปขณะที่นางเองก็ได้แต่ยืนมองผู้คนเริ่มจับคู่เต้นรำกันด้วยตาเป็นประกาย

          จ้าวเพ่ยกินขนมและดื่มชามากจนเอียนแล้ว นางทำได้แค่มองเหล่าคนเริ่มทยอยเต้นรำกันเป็นคู่ๆขณะที่ยกมือขึ้นมาจับหน้ากากเสียเล็กน้อย

          นางเป็นสตรี แม้จะอยากเป็นหนึ่งในงานเต้นรำเพียงไรก็ไม่สามารถลุกออกไปขอบุรุษด้วยตัวเองได้หรอก ซ้ำร้ายแม้จะใส่หน้ากากก็จะดูไม่ดีเอาได้

                  [เอ้อสือ] ที่เดินตามหาหญิงสาวที่เขารู้สึกถูกใจ หากจะได้สิ่งใดแล้วเขาจะต้องได้มา ก่อนเจอนางอยู่กับบุรุษร่างกำยำ ก่อนเขาเดินเข้าไปหาหญิงสาว "แม่นาง ท่านรังเกียจหรือไม่ที่จะเป็นคู่เต้นรำกับข้า การเต้นแบบตะวันตกข้าพอรู้มาบ้าง"

          "ท่านนั่นเอง.." เมื่อถูกขอเต้นรำนางก็หันไปมองบุรุษผู้นั้น จ้าวเพ่ยเองใช่ว่าจะเป็นสาวความจำสั้นที่ไม่รู้ว่าผู้นี้คือคนที่นางคุยด้วยในงานเลี้ยง พอถูกขอเต้นรำเช่นนี้ก็หน้าขึ้นสีเล็กน้อยแม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ตาม "ฮะๆ.. ถูกใจข้าแล้วหรือเจ้าคะ"

          นางกล่าวถามขึ้นมาทั้งทำท่าจะรับงานเต้นรำแต่หญิงสาวก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นบุรุษสวมหน้ากากอีกคน

          [สือจิ่ว] ที่รู้สึกคุ้นตากับเรืองร่างหญิงสาวคนนั้น ที่กำลังถูกอีกบุรุษใต้หน้ากากขอ เขาเดินเข้ามาอีกคน "แม่นางหากท่านมิพอใจคนผู้นี้ สามารถเปลี่ยนใจได้นะขอรับ ข้าอยากเชิญแม่นางเต้นรำคู่ข้า" เขาได้แต่หวังว่าจะเป็นนางจริง ๆ นะ คงไม่ได้จำรูปร่างนางผิดไปหรอกนะ

          เมื่อถูกชายถึงสองคนขอเต้นรำ กลับเกินที่นางคาดหวังเอาไว้ จ้าวเพ่ยมองทั้งสองสลับกันไปมาเล็กน้อยราวกับว่านางเองเริ่มตัดสินใจไม่ถูก "ข้า.."

          เอ้อสือกับสือจิ่วมองหน้ากันด้วยความไม่พอใจกันที่คิดจะแข่ง

          เอ้อสือคือคนที่นางคุยด้วยในงานเลี้ยง ส่วนสือจิ่วคือใครกันล่ะ จ้าวเพ่ยเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าบุรุษปริศนาผู้นี้คือใคร ครั้นจะถามเอาตอนนี้จะดูเสียมารยาทไปหรือเปล่า

          คนที่คุยด้วยในงานและคนที่ไม่ได้คุยด้วย มีเส้นบางๆกั้นว่าหากนางปฏิเสธใครไปก็ดูเสียมารยาทกับคนนั้นทั้งสองฝ่ายอยู่ดี หญิงสาวมองทั้งสองสลับไปมากับสิ่งที่ควรจะทำในตอนนี้

          แม้จะใส่หน้ากากแต่นิสัยของนางก็ก่อขึ้นมาให้รู้สึกกังวลกับสิ่งที่ต้องเลือกตรงหน้า

          "อย่างไรดี ฮะๆ.." จ้าวเพ่ยกล่าวทั้งหัวเราะออกมาเล็กน้อย นางเองก็ตัดสินใจพร้อมเหตุผลประกอบบางอย่างให้กล่าวออกมาต่อหน้าชายทั้งสอง

          "ข้าขออภัยอย่างยิ่งที่ปฏิเสธการเชิญเต้นรำจากท่าน ไม่ใช่ว่าข้ารังเกียจหรืออะไร แต่หากข้าต้องการจะถามบางอย่างกับเขา ยืนคุยกันอาจจะเสียเวลาท่าน หากจบงานเต้นรำข้าไม่ง่วงเสียก่อนก็อาจจะนัดพบเพื่อพูดคุยกับท่านได้" นางกล่าวออกมาและโค้งขออภัยที่เสียมารยาทปฏิเสธไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปหาอีกฝ่ายเพื่อให้พานางพาไปยังฟลอเต้นรำของงาน

          เหล่าชายหญิงต่างเต้นรำอย่างแนบชิดสนิทชิดเชื้อกันไม่ต่างจากคู่ของจ้าวเพ่ยและสือจิ่ว นางเงยหน้ามองคู่เต้นรำที่ปรากฏเพียงดวงตาก็พยายามจะลอกเลียนแบบการเต้นรำสตรีข้างๆ ไปด้วย เอวถูกโอบเอาไว้เช่นนี้ทำให้สตรีชาวฮั่นอย่างนางใจเต้นแรงเมื่อไม่คุ้นเคยกับการเต้นแบบชาวตะวันตกเอาเสียเลย

          "ขออภัยนะเจ้าคะ.. ข้าไม่เก่งการเต้นแบบตะวันตกเสียเท่าไหร่"

          "ไม่เป็นไรแม่นาง แค่ตอบรับคำเชิญของข้าก็ดีมากแล้ว" บุรุษผู้นั้นตอบยิ่งสร้างความสงสัยแก่จ้าวเพ่ยขึ้นมากลายๆ

          "ข้าเองก็ว่าจะถามท่านเช่นกัน ว่าเหตุใดจึงขอข้าเต้นรำเจ้าคะ" นางกล่าวถามออกไปอย่างตรงไป ในงานเลี้ยงสังสรรค์นี้นางแทบไม่ได้คุยกับผู้นี้เลย ความคิดไปเองต่างนามเข้ามาในหัวกับการสันนิษฐานที่ดูเลื่อนลอยเสียหน่อย "หรือแอบมองข้าตั้งแต่เข้างานมา"

          "ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก.." บุรุษกล่าวออกมาเมื่อได้ยินจ้าวเพ่ยพูดเหมือนเข้าข้างตัวเองเสียขนาดนั้น

          "หรือเพราะว่าไม่รู้จะเต้นรำกับผู้ใดจึงมาขอข้าหรือเจ้าคะ"

          "แม่นางดูคล้ายกับสตรีที่ข้ารู้จักคนหนึ่ง" กล่าวออกมาโดยไม่ปิดบังอะไร ดีเสียอีกทีจ้าวเพ่ยจะได้ไม่ต้องเดาอะไรไปเรื่อยอีกครั้ง นางเองเมื่อได้ยินคำตอบก็เผลอหยุดการเต้นรำจนเหยียบเท้าอีกฝ่ายเข้าเต็มๆ

          "ขออภัยเจ้าค่ะ.. ข้าไม่ได้ตั้งใจ" นางกล่าวขึ้นมาก็กลายเป็นลนลานจนผิดจังหวะไปหมด เอวถูกกระชับแน่นขึ้นและดึงให้นางเข้าชิดอีกฝ่ายจนรับรู้ได้ จ้าวเพ่ยหน้าขึ้นสีเล็กน้อยโดยไม่คิดว่าจะได้ใกล้ชิดมากขนาดนี้ นางเงยหน้ามองอีกฝ่ายก้มลงมาสบตาผ่านหน้ากากก็เหมือนกับว่าทั้งงานเลี้ยงมีกันอยู่แค่สองคน มือเรียวบีบไหล่อีกฝ่ายด้วยความประหม่าขณะที่นางเองก็พยายามคุมสติให้เข้าที่เข้าทางดังเดิม สองมือประสานกันบีบแน่นกระชับเคลื่อนไปตามจังหวะที่อีกฝ่ายอย่างให้เป็นเพื่อควบคุมให้จ้าวเพ่ยไม่เต้นรำคร่อมจังหวะไปด้วย

          "เต้นตามข้าก็พอ แล้วข้าจะพานำเอง"

          นางคิดถูกแล้วใช่หรือไม่ ที่ปฏิเสธผู้นั้นไป ชายคนนี้พึ่งจะรู้จักกับนางเองไม่ใช่หรือไร

          "หากข้าไม่ใช่คนที่ท่านคิดไว้ คงจะผิดหวังไม่น้อย" นางกล่าวออกมาขณะก้าวตามจังหวะช้าๆของเพลง สายตายังคงประสานกับอีกฝ่ายจนไม่รู้ว่าขยับตัวใกล้ชิดมากขึ้นทีละนิด นางพึ่งจะมารู้ตัวก็ตอนที่ส่วนที่ยื่นออกนอกหน้าของเธอชนกับอีกฝ่ายไปแล้ว การเต้นรำของชาวตะวันตกดูจะแนบชิดเสียจนทำเอาจ้าวเพ่ยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปเสียได้

          "ไม่ต้องคิดมาก แม่นางใช่หรือไม่ก็ไม่ใช่ปัญหา"

          "ท่านเองก็มาขอตัดบุรุษอีกคน ทำให้ข้าตกใจไม่น้อย น่าแปลกที่แค่อยากจะรู้ว่าที่ท่านขอเป็นเหตุอันใด ก็กลับตอบรับที่จะเต้นรำกับท่านเสียอย่างนั้น" นางกล่าวออกมาทั้งหัวเราะเล็กน้อยหลังจากที่กล่าวจบก็เอียงคอเล็กน้อย พอเอาแต่มองตากันก็ทำให้นางลืมจังหวะเท้าไปเสียได้ ขาของนางขัดกันเองจนเกือบจะล้มลง ยังดีที่ถูกรับเอาไว้ทันก่อนจะล้มทันอีกฝ่าย

          "เป็นอะไรหรือไม่.."

          "ข.. ข้าไม่เป็นไรเจ้าคะ.. ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ" นางกล่าวขอบคุณทั้งเริ่มตั้งต้นการเต้นรำใหม่อีกครั้ง

          จวนจนโถงเต้นรำได้ปิดลง แต่ก็ยังคงเหลือสุราแจกสำหรับคนที่ยังคงอยากจะอยู่ในงานเลี้ยงต่อ จ้าวเพ่ยเดินออกจากโถงงานเต้นรำทั้งอาการร้อนผ่าวที่ใบหน้าจนอยากจะอาบน้ำให้คลายร้อนเสียหน่อย แต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วจ้าวเพ่ยเองก็ต้องการที่จะพักผ่อนสักหน่อย

          "เต้นรำกับท่านและได้คุยกันเช่นนี้ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ" นางกล่าวขอบคุณกับอีกฝ่ายหลังจบงานและหรี่ตาลงเล็กน้อยพอให้ดูออกมายิ้มภายใต้หน้ากากอยู่ "ข้าขอตัวลานะเจ้าคะ.. ดึกมากแล้วหากอยู่ต่อข้าคงได้หลับที่โถงนี้เป็นแน่"

          จ้าวเพ่ยกล่าวลากับอีกฝ่ายโดยไม่ได้พูดอะไรให้มากความกว่านี้ หญิงสาวก้าวไปตรงโซนขนม แต่เมื่อเห็นว่าอาหารหมดแล้วก็อ้าปากหาวขึ้นมา บุรุษคนนั้นที่นางกล่าวนัดหลังจากเต้นรำก็ไม่เห็นจะปรากฏตัวทำให้นางเลือกจะเดินไปยังห้องพักที่จัดเตรียมไว้ของเถ้าแก่ทั้งกลั้นหาวจนน้ำตาซึม ทันทีที่ถึงห้องจ้าวเพ่ยก็ถอดหน้ากากและทิ้งตัวล้มนอนกับเตียงทันที

          "ดีจังเลยน๊าา" นางกล่าวทั้งซุกหน้ากับหมอนเพื่อปกปิดใบหน้าตอนนี้ก่อนจะหัวเราะคิกคักขึ้นมาเมื่อนึกถึงงานเลี้ยงนั้นที่ผ่านมาอีกครั้ง

          ถูกชายเต้นรำถึงสองคน จ้าวเพ่ยรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้รับความสนใจเช่นนี้

          นางคิดไปก็พล็อยหลับลงโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวนอนคว่ำกับเตียงขณะใช้หน้าซุกหมอนนอนหายใจอย่างสม่ำเสมอหลังจากคิดอะไรเพลินๆจนนิ่งไปเอง นางยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับฝันถึงอะไรต่อจากความคิดนั้น.. ช่างดูเป็นความนึกคิดที่เข้าข้างตัวเองเสียจริงๆ

เลือกเต้นรำกับ [สือจิ่ว]


พูดคุย
[สือปา]

เอฟเฟคลักษณะนิสัย
มีตัญหา
+2 Point ทุกครั้งที่จีบเพศตรงข้าม
+15% ในแผนการยั่วยวนเพศตรงข้าม
+30 ความสัมพันธ์เมื่อเกี้ยวพาราสีอย่างมีชั้นเชิง

โลเล
+20 EXP  จากการผ่านทางเลือกจากอีเว้นท์
-15 ความสัมพันธ์คนที่กำลังจีบ

ทะเยอทะยาน
+2 Point ทุกครั้งที่เรียนรู้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่ร้อยกฎ
มุกพณาหวาซวี
ม้าเหลียง
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x7
x4
x10
x10
x13
x13
x13
x12
x11
x202
x1
x1
x1
x11
x22
x15
x30
x1
x100
x100
x9
x2
x5
x6
x8
x10
x2
โพสต์ 2021-11-1 02:08:10 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย JiTianTao เมื่อ 2021-11-1 13:09
Fenyue ตอบกลับเมื่อ 2021-10-31 18:46
⌜111⌟ บทที่ 19งานเลี้ยงหน้ากากฉากที่ 1                              ...

โรลงานเทศกาล



จีเทียนเต๋าที่ตอนนี้นั้นกำลังอยู่ภายหน้างานทางเข้าโรงเตี๊ยมของสหายตนเองอยู่นั้น โดยที่ตนเองนั้นก็เดินทางมาจากลั่วหยางมาถึงที่โรงเตี๊ยมโดยที่ตัวเองนั้นเพียงเดินทางมาลำพังโดยที่สหายของตนเองนั้นก็พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมที่ลั่วอยางไปก่อนโดยที่วันนี้จีเทียนเต๋านั้นก็แต่งกายด้วยชุดที่เข้ากับงานโดยตนเองนั้นก็ใส่หน้ากากสีขาวพร้อมกับที่สวมชุดคลุมสีดำมีหมวกคลุมทั้งตัวโดยเป็นการแต่งกายตาม ยมทูตที่มีในคัมภีร์โดยปกติต้องเป็นโครงกระดูกแต่ว่าตนเองนั้นหากระดูกไม่ได้เลยใช้เป็นเสื้อคลุมทั้งตัวแทนโดยคลุมมิดเลยมือกับถึงเท้า โดยที่ก็ล้วงเอาบัตรเชิญที่ตนเองได้รับนั้นเอามามอบให้กับผู้ดูแลหน้าประตูไป

"ท่านครับถ้าเข้าไปในงานแล้วอย่าได้แนะนำตัวกับใครหรือว่าถอดหน้ากากออกเด็ดขาดนะครับ มันเป็นกฏของงานของเราต่อให้ท่านจะมีบัตรเชิญก็ตามถ้าท่านทำผิดกฏเราก็คงจะต้องขอเชิญท่านออกไปจากงาน นี้คือบัตรคิวของท่านครับ ซานสือชี"

"เข้าใจแล้วขอรับข้าจะทำตามกฏของงานอย่างแน่นอนขอให้ท่านนั้นเชื่อใจข้าได้เลย"

ก่อนที่จีเทียนเต๋านั่นจะค่อยๆเดินเข้าไปในงานที่ตอนนี้นั้นภายในงานต่างก็มีผู้คนที่แต่งกายแตกต่างกันจำนวนมากโดยที่ภายในงานนั้นต่างก็มีผู้คนที่เดินกันมากมายภายในงาน

"ทำไมกันนะคนมางานนี้เยอะจริงๆด้วยแหะแบบนี้หวังว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจมากจริงๆหรือว่าจะเป็นเหล่ามิตรสหายกันอย่างงั่นหรอ อืมก็คงน่าจะเป็นแบบนั้นเพราะว่างานนี้นั้นต่างก็เป็นงานที่ดูแล้วน่าจะเป็นงานฉเพาะมากกว่านะที่จะมาได้แบบนี้"

จีเทียนเต๋าที่ตอนนี้นั้นกำลังที่จะเดินหาอะไรกินเสียหน่อยรองท้องของตนเองด้วยเนื่องจากของกินในงานนั้นต่างก็มีเยอะมากยังไม่รวมถึงที่ตนเองนั้นก็หิวเหมือนกันโดยที่ระหว่างที่ตนเองกำลังจะไปตักหยิบอาหารอยู่นั้นระหว่างที่ยื่นตะเกือบส่วนกลางนั่นจะไปคีบอาหารนั้นตนเองก็ตะเกียบไปโดนกับอีกตะเกียบของอีกฝ่ายที่ยื่นออกมาเหมือนกันพอดีด้วยความตกใจตนเองจึงรีบกล่าวขอโทษอีกฝ่ายทีนที

"ขออภัยด้วยขอรับข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจที่จะไปล่วงเกินท่านหรือว่าเสียมรรยาทต่อท่านจริงๆขอรับ"

หลังจากที่เงยหน้าขึ้นมาจากการก้มขอโทษอีกฝ่ายแล้วนั้นตนเองก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาเจอกับอีกฝ่ายที่เพียงส่ายหน้าให้กับตนเองเมื่อกี้ก่อนที่น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะดังขึ้นมาภายใต้หน้ากากนั้นเอง

"มิเป็นไรเจ้าค่ะข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะโดนท่านเหมือนกันไม่จำเป็นจะต้องขอโทษข้าขนาดนั้นก็ได้"

"มิได้หรอกขอรับแหะๆเป็นข้าที่สนฝจแต่อาหารมากจนเกินไปจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเองเลยถ้ายังไงข้าก็ต้องขออภัยด้วยนะขอรับ"

"ถ้างั้นข้าก็เช่นกันเจ้าค่ะ"

ก่อนที่จีเทียนเต๋านั้นจะพยักๆหน้าพร้อมกับผายมือให้อีกฝ่ายนั้นตักอาหารไปได้ก่อนเลยโดยที่ตนเองนั่นจะค่อยรอตักอาหารหลังจากอีกฝ่ายอีกทีหนึ่ง พอหลังจากที่รออีกฝ่ายตักอาหารไปจนเสร็จแล้วนั้นจีเทียนเต๋าก็โค้งหัวของตนเองเพื่อขออภัยอีกฝ่ายอีกรอบหนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายนั่นจะพยักหน้าว่าเข้าใจแล้วก่อนที่ต่างฝ่ายนั้นขะต่างแยกย้ายกันไป โดยที่จีเทียนเต๋าพร้อมกับอาหารในจานของตนเองนั้นก็เดินไปเรี่อยๆภายในงานโดยที่ตนเองนั้นก็กินไปด้วยจนรู้สึกว่าข้างหน้าของตนเองนั้นมีกลุ่มเด็กที่กำลังล้อมสตรีอยู่ด้วยความสนใจนั้นตนเองจึงเดินเข้าไปร่วมวงการสนทนานี้ด้วยคนโดยไม่ลืมที่จะเอาจานไปเก็บก่อนโดยที่ระหว่างที่ตนเองนั้นกำลังที้เข้าไปตีเนียนพูดคุยกับเหล่าเด็กๆนั้น

"ว่าไงหนูๆทุกคนน้าน้ามีของเล่นมาให้หนูๆทุกคนด้วยนะถ้าสนใจก็มาฟังน้าพูดก่อน เอาล่ะนะ หนูๆทุกคนอาจจะมีชาติกำเนิดที่ดีหรือว่ามีเรื่องราวเป็นมาอย่างไรแต่ก็อย่าได้ที่จะรังแกผู้คนหรือว่าทำร้ายคนอื่นเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของตนเองหรือว่าเพราะความสนุกของตน ตอนนี้หนูๆทุกคนนั้นยังเด็กเลยอาจจะทำอะไรได้ตามใจแต่ถ้าหนูๆทุกคนโตขึ้นก็ขอให้จำคำของข้านั้นเอาไว้บ้างนะเพราะว่าข้าก็อยากที่จะให้หนูๆทุกคนนั้นโตขึ้นมากลายเป็นคนดีต่อสังคม การเป็นคนชั่วนั้นไม่ยากแต่การเป็นคนดีนั้นยากกว่าแต่ความสบายใจของการเป็นคนดีนั้นมากกว่าคนชั่วนับร้อยเท่า หนูๆอยากที่จะให้ผู้อื่นรักเราเราก็ต้องมอบความรักให้กับผู้อื่นก่อน ใจเค้าใจเรานะหวังว่าหนูๆจะได้ข้อคิดบ้างในวันนี้ จงดีกับทุกคนถึงแม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เราเกลียดไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นคนดี แต่เป็นเพราะว่าเราไม่ใช่คนเลวต่างหาก อ่ะนี้ของเล่นนะ"

ก่อนที่จีเทียนเต๋านั้นจะโดนทักจากสตรีในกลุ่มเด็กด้วย

[โรลก่อนหน้านี้]

"เอ่อคือข้าไม่ใช่ผู้ปกครองของเหล่าเด็กๆหรอกขอรับแหะๆข้าก็มาร่วมวงด้วยเห็นแถวๆนี้นั่นดูน่าจะสนุกดีด้วย"

[โรลก่อนหน้านี้]

"ก็จะพูดแบบนั้นก็ไม่เชิงนะขอรับเพราะว่าความรักของคนเรานั้นไม่ได้จำกัดแค่ความรักที่เป็นการรักของหนุ่มสาวแต่ว่ามันเป็นความรักที่พวกเรานั้นรักต่อเพื่อนมนุษยร์ด้วยกันเองโดยที่การกระทำแบบนี้นั้นอาจจะมีคนมองว่ามันเป็นเรื่องตลกแต่การกระทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องตลกอ่ะไรข้ามีคำสอนเกี่ยวกับความรักด้วยท่านจะลองฟังไหมขอรับ?"

[โรลก่อนหน้านี้]



"ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอเพียงแค่ว่าเรานั้นใช้มันยังไรกันโดยความรักทำไมเราถึงรักพ่อแม่รักครอบครัวรักคนที่ชอบได้ทำไมเราถึงไม่สามารถรักคนที่เราเกลียดได้กันล่ะ? เพราะใจเราทุกคนนั้นล้วนมีอคติ เลือกที่รักมักที่ชังอย่าให้อคติมาบังตาบังจิตใจของเราขอให้หนูๆและแม่นางมองทุกคนด้วยใจที่เป็นกลางปราญจากอคติต่อผู้อื่น ความรักจะไม่ทำร้ายเราถ้าเรารู้จักใช้มันเพื่อผู้อื่น"


[โรลก่อนหน้านี้]

"ข้าก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นเช่นกันนะแต่ข้าก็เริ่มวางรากฐานแล้วล่ะขอรับที่จะลองใช้หลักศาสนามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนดูมันอาจจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้"

[โรลก่อนหน้านี้]

"แบบนั้นก็ดีเลยขอรับถ้ามีโอกาศข้าจะแวะไปอย่างแน่นอน ส่วนข้านั้นไม่มีหลักแหล่งแต่ข้าจะอยู่ที่หมู่บ้านซีตี้กับลั่วอยางบ่อยๆถ้าอยากเจอข้าก็ฝากจดหมายได้นะขอรับ ถ้ายังไงข้าก็ขอตัวก่อนแม่นางและหนูๆทั้ง4 คนอย่าลืมนะถ้าโชคชะตาให้เรามาเจอกันยังไงเราก็จะได้เจอกันอีกอย่างแน่นอน"

[โรลก่อนหน้านี้]
ก่อนที่จีเทียนเต๋านั้นจะมอบของเล่นให้เหล่าๆเด็กๆทั้ง4คนก่อนจะออกมาจากบริเวณนั้นก่อนที่ตนเองนั้นจะไปหาที่นั่งหลังจากที่ได้ข่าวว่าจะมีการแสดงเกิดขึ้นแต่ว่าก่อนที่จะมีการแสดงเกิดขึ้นนั้นตัวของจีเทียนเต๋าก็ได้พบกับเสียงของคนที่ตระโกนดังไปทั่วทั้งงานนี้โดยที่ก่อนจะ

https://rotk.xyz/forum.php?mod=redirect&goto=findpost&ptid=182&pid=1810&fromuid=7

เป็นเสียงของขันที ที่นำราชโองการออกมาประกาศภายในงานเลี้ยงแห่งนี้โดยที่ภายในใจของตนเองก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก่อนที่ตัวเองนั้นจะคุกเข่ารับราชองค์การนี้ด้วย เพราะราชองค์ฮ่องเต้ก็เหมือนฮ่องเต้มาเองผู้ใดไม่คุกเข่าเท่ากับมีโทษ ก่อนที่ตนเองนั้นจะคืดว่ามันมาถึงขึ้นมีราชองค์การมาโดยที่ใจหนึ่งก็เป็นห่วงสหายของตนเองว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าวสำหรับค่ำคืนนี้ โดยที่ภายในใจหลังจากที่ได้ฟังการประกาศของราชองค์การแล้วนั้นตนเองก็ค่อยๆพูดตามเสียงของผู้คนที่พูดดังกันภายในงาน

"ทรงพระเจริญ"

ไปกับเสียงของผู้คนในงานนี้โดยที่ส่วนตัวคิดว่าเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีในราชองค์การแต่ว่ามันจะต้องไปใช่เรื่องที่รวบรัดโดยง่ายอย่างแน่นอนไม่อย่างงั้นคงไม่จงใจมาประกาศในงานที่มีผู้คนมากันเยอะแบบนี้หรอก แบบนี้มันเหมือนกับเป็นการบังคับเสียมากกว่าแบบนี้ที่เกิดขึ้นนั้นเอง โดยที่ตนเองคงจะต้องไปถามอาจารย์ให้ได้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแบบนี้ก่อนที่ตนเองจะพยายามสงบจิตสงบใจของตนเองไปด้วย หลังจากที่นั่งเพียงคนเดียวเพื่อดูการแสดงที่จะเกิดขึ้นนั้นตนเองก็ตั้งตาดูอย่างตั้งใจโดยที่เสียงขลุ่ยที่ดังขึ้นมาในตอนที่เป็นเพลงฉู่รอบด้านนั้นพร้อมกับการแสดงของนักแสดงที่เล่นเป็นเซี่ยงอวี่นั้นที่กินใจตนเองอย่างมาก โดยที่ภายในใจของตนเองนั้นก็ชื่นชมเซี่ยงอวี่อยู่เหมือนกันถึงแม้ว่าเค้าจะทำผิดในฐานะ มนุษย์ด้วยกันเองแต่เค้าก็ถือว่านับว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งเลยทีเดียว หลังจากที่ดูมาเรี่อยๆจนถึงช่วงที่เป็นการก่อตั้งของราชวงค์ฮั่น โดยที่ตนเองนั้นก็รับชมอย่างใช้ความคิดไปด้วยว่าถึงแม้ว่าใครจะบอกว่าหลิวปังนั้นคบไม่ได้แต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าเค้าปกครองประเทศได้ด้วยดีในสมัยราชการของเค้านั้นเอง โดยที่ตนเองนั้นก็รอจนถึงช่วงที่ตนเองนั้นจะได้พบปะกับนักแสดงเสียก่อน โดยที่เมื่อถึงเวลาของตนเองนั้นที่จะได้พบปะกับนักแสดงแล้วนั้น ตนเองจึงเลือกเดินไปหานักแสดงที่เล่นเป็นเซียงอวี่ทันที

"คาราวะท่านด้วยขอรับที่ท่านนั้นเล่นได้ดีมากจริงจนข้านั้นยังรู้สึกถึงว่าตนเองนั้นเป็นทหารฉู่ที่จะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมารบที่ไกลแบบนี้ท่านเล่นได้ดีจริงๆนะขอรับเหมือนท่านนั้นเป็นเซียงอวี่อย่างงั้นเลยล่ะขอรับ"

"ขอบคุณท่านมากจริงที่ชอบการแสดงของข้าแบบนี้ถ้าเกิดมีโอกาศอีกล่ะก็ข้าคงจะได้แสดงให้ท่านได้ดูอีกอย่างแน่นอน"

"เช่นกันขอรับข้านั้นก็เชื่อว่ามันจะต้องมีเวลาสักวันหนึ่งที่ข้านั่นจะได้ดูการแสดงที่สุดยอดแบบนี้อีกอย่างแน่นอนเลย ข้านั้นรู้สึกชื่นชอบมากจริงๆขอรับถ้ายังไงข้าก็ไม่ขอรบกวนท่านแล้วขอรับเดี่ยวเวลาท่านจะไม่พอ"

"ถ้าไงก็ต้องขอบคุณท่านมากเหมือนกันถ้ามีโอกาศเราคงได้เจอกันอีก"

ก่อนที่ทั้งคู่นั้นจะแยกย้ายกันไปโดยที่จีเทียนเต๋านั้นกำลังที่จะเตรียมรอการประกวดแต่งบทกลอนที่ทางเถ้าแก่นั่นกำลังที่จะจัดประกวดขึ้นเพื่อที่จะให้งานนั้นเดินต่อไปข้างหน้าต่อไปได้กันโดยที่ตัวของจีเทียนเต๋านั้นก็รอผู้เข้าประกวดที่ได้ไปประกวดก่อนหน้าของตนเองโดยที่ว่าฝีมือการแต่งของอีกฝ่ายนั้นถือว่าเข้าขั้นยอดเยี่ยมมากเสียจริงๆ โดยที่หลังจากฟังอีกฝ่ายนั้นเอื่อเอ่ยทำนองของบทกลอนออกมาเรียบร้อยแล้วนั้นจีเทียนเต๋าก็ ได้ถึงคิวของตนเองที่จะต้องออกไปพูดถึงบทกลอนนั้นเสียแล้ว

" เกิดเป็นคนใยไม่คิดพิชิตฟ้า
หมู่ดาราล้วนมากมายทุกแห่งหน
ความตั้งใจจะเป็นหลักค้ำยันตน
แม้มอดม้วยตายสิ้นทุลีดิน
โอกาศมาจงอย่าได้ปล่อยผ่าน
เมือนสายน้ำไม่ไหลคืนย้อนมา
ดั่งเวลาไม่เคยคอยใคร
ขอฝากชื่อของตนไว้ในแผ่นดิน "

พร้อมกับที่จีเทียนเต๋านั้นโค้งหัวให้กับทุกคนที่รับฟังบทกลอนของตนเองก่อนที่จะลงจากเวที แล้วเดินไปนั่งพักก่อนที่จะถึงเวลาของตนเองที่จะต้องถึงเวลาชวนคนตนเองนั้นจะต้องเต้นรำด้วยเนื่องจากตอนนี้ตนเองนั้นยังไม่มีคู่ที่จะมาเต็นรำด้วยเลยหลังจากที่หันซ้ายหันขวาตนเองนั้นก็หันไปเห็นอีกฝ่ายที่ดูท่าจะเป็นสตรีกำลังยืนอยู่เพียงคนเดียวโดยที่ก็กำลังมองซ้ายมองขวาอยู่เหมือนกัน ร้อมนั้นขบคิดเพียงสักครู่ก่อนที่จะค่อยๆเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยที่ตนเองนั้นก็ไม่เคยเต้นรำแบบนี้มาก่อนก็ได้แต่หวังว่าคงจะไม่ทำขายหน้าต่ออีกฝ่ายหรอกน่ะแบบนั้น

"เอ่อคือ..ถ้าไม่รังเกียจข้าขอเชิญแม่นางมาเป็นคู่เต้นรำกับข้าได้หรือไม่กันถ้าเกิดว่าแม่นางนั้นยังไม่มีคู่เต้นรำข้าก็ขอบังอาจที่จะเป็นคู่เต้นรำให้กับแม่นางจะได้หรือไม่กันล่ะขอรับ?"

จีเทียนเต๋าที่กำลังรอคอยจากอีกฝ่ายนั้นอย่างใจจดใจจ่อกับคำตอบของอีกฝ่ายนั้นที่จะตอบตนเองมาว่าจะตกลงหรือไม่อย่างไรกัน

"ได้เจ้าค่ะข้าก็ยังไม่มีคู่เหมือนกันถ้ายังไงถ้าท่านจะไม่รังเกียจจะเต้นรำกับข้าล่ะก็ได้เจ้าค่ะข้าจะเป็นคู่เต้นให้กับท่านเหมือนกัน"

"แน่นอนว่าจะต้องไม่รังเกียจอยู่แล้วล่ะขอรับข้าจะไปรังเกียจท่านได้อย่างไรกัน"

"ถ้างั้นข้าก็ต้องรบกวนด้วยนะเจ้าค่ะ"

"แน่นอนขอรับแหะๆถึงแม้ว่านี้จะเป็นการเต้นรำครั้งแรกของข้าก็ตามทีข้าก็จะพยายามอย่างเต็มที่แน่นอนขอรับเชื่อมือของข้าได้เบย"

พร้อมกับที่จีเทียนเต๋านั้นเดินไปเต้นรำกับอีกฝ่ายโดยที่พยายามจะไม่ให้ตนเองนั้นเอาเท้าไปเหยียบกับอีกฝ่ายโดยที่ตนเองนั่นก็พยามยามจะมองดูคู่อื่นนั้นไปด้วยในตัวเพื่อที่ว่าตนเองนั้นจะได้เต้นถูกตามที่พวกเค้าเหล่านั้นเต้นกัน

"กลอนของท่านช่างแสดงถึงการตัดสินใจมากเลยนะเจ้าค่ะ"

"อ่ะ....นี้แม่นางรู้ด้วยหรอครับว่าเป็นข้าที่แต่งกลอนเข้าประกวดกับเค้าด้วยแบบนี้"

"แน่นิ่งสิค่ะกลอนของท่านที่เหมือนกับให้ผู้คนได้ฟังนั้นได้เตือนสติของผู้คนแบบนั้นข้าจะลืมได้อย่างไรกัน"

"แหะๆถ้าแม่นางคิดได้แบบนั้นข้าก็ดีใจด้วยขอรับเพราะว่าโอกาศนั้นไม่ได้ย้อนมาหาเราบ่อยๆหรอกนะขอรับเมื่อมีโอกาศจงรีบคว้าเอาไว้ ทำแล้วเสียใจดีกว่าที่เสียใจไม่ได้ทำนะขอรับ"

หญิงสาวที่กล่าวก่อนเลื่อนมือลูบไล้ผิวกายอีกฝ่ายตั้งแต่แผ่นหลังค่อย ๆ เคลื่อนมือลงล่าง
"เป็นไงเจ้าคะคุณชาย" อีกฝ่ายลูบไล้บริเวณหว่านขาปลุกอารมณ์อีกฝ่ายอย่างลับ ๆ โดยใช้แสงสลัวในงานเร้นกาย

"เอ่อ...คือว่าแม่นางขอรับมือของท่านจะเลื่อนต่ำลงไปแล้วข้าว่าขึ้นมาจับที่เอวข้าน่าจะดีกว่ายะขอรับ"

โดยที่จีเทียนเต๋านั้นเอามือของตนเองนั้นจับมือแม่นางเอาขึ้นมาไว้ที่ตรงเอวของตนเอว โดยที่ภายในใจนั้นก็กำลังคิดอยู่ว่ามันใช่การตั้งใจหรือว่าบังเอิญหรือเปล่าวที่อีกฝ่ายนั้นทำแบบนั้นกับตนเองไปแบบนั่นหรือว่ามันจะเป็นการตั้งใจกันแน่

"ท่านชอบหรือเปล่า" หญิงสาวกระซิบข้างหู พลางเต้นปกติ หัวเราะคิกคัก

"เอ่อคือข้าว่าเราเต้นกันตามปกติดีกว่าน่ะขอรับแหะๆ"

โดยที่ภายในใจของตนเองนั้นกำลังคิดว่านี้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญล่ะแบบนี้ โดยที่ตนเองนั้นควรจะดีใจหรือว่าเสียใจกันดีที่ได้แม่นางคนนี้นั้นเป็นคู่เต้นรำของตนเอง

ก่อนที่ทั้งคู่นั้นจะเต้นรำกันไปเรี่อยก่อนที่จะหมดเวลาของช่วงเต้นรำจีเทียนเต๋ากับแม่นางคนนั้นต่างก็โค้งให้เกียติซึ่งกันและกันก่อนจะแยกตัวออกไป โดยที่ตนเองนั้นก็ได้เดินไปหาสหายของตนเองที่ ภายในกฏของงานเลี้ยงนั้นไม่สามารถที่จะแนะนำตัวเองได้จีเทียนเต๋าจึงเพียงต้องพูดคุยทั่วไปเท่านั้น

"ขอให้ท่านเถ้าแก่นั้นดูแลตัวเองมากๆด้วยข้าเชื่อว่าท่านจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอนขอให้ท่านโชคดีถ้าไม่ว่าอะไรข้าก็ขอพักที่นี้สักคืนจะได้หรือไม่กันขอรับ?"

"ขอบคุณท่านมาก ย่อมแน่นอนเชิญท่านพักได้ตามใจที่ต้องการเลยห้องอยู่ชั้นบนขอบคุณที่ท่านมาร่วมงานเหมือนกันนี้คือของที่จะมอบให้ท่านสำหรับการร่วมงานในค่ำคืนนี้"

"ขอบคุณครับท่านเถ้าแก่ถ้างั้นข้าก็ขอตัวก่อนขอบคุณท่านมากสำหรับงานวันนี้ท่านทำดีมากแล้ว"

ก่อนที่จีเทียนเต๋าจะรับเงินและของจากอีกฝ่ายพร้อมกับที่คาราวะอีกฝ่ายก่อนจะขึ้นไปพักยังที่อีกฝ่ายนั้นเตรียมเอาไว้ให้แล้วนั่นเอง


บัตรคิว ซานสือชี

ใช้ลักษณะนิสัยหูดี +15 ความสัมพันธ์กัน

หลังตรง +15ความสัมพันธ์เมื่อรู้จักสหายใหม่

เอ้อสืออู่ (เจอกันตอน ตักอาหาร มอบไอเทม ชาต้าหงผา)

เอ้อสือลิ่ว (เจอกันตอนพูดคำสอน มอบไอเทม ช่อลูกบัว)

เอ้อสือซี (เจอกันตอนพูดคำสอน มอบไอเทม ช่อลูกบัว)

เอ่อสือปา (เจอกันตอนพูดคำสอน มอบไอเทม ว่าวเมฆา)

เอ่อสือจิ่ว (เจอกันตอนพูดคำสอน มอบไอเทม ว่าวเมฆา)

นักแสดงเซี่ยงอวี่ (เจอกันตอนพักการแสดง มอบเงิน 300 ตำลึงเงิน)

ซานสือเอ้อ (เจอกันตอนเต้นรำ มอบไอเทมชาต้าหงผา)




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดไท่หมินลู่
เบ็ดตกปลา
คัมภีร์ไท่หมินลู่
ไก่ฟ้าทองแดง
หวีเซียวเฉิน
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าขาว
หน้ากากขาว
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x108
x8
x800
x800
x800
x70
x470
x100
x100
x4
x3
x3
x1
x7
x25
x860
x10
x790
x490
x200
x1
x100
x100
x100
x10
x1
x2
x1
x3
x4
x10
x920
x291
x494
x5
x388
x5
x6
x77
x100
x30
x900
x68
x1
x82
x98
x1
x96
x98
x1
x6
x2
x1000
x2
x3
x3
x3
x7
x8
x3
x100
x4
x100
x26
x24
x24
x26
x14
x600
x96
x100
x60
x100
x100
x440
x25
x2
x376
x11
x492
x9
x4
x99
x80
x79
x28
x2
x379
x75
x196
x571
x167
x100
x100
x50
x100
x100
x250
x50
x86
x13
x13
x7
x74
x6
x19
x5
x1150
x324
x17
x11
x10
x10
x490
x10
x2
x42
x62
x38
x1
x108
x35
x96
x99
x85
x505
x1
x598
x3
x3
x1
x8
x24
x404
x4
x102
x6
x24
x491
x288
x39
x90
x154
x8
x1
x10
x75
x10
x93
x500
x250
x150
x250
x550
x250
x3
x500
x242
x36
x18
x465
x1015
x164
x804
x804
x804
x804
x493
x314
x13
x36
x7
x498
x1
x10
x1
x2561
x628
x320
x260
x100
x15
x1
x6
x6
x150
x9999
x2
x7
x18
x5
x2
โพสต์ 2021-11-1 02:49:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-11-1 04:40
Fenyue ตอบกลับเมื่อ 2021-10-31 22:50
⌜112⌟    บทที่ 19งานเลี้ยงหน้ากากฉากที่ 2              ...

               
⌜113⌟
            
บทที่ 19
งานเลี้ยงหน้ากาก
ฉากที่ 3
                    
          หลังการแสดงทั้งสองช่วงจบลงไปก็มีเวลาพักอยู่เล็กน้อย เฟินเยว่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีสายตาหนึ่งจับจ้องนางมาโดยตลอด ตั้งแต่มาที่งานเลี้ยงนางมัวแต่อยู่ดูแลเด็กน้อยหมายเลขยี่สิบเก้าจนลืมรับประทานอาหาร จึงขอปลีกตัวออกไปยังมุมจัดเลี้ยงเสียหน่อย ทว่ายังไม่ทันจะลุกเดินไปหาอะไรทานก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักทาย
         
          ชายหนุ่มเจ้าสำอางค์ภายใต้หน้ากากราชสีห์ทองคำเดินมาหาสองสาวที่นั่งคุย ดูเหมือนว่าเขาเฝ้าสังเกตหญิงสาวในชุดสตรีโรมันมานานแล้วตั้งแต่ตอนผ่านซุ้มเด็ก ด้วยเห็นว่านางดูรักเด็กทะนุถนอมอย่างน่าเอ็นดู หมายเลขติดตัวของเขาคือสิบเอ็ด (สืออี้)
         
          “สวัสดีขอรับ แม่นางมิทราบว่ามีคู่มางานนี้หรือไม่ขอรับ”
         
          “เอ๋ คู่หรือเจ้าคะ?” เฟินเยว่มองอีกฝ่ายตาปริบ ๆ คำว่าคู่ที่ว่าหมายความว่าอย่างไรกันนะ อันที่จริงก็พอจะคิดได้ว่าหมายถึงคู่รักหรือคู่ควงภายในงาน นางมางานเลี้ยงเพียงลำพังไร้คู่มาด้วย ทว่านางก็นั่งอยู่กับผู้ที่ส่งบัตรเชิญมาให้ เช่นนั้นแล้วจะนับว่าเป็นคู่ควงได้หรือเปล่า… “ข้ามา...” กำลังจะอ้าปากพูดพร้อมหันไปชี้ว่าคนข้าง ๆ ชวนมาแต่สายตาก็เหลือบไปเห็นว่าคนที่กำลังจะอ้างถึงมีบุรุษสวมหน้ากากอินทรีเหล็กมาขอร่ายรำด้วย เช่นนี้คงอ้างนางไม่ได้แล้ว “...คนเดียวเจ้าค่ะ”
         
          “เช่นนั้นมิทราบว่าหากข้าจะขอเต้นรำแบบชาวตะวันตกร่วมกับแม่นางได้หรือไม่ขอรับ”
         
          “ตะ.. เต้นรำหรือเจ้าคะ?”
         
          คำขอของอีกฝ่ายทำให้เฟินเยว่หัวหมุน (ส่วนหนึ่งเพราะความหิว...) อย่าว่าแต่เต้นรำแบบชาวตะวันตกเลย แม้แต่เต้นรำแบบชาวฮั่นนางยังทำให้ดีไม่ได้ ตั้งแต่ถูกเชื้อเชิญมางานเลี้ยงสาวน้อยได้ศึกษาเกี่ยวกับเทศกาลฮาโลวีนจากบัณฑิตเหลียงมาหลายอย่าง ทั้งธรรมเนียมการแจกขนม การแต่งชุดผี กระทั่งนิทานตำนานเรื่อง ‘อาเจ๊ก (แจ็ค) หัวฟักทอง’ ทว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีการเต้นรำรวมอยู่ด้วย กระนั้นนางควรจะตอบปฏิเสธไปอย่างนั้นหรือ แต่บุรุษท่านนี้อุตส่าห์มาขอนางร่ายรำหากปฏิเสธไปก็เกรงว่าจะหักหาญน้ำใจเอาเปล่า ๆ เสียหรือไม่ เอาเป็นว่าตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อนดีกว่า
         
          “ข้าเต้นรำแบบชาวตะวันตกไม่เป็นนะเจ้าคะ”
         
          “มิต้องกังวลไป แม้ข้าจะไม่เชี่ยวชาญศาสตร์การร่ายรำของชาวตะวันตกนักทว่าพอจะนำแม่นางเต้นได้ขอรับ”
         
          เฟินเยว่นิ่งคิดไปชั่วครู่ สุดท้ายด้วยนิสัยขยันหาความรู้ก็อยากทราบเช่นกันว่าธรรมเนียมการร่ายรำของชาวตะวันตกเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะทำดีหรือแย่ไปก็ไม่มีใครทราบเพราะว่านางสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าอยู่
         
          “เจ้าค่ะ เช่นนั้นคงต้องขอรบกวนคุณชายเยอะเลยนะเจ้าคะ”
         
          “เป็นอันว่าแม่นางตอบตกลงแล้ว เมื่อถึงเวลาเต้นรำข้าจะมาหาอีกทีขอรับ เชิญแม่นางสนุกกับงานต่อได้เลย”
         
          บุรุษหน้ากากราชสีห์ทองคำค้อมศีรษะลาไปปล่อยให้เด็กสาวได้ร่วมงานเลี้ยงต่อ ทว่าเมื่อหันไปอีกทางก็พบแต่ความว่างเปล่า… เฟินเยว่เบะปากเหมือนจะร้องไห้เมื่อถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ก็ได้! นางไปหาของกินรองท้องก็ได้!
         
          ว่าแล้วก็ลุกไปยังมุมจัดเลี้ยงแล้วหาอะไรทานเสียหน่อย น้อยใจได้ไม่เท่าไรความตื่นเต้นเมื่อได้ทานอาหารตะวันตกก็เข้ามาแทนที่ นางเปิดหน้ากากขึ้นครึ่งใบหน้าตักอาหารหน้าตาประหลาดมาลองชิมทีละอย่าง ชิมไปก็ยกมือกุมแก้มไปอย่างมีความสุข สมแล้วที่เป็นโรงเตี๊ยมใหญ่โตหรูหราหมาเห่า อาหารที่ทำมาแม้เป็นรสชาติที่ไม่คุ้นชินแต่ว่าอร่อยกลมกล่อมได้ที่ จากนั้นนางก็เริ่มทำการวิจัยอาหารไปด้วยเพื่อลอกสูตร…
         
          ‘นี่คืออะไรกันนะ? ด้านในคล้ายกับเนยแข็งของชาวนอกด่านแต่นำไปชุบแป้งทอดจนด้านนอกเหลืองกรอบ แต่ด้านในยังมีความเหนียวนุ่ม น่าประหลาดจริง ๆ และเมื่อทานกับน้ำจิ้มที่มีรสชาติของมะเขือเทศและกลิ่นรมควันเช่นนี้ช่างเข้ากันเสียเหลือเกิน’
          ระหว่างที่กำลังจดจ่ออยู่กับการรับประทานอาหารของชาวนอกด่านนางก็เผลอดื่มสุราเข้าไปอยู่หลายอึกแต่ก็รู้ขีดจำกัดของตนเองว่าควรจะพอที่ตรงไหน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เถ้าแก่หลิวขึ้นมาบนเวทีเพื่อประกาศการประกวดขับขานลำนำบทกวีลำนำและงานศิลป์ ช่างพอเหมาะพอเจาะอะไรเช่นนี้ที่ในวันนี้เด็กสาวมีผลงานอยู่ในมือ ทว่ามันไม่ใช่ผลงานที่ดีเสียเท่าไรและแย่เกินกว่าจะแสดงออกมาให้ผู้ใดได้เห็น นางจึงเก็บภาพวาดที่วาดกับเด็กน้อยผีดิบเขียวตาสวยคนนั้นเอาไว้
         
          ผู้เข้าแข่งขันขับลำนำต่างแสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่ แม้ว่าเฟินเยว่จะไม่มีหัวทางศิลปะมากเท่าไรแปลความหมายจากร้อยกรองได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ชื่นชมผลงานของทุกท่านจากใจจริงที่เก่งกาจเรื่องร้อยเรียงตัวอักษรออกมาเสียเหลือเกิน และเมื่อถึงคราวแสดงผลงานภาพวาดกลับไม่มีใครขึ้นไปบนเวที จนทำให้เด็กสาวเกิดความลังเลใจว่านางควรจะนำภาพวาดที่ไม่ได้เรื่องขึ้นไปประกวดหรือไม่ ถึงไม่ได้รับรางวัลแต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้งานกร่อย
         
          เฟินเยว่นับหนึ่งถึงสามยังไม่มีผู้ใดขึ้นไปนางจึงตัดสินใจนำภาพวาดที่วาดกับเด็กน้อยขึ้นไปบนเวที...
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะ ข้าหมายเลขสามสี่ ขอลงประกวดภาพวาดที่วาดกับเด็ก ๆ ในวันนี้เจ้าค่ะ”
         
         
          “ผลงานนี้มีชื่อว่า ‘ความสนุกในวัยเยาว์แม้แต่ผีก็ไม่กลัว’ เจ้าค่ะ” เอ่ยชื่อผลงานแบบด้นสดออกไป บอกได้เลยว่าเป็นการตั้งชื่อที่ไร้หัวคิดเป็นอย่างมาก แต่ได้แค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว เพื่อไม่ให้ขาดตอนไปมากเด็กสาวจึงอธิบายผลงานต่อ “ภาพนี้ข้าวาดเหล่าเด็ก ๆ ภายในซุ้มเด็กเล่นเจ้าค่ะ อยากจะเก็บภาพความทรงจำของพวกเขาเหล่านั้นไว้ว่าเคยเล่นด้วยกันอย่างสนุกนาน ข้าอยากจะให้ความไร้เดียงสาเช่นนี้คงอยู่ต่อไปและอยากให้เด็ก ๆ ทุกคนในต้าฮั่นมีความสุข อยู่ดีกินดี มีมิตรภาพอันดีต่อกันเหมือนอย่างเช่นในวันนี้เจ้าค่ะ”
         
          เมื่ออธิบายผลงานเสร็จนางก็ส่งรูปเป็นที่ระลึกให้แก่เถ้าแก่หลิว หากว่าเขาชื่นชอบจะใส่กรอบหรือนำมอบให้พ่อแม่เด็กอีกครั้งนางก็ไม่ว่าอะไร เสร็จแล้วก็ลงเวทีมาหน้าจุ่มอยู่กับซุ้มของกินต่อ เหล่าเสี่ยวเอ้อห์ในชุดผีก็บริการเป็นอย่างดี นางจึงหยอดเงินลงในกล่องความพึงพอใจในการบริการแก่เสี่ยวเอ้อห์ทุกคนที่ขยันขันแข็ง อาจไม่มากแต่คงพอเป็นขวัญกำลังใจให้แก่อีกฝ่ายได้
         
          และแล้วช่วงเวลาของงานเต้นรำก็มาถึงบุรุษหน้ากากราชสีห์ทองคำมาหานางตามที่นัดแนะกันไว้ เสียงเพลงจังหวะไม่คุ้นหูดังขึ้น เหล่าชายหญิงต่างจับคู่กันออกมาร่ายรำเยี่ยงชาวตะวันตกกันที่กลางโถง บุรุษหมายเลขสิบเอ็ดเข้ามาค้อมศีรษะให้นางจากนั้นก็ยื่นมือมาด้านหน้า พอเห็นเข้าโค้งให้นางก็ค้อมศีรษะลงให้บ้าง ผ้าคลุมไหล่เนื้อบางไหลลู่ลงไปจากมังสาจนเผยให้เห็นต้นรอระหงและไหปลาร้าเป็นแนวสัน ต้นแขนของเด็กสาวมีกล้ามเนื้อเล็กน้อยอย่างคนสุขภาพดีและออกแรงอย่างสม่ำเสมอมิได้เหมือนกับคุณหนูผู้แสนบอบบาง เฟินเยว่รีบคว้าผ้าเอาไว้มาคลุมไหล่ปิดบังไว้ตามเดิมพลางเอียงใบหน้ามองฝ่ามือของบุรุษที่ยื่นมาให้ตรงหน้า
         
          เสียงหัวเราหลุดรอดออกมาจากหน้ากากราชสีห์ แม้การแต่งกายของหญิงสาวจะเผยสรีระยั่วยวนสายตาทว่าการกระทำของนางไร้เดียงสาราวกับสาวน้อยวัยแรกรุ่น เขาไม่ได้ถือสาหาความก่อนจะยื่นมือกลับไป เขาเข้าใจดีว่าธรรมเนียมของชาวนอกด่านค่อนข้างแตกต่างจากชาวฮั่นอยู่มาก การแตะเนื้อต้องตัวจึงยังเป็นเรื่องสงวนเอาไว้ให้แก่คนรักอยู่ เห็นดังนั้นบุรุษหมายเลขสิบเอ็ดจึงนึกชื่นชมอยู่ในใจ ด้านเฟินเยว่เห็นคู่เต้นรำอื่นทางหางตา
         
          เห็นชายหญิงโอบกอดกันแนบชิดเคล้าคลอไปกับจังหวะเสียงดนตรีก็ยกมือขึ้นทาบอก ไม่นึกเลยว่าการเต้นรำเยี่ยงชาวตะวันตกจะต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวขนาดนี้
         
          ‘หากตงฮั่วอยู่ตรงนี้ก็ดีสิ...’
         
          ในใจคิดถึงสหายหนุ่มที่นางคิดกับเขามากกว่าเพื่อนแต่ยังไม่เคยบอกความในใจให้ใครได้รับรู้ อย่างน้อยหากต้องสนิทชิดเชื้ออย่างใกล้ชิดขนาดนี้ก็ควรจะเป็นบุรุษที่อยู่ในใจมากกว่าชายที่ไม่รู้จัก
         
          “เป็นอะไรไป กลัวหรือขอรับแม่นาง? หากไม่สะดวกใจก็บอกกับข้าได้นะขอรับ”
         
          บุรุษหน้ากากราชสีห์เอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาดูสุภาพไม่คลายและรับมือได้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ได้ยินเช่นนั้นเฟินเยว่ก็รู้สึกผิดขึ้นมา เขาอุตส่าห์ชวนเช่นนั้นนางก็ควรที่จะถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเอาไว้
         
          “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ไม่รู้วิธีการ”
         
          หากว่าทุกคนสามารถร่ายรำใกล้ชิดกันได้ตามปกตินางก็ควรที่จะหลิ่วตาตามเมื่อหลงเข้าไปในเมืองตาหลิ่วแล้ว
         
          “เช่นนั้นข้าคงต้องขออธิบายก่อน สตรีจะวางมือขวาเอาไว้บนมือซ้ายของบุรุษ และวางมือซ้ายไว้บนไหล่ขวาของบุรุษขอรับ”
         
          “อย่างนี้หรือเจ้าคะ”
               
          เด็กสาววางมือตามที่อีกฝ่ายบอก พอนางเป็นฝ่ายเริ่มจึงไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม พอจะทำให้สบายใจขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย
         
          “ถูกต้องขอรับ จากนั้น.. ขออภัยด้วย ข้าจำต้องวางมือไว้บนเอวของแม่นาง”
         
          “....”
         
          ได้ยินดังนั้นเด็กสาวก็สะพรึงไปเป็นนาทีจนอีกฝ่ายยอมแพ้
         
          “เอาเป็นว่าข้าจะเพียงทำท่าค้างเอาไว้แต่จะไม่ให้มือถูกตัวแม่นางเองขอรับ”
         
          “ขอบคุณที่เข้าใจนะเจ้าคะ ข้าเรื่องมากไปหรือเปล่าเจ้าคะ?”
         
          เด็กสาวเอ่ยถามตรงไปตรงมาด้วยความรู้สึกผิด แม้ว่าคนตรงหน้าจะสุภาพอ่อนน้อมเป็นสุภาพบุรุษทว่านางไม่รู้เลยว่าในตอนนี้เขาแสดงสีหน้าเช่นไรหรือในใจคิดอย่างไรอยู่
         
          “การรักนวลสงวนตัวเป็นสิ่งที่สตรีพึงกระทำอยู่แล้ว ข้าเข้าใจขอรับ การที่แม่นางไม่ยอมให้บุรุษที่เพิ่งรู้จักแตะต้องนับว่าถูกแล้วเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม”
                    
          ไม่เพียงแต่ถูกชื่นชม เฟินเยว่เองก็ประทับใจชายหนุ่มปริศนาผู้นี้เช่นกัน น้อยนักที่ในสังคมชายเป็นใหญ่จะมีบุรุษชนชั้นสูงคนไหนยอมตามใจสตรีเช่นนี้ ที่ได้ยินมาก็มีแต่ข่มเหงรังแก ใช้อำนาจในทางมิชอบ บังคับขืนใจสาวงามครอบครองร่างกายในชั่วข้ามคืน แต่ก็โชคดีไปเพราะว่าเฟินเยว่ไม่ใช่สาวงามตามที่กล่าวมา
         
          “ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ คุณชายเป็นคนดีมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวรู้สึกอยากจะผูกมิตรคนดีเช่นนี้ไว้ ไม่ใช่ด้วยความประทับใจฉันท์หนุ่มสาวจนเกิดเป็นความรัก แต่การอยากคบหาคนดีย่อมเป็นเรื่องธรรมดา นางอยากจะชวนเขามาทำบุญบ้านที่อันติงแต่ทว่ายังไม่รู้กำหนดการณ์แน่ชัด และไม่รู้ว่าความสนิทจะเพียงพอที่จะชวนหรือไม่จึงเก็บความปรารถนาเอาไว้ดีกว่า
         
           “เริ่มการเต้นรำให้แม่นางก้าวเดินด้วยขาซ้ายไปข้างหน้า ตามด้วยขาขวา จากนั้นก็ขาซ้ายอีกหนึ่งครั้ง พัก แล้วถอยด้วยขาขวา ตามด้วยขาซ้าย และขาขวา แล้วพัก ทำซ้ำขั้นตอนเดิมใหม่ไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะขอรับ”
         
          “เจ้าค่ะ ข้าจะลองดูนะเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ลองก้าวเท้าตามที่อีกฝ่ายบอกโดยมีบุรุษหมายเลขสิบเอ็ดคอยนับจังหวะให้ ด้วยความที่นางเป็นคนเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจึงไม่เกิดข้อผิดพลาด และการเต้นรำขั้นพื้นฐานของชาวตะวันตกเน้นการเคลื่อนไหวไปตามจังหวะไม่ได้เน้นความพริ้วไหวของร่างกายจึงทำให้แม้แต่ขอนไม้เคลื่อนที่ได้อย่างเฟินเยว่ก็ยังเต้นไหว และเมื่อทำได้ความสนุกก็เริ่มตามมา
         
          “เก่งมากขอรับ แม่นางเรียนรู้รวดเร็วเหลือเกิน จากนั้นลองเพิ่มท่าทางดูนะขอรับ เมื่อเต้นจบหนึ่งชุดข้าจะชูแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ ให้แม่นางปล่อยมือที่จับไหล่ออกแล้วหมุนตัวใต้วงแขนดู”
         
          “ข้าจะลองดูนะเจ้าคะ!”
         
          จากคราวแรกที่อยู่ในอาการประหม่า คราวนี้สาวน้อยอยู่ในอาการกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ นางก้าวขาไปด้านหน้า ซ้าย ขวา ซ้าย แล้วถอยกลับ ขวา ซ้าย ขวา จากนั้นบุรุษก็ยกแขนขึ้นให้นางหมุนตัวลอดใต้แขนเขา ทว่ามือใหม่หัดเต้นก็ยังงก ๆ เงิ่น ๆ พอมีการใส่ท่าทางเข้ามามากก็ทำให้สมดุลย์เสีย นางเซไปมาระหว่างหมุนตัวจนชายหนุ่มจะเข้าไปประคองหลังกันล้ม แต่คนอย่างเฟินเยว่ไม่ปล่อยให้ตัวเองล้มลงไปหรอก ด้วยความที่ผิดท่าทางจึงเผลอเหยียบเท้าบุรุษราชสีห์ทองคำเข้า
         
          “อุ๊ย! ข้าขอโทษเจ้าค่ะ คุณชายเจ็บหรือเปล่าเจ้าคะ”
         
          อาการเลิกลั่กกลับมาทันที เฟินเยว่รีบก้มลงไปดูขาของอีกฝ่ายอย่างเร่งด่วน ชายหนุ่มหน้ากากสิงห์ก็ปรามเอาไว้ จับไหล่ที่แข็งแรงเอาไว้ไม่ให้นางต้องก้มลงไป
         
          “มิเป็นไรขอรับ เรื่องแค่นี้เป็นปกติของการเต้นรำอยู่แล้ว” แม้จะพูดปลอบไปแต่ท่าทางของเด็กสาวยังรู้สึกผิดอยู่มาก แม้ไม่เห็นหน้าตาแต่ก็รับรู้ได้ด้วยภาษาของร่างกาย “อาจยากเกินไป เช่นนั้นเรากลับมาเต้นรำด้วยจังหวะง่ายเหมือนเดิมกันดีกว่าขอรับ”
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่พยักหน้าแล้วเต้นรับด้วยจังหวะพื้นฐานต่อไปกับอีกฝ่ายจนเพลงจบเป็นสัญญาบ่งบอกถึงเวลาปิดโถงเต้นรำแล้วเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของงานเลี้ยง
         
          “คุณชายเจ้าคะ กรุณารอสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
         
          “อะไรหรือขอรับ?”
         
          สุภาพบุรุษถามกลับ โดยทั่วไปในงานเลี้ยงเต้นรำหากว่าถูกใจกันก็มักที่จะขอนัดพบกันหลังเลิกงานเพื่อสานความสัมพันธ์ต่อ แต่ดูแล้วเขาคงคิดผิดไป
         
          “จริง ๆ แล้วต้องถามว่า จะหลอก หรือ จะให้เลี้ยง แต่ว่าคุณชายช่วยแนะนำข้ามาเยอะและดีกับข้ามากจึงอยากตอบแทนน่ะเจ้าค่ะ”
                    
          กล่าวจบเด็กสาวก็มอบกล่องขนมห้าสีทำเองกับมือให้แก่บุรุษผู้นั้น
         
          “ข้าทำเองเจ้าค่ะ อาจจะเป็นเพียงขนมธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอย่างอาหารในวันนี้แต่คุณชายกรุณารับเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ”
         
          “ขนมที่แม่นางทำเองหรือขอรับ เช่นนั้นข้าก็ยินดีรับเอาไว้”
         
          ถึงไม่ได้การนัดพบนอกงานเพื่อสานสัมพันธ์ต่อ แต่ได้ทานขนมฝีมือสตรีที่น่าสนใจก็นับว่าเป็นรางวัลที่ไม่เลวเลยทีเดียว ทั้งสองสนทนากันต่ออีกเล็กน้อยเป็นเรื่องจิปาถะทั่วไปไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรลึก ก่อนที่จะแยกกันหลังจากงานเต้นรำจบลง
         
         
.
.
.


ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลเรียนรู้

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

เอฟเฟคความสัมพันธ์
สืออี้ มอบ กล่องขนมห้าสี
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)

-------------------------------
แจกเงินเสี่ยวเอ้อห์ในกล่องรับเงินรวม 50 ตำลึงเงิน
(คนละ 10 ตำลึงเงิน) เป็นค่าเหนื่อยในวันนี้



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-11-1 03:09:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-11-1 12:07


งานเลี้ยงฮาโลวีน
ขับขานลำนำบทกวี เต้นรำ และบอกลา
.
.

           เมื่อเสร็จสิ้นฝั่งการแสดงไหนจะได้รับขนมจากสตรีแซ่ซุน อารมณ์ของจิ้นอิ๋งก็ดีขึ้นมากเลยเชียว และยิ่งมีบุรุษที่คาดหวังจะได้พบในงานมาเอ่ยขอเต้นรำด้วย ในตอนกลับนั่งคืนที่ยังหน้าเวทีใต้หน้ากากสีขาวของนางจึงประดับรอยยิ้มเสียเต็มแก้มไม่น้อย เช่นนั้นแล้วยามที่หลิวจื่อเค่อขึ้นประกาศยังเวทีเพื่อให้ผู้คนในงานร่วมขับขานลำนำบทกวีและแสดงความสามารถทางศิลป์ จิ้นอิ๋งก็อดรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาที่อยากร่วมกิจกรรมนี้ตามไปด้วย กระนั้นเพราะต้องปกปิดตัว นางที่ชื่นชอบในการวาดพู่กันจึงจำต้องเก็บความต้องการนี้เอาไว้ และเลือกสิ่งที่ถนัดรองลงมาแทน

           " อา.. ท่านอีอยากขึ้นแสดงด้วยหรือไม่เจ้าคะ "

           อารามตื่นเต้นทำให้นางเกือบจะเอ่ยชื่อคนนั่งเคียงออกไปแล้วจนต้องรีบกลืนคำลงคอและเปลี่ยนเป็นหมายเลขงานเลี้ยงของอีกฝ่ายแทน ซึ่งนั่นทำให้แว่วเสียงกัวเราะแผ่วพลันดังขึ้นหลังหน้ากากอินทรี ย์ก่อนเสียงทุ้มคุ้นเคยจะเอ่ยกลับหา

           " ข้ากลัวเถ้าแก่หลิวจะลำเอียงน่ะขอรับ~ แม่นางร่วมกิจกรรมเลยเถิด " คำกล่าวมั่นอกมั่นใจนั้นทำเอาเด็กสาวเกือบจะค้อนใส่ทั้งนึกขำปนติดฉิว

           กระนั้นเด็กสาวที่ตั้งใจจะร่วมกิจกรรมก็ไม่ได้ขึ้นไปขับลำนำกวีที่คิดไว้รวดเร็วนัก ด้วยเพราะต้องนั่งนิ่งนึกบทกลอนให้เหมาะสมกับตัวงาน และด้วยความร่าเริงของนางกลับมาได้บ้างแล้ว จิ้นอิ๋งเลยคิดว่าจะไปขับลำนำสิ่งที่อาจสร้างความขบขันได้บ้างนางก็พึงใจแล้ว ส่วนรางวัลที่อีกฝ่ายได้กล่าวบอก ดรุณีน้อยไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะทันทีที่รับฟังคำลอนของแขกเหรื่อท่านอื่น เด็กสาวก็ได้แต่รู้สึกชื่นชมไม่หยุดจนแทบตัดสินไม่ถูกแทนเจ้าของงาน

           และในตอนที่ลำดับผู้คนขึ้นร่วมกิจกรรมลดจำนวนลง จิ้นอิ๋งก็เอ่ยขอตัวบุรุษข้างกายเพื่อไปร่วมกิจกรรมบ้าง ในคราแรกที่คิดว่าไม่ได้รู้สึกตระหนกอะไรมากเพราะนางหวังเพียงอยากให้คนที่ร่วมงานมีอารมณ์ร่วมกับไปวัฒนธรรมของเทศกาล พลันขึ้นเวทีมาเผชิญหน้าผู้คนที่ต่างสวมหน้ากากจดจ้องนางอย่างไม่อาจรู้ว่าใครเป็นใคร ก็ทำเอาจิ้นอิ๋งลอบกลืนก้อนสะอึกและคิดขึ้นมาได้ว่าบทกวีที่นางจะขับขานต่อไปนี้ควรพูโหรือไม่ แต่สุดท้ายเด็กสาวที่คิดว่าเป็นเพียงกวีเพื่อสร้างความสำราญใจ นางจึงทำใจแข็งเลยขันขานมันออกไป

           " บทกวีสั้น ๆ ที่ข้าจะขับขานต่อไปนี้ ชื่อว่า งานฮาโลวีน เจ้าค่ะ ข้าเพียงตั้งใจหยิบยกวัฒนธรรมของงานนี้มาเล่าต่อ หวังว่าทุกท่านจะนึกสงสัยร่วมไปกับข้านะเจ้าคะ " จิ้นอิ๋งทิ้งท้ายน้ำเสียงติดกลั้วขำ ก่อนเสียงหวานพลันแว่วเอ่ยเอื้อนเอื่อยเสนาะหูกวีให้ฟัง

           งานเอ๋ย ..งานเลี้ยง
           เฝ้าพร้อมเพรียง ..เวียนพบ ...ประสบหา
           อันนามงาน.. แปลกหู… มิคุ้นตา
           เรียกใดหนา ฮาโลวีน ชวนฉงนใจ

           ยินว่ามัน ..คือวัน ...ปล่อยผีสาง
           จำอำพราง ..คนเป็น ...มิให้สงสัย
           ต้องซ่อนหลบ.. หลังหน้ากาก… มิรู้ใคร
           ระวังไซร้ 'เจ้าเป็นตาย' มิรู้เลย..

           ชู่…

           สิ้นบทกวีเสียงลมผ่านริมฝีปากของจิ้นอิ๋งก็ดังขึ้นพร้อมนิ้วชี้แตะแผ่วยังหน้ากากขาวตำแหน่งริมฝีปากจนดูลึกลับ หลังเห็นคนร่วมงานดูนิ่งไปนางก็พลันเอ่ยคำหนึ่งขึ้นมาให้ผู้คนคลายความหวั่นลง

           " ขออภัย ข้ายังเป็นอยู่นะเจ้าคะ… " สิ้นน้ำเสียงฟังรู้สึกผิดน้อย ๆ นั้นทุกคนก็คล้ายหลุดเสียงหัวเราะขบขันขึ้นมายามเข้าใจว่านางไม่ได้มีเจตนาจะทำให้กลัว

           และนั่นทำให้นางค้อมหัวลงอย่างรู้สึกขอบคุณที่คนฟังได้ร่วมรู้สึกไปกับบทกวีของนาง ก่อนจะเคลื่อนลงไปนั่งเคียงกับบุรุษใต้หน้ากากอินทรีย์เหล็ก ก่อนเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกจะดังยาว พร้อมกับมือเล็กที่กอบกุมเข้าหากันเพื่อสร้างความอบอุ่นหลังเย็นเฉียบลงไปเมื่อครู่หลังไปขับขานบทกวี

           " ทำได้ดีแล้วล่ะขอรับ " คำชมที่ส่งหาคลายช่วยลดความตื่นเต้นของนางลงเล็กน้อย ก่อนนางจะเอ่ยขอบคุณบุรุษหมายเลขอีไปอย่างจริงใจ ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งฟังบทกวีของท่านอื่นรวมถึงชมภาพงานศิลป์ของคนร่วมงาน

           ที่นางพลันได้เจองานของสตรีที่รู้จักคนหนึ่งเข้าก็แทบหลุดเสียงหัวเราะชอบใจแผ่วขึ้นมา ดวงตาหลังหน้ากากที่ประกายน้อย ๆ ยามทอดมองนั้นบ่งบอกชัดว่านางแสนพึงใจกับรู้นั้นจนรอยยิ้มเอ็นดูเปื้อนทั่วทั้งดวงหน้า ก่อนหลังกิจกรรมนี้จบลงและประกาศผล ไม่ว่าใครจะได้รับจิ้นอิ๋งก็รู้สึกยินดีไม่น้อยด้วยเพราะทุกคนดูตั้งใจสร้างสรรค์งานกันมาจริง ๆ ก่อนเถ้าแก่หลิวจะได้ประกาศให้แขกในงานต่างแยกกันเต้นรำ ทั้งจิ้นอิ๋งและบุรุษหลังหน้ากากอินทรีย์ก็ได้ผุดลุกมายืนยังลานเต้นรำก่อนอีกบุรุษจะยื่นมือส่งหาให้แก่นางอีกหน

           และเพราะคล้ายเป็นการจับมือครั้งแรกกับอีกฝ่าย ดรุณีน้อยจึงอดรู้สึกตระหนกขึ้นมาไม่ได้ มือเรียวที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นพลันวางแผ่วลงฝ่ามืออีกฝ่าย ก่อนถูกกอบกุมจับไว้และอีกมือของอีกฝ่ายจะเลื่อนจับแผ่วยังข้างเอวนางให้ลอบสะดุ้งขึ้นมาอย่างวันที่ซ้อนม้าให้แว่วเสียงหัวเราะจากคนตรงหน้า

           " ข้าวางมือถูกหรือไม่ขอรับ "

           และด้วยเพราะเด็กสาวเคยกล่าวว่าเคยเรียนก่อน อีกคนจึงเอ่ยถามราวไม่รู้สา ทว่ามือกลับเลื่อนให้โอบแผ่วยังส่วนหลังข้างเอวราวกับจะกระชับให้มั่นจนร่างทั้งสองเข้าหาจนจิ้นอิ๋งต้องยกมืออีกข้างเร่งวางลงลาดไหล่คนตรงหน้าพร้อมดันออกผะแผ่วราวกับอยากให้หยุดดึงนางเข้าหาได้แล้ว

           " ถูก.. ถูกแล้วเจ้าค่ะ "

           จิ้นอิ๋งพยายามอย่างมากที่จะพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะเบี่ยงความสนใจจากมืออีกคนที่ทาบทับข้างเอวออกไปด้วยการขยับปลายเท้านำอีกบรุษให้ขยับตามแทนเพื่อช่วยให้การเต้นรำง่ายขึ้นจากคนที่เคยเรียนมาก่อน เสียงเพลงบรรเลงประสานรับกับจังหวะที่เด็กสาวเป็นผู้พานำ แม้จะผิดหลักการเต้นไปเสียหน่อย กระนั้นอีกบุรุษก็คล้ายไม่ได้เปรยบ่นสิ่งใด เพราะยามได้เคลื่อนตามดรุณีน้อยตรงหน้าแล้วนั้น ทั้งคู่ต่างเต้นรำได้ลื่นไหลและสวยงามไม่น้อยเลย

           กระทั่งผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ แต่ตัวจิ้นอิ๋งกลับอยากให้เวลาหยุดห้วงของมันไว้ในยามนี้ เด็กสาวรู้สึกดีกับการได้เต้นรำกับอีกฝ่ายเกินกว่าที่นางอยากจะผละจาก ความรู้สึกบางอย่างคล้ายอยากจะสารภาพออกไป ทว่าเสียงเพลงก็ได้จบลงก่อนที่ทั้งสองจะเคลื่อนหลบออกมาเพื่อให้คู่อื่นได้ร่วมเต้นรำ ขัดจังหวะช่วงที่นางกล้าหาญที่สุดจนตอนนี้คล้ายกับต้องเก็บคำพูดเอาไว้ในใจเช่นเดิม

           " จะเต้นรำต่ออีกสักเพลงหรือไม่ขอรับ " อีกฝ่ายกล่าวขึ้นราวกับรู้ใจนาง แต่จิ้นอิ๋งก็ส่ายศีรษะปฏิเสธกลับไปพร้อมมือทั้งสองที่กอบกุมเข้าหากัน ความกล้าที่จะแตะตัวอีกบุรุษในตอนนี้คลายหายไปหมดเสียแล้ว ราวกับพยายามพึงพอใจแล้วกับช่วงเวลานั้น

           " ไม่แล้วล่ะเจ้าค่ะ.. พอดีข้าอยากไปดูของที่วางขายทางนั้นเสียหน่อยก่อนงานจะจบน่ะเจ้าค่ะ "

           คำพูดของจิ้นอิ๋งทำให้บุรุษหลังหน้ากากอินทรีย์ขานรับไม่ขัดอะไร ก่อนระยะก้าวเดินของนางที่ก้าวพร้อมหันกลับมาหาอีกฝ่าย ดูคล้ายกำลังเชิญให้ได้เดินงานร่วมกันด้วย อีกบุรุษจึงได้เดินตามมา ด้วยเพราะสินค้าที่แสนหลากหลายทำเอาเด็กสาวดูอยากซื้อเสียหลายสิ่ง กระนั้นกับเรื่องของตัวเองอย่างที่บอกว่าจิ้นอิ๋งจะกลายเป็นคนรอบคอบขึ้นมาเสียอย่างนั้น

           สุดท้ายจึงไม่ได้ใช้เงินอย่างเปล่าประโยชน์ในการจับจ่ายซื้อของ นางได้ลองซื้อเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูก โดยเลือกเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายครั้งคือ ผลฉ่าวเหมย(สตอเบอร์รี่) ข้าวโพด และมะเขือเทศอย่างละสองถุง ก่อนเด็กสาวจะมาลังเลถึงสถานที่ฝึกยุทธ์ ด้วยเพราะบ้านของนางมีหอฝึกจึงคิดอยากจะปรับปรุงเพื่อให้ผู้อื่นใช้สอยได้อย่างมีประโยชน์มากขึ้นเช่นกัน

           " สนใจงั้นหรือขอรับ? "

           " ใช่เจ้าค่ะ.. พอดีบ้านของข้ามีหอฝึกยุทธ์พอดี เพียงแต่อุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นเก่าและถูกนำไปทิ้งหมดแล้ว แม้ข้าจะไม่ได้ใช้สอยทว่าผู้ติดตามหรือคนรู้จักของข้าที่สนใจอาจมาใช้ประโยชน์ได้น่ะเจ้าค่ะ "

           และหลังเด็กสาวเอ่ยความเห็นไปเช่นนั้น เพราะเป็นประโชยน์มห้คนอื่น เด็กสาวก็กลับคืนนิสัยเดิม ใจเร็วเข้าทำสัญญาจัดสร้างสถานที่และจ่ายเงินเสียตรงนั้นจนแว่วเสียงถอนหายใจกลั้วขำจากอีกบุรุษที่ยืนข้างกายให้ดังขึ้นมา ถึงอย่างนั้นอีกคนก็ไม่ได้เอ่ยห้ามหรือออกความเห็นใด จนเสร็จสิ้นงานเลี้ยงก็ใกล้จบแล้วพอดี พร้อมกับที่เถ้าแก่หลิวได้ประกาศแจกของคล้ายเป็นของที่ระลึกก่อนกลับให้แก่แขกทุกคน ซึ่งจิ้นอิ๋งก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้เข้าไปรับมาด้วย

           จนรับของมาเสร็จสิ้นพร้อมเอากล่องขนมที่ได้จากอีกสตรีผู้หนึ่งกลับคืนจากเก้าอี้ที่ได้วางพักก่อนหน้ามาด้วยก็คล้ายได้เวลาบอกลา เด็กสาวที่ไม่รู้ว่าสามารถถอดหน้ากากกันได้แล้วหรือไม่ยังคงค้างหน้ากากนั้นปิดเอาไว้ยามสบมองอีกบุรุษที่ได้ร่วมงานกับนางมาสักพัก เพื่อบดบังสีหน้าที่ไม่อาจซ่อนความรู้สึกของนางไว้ได้

           " ท่าน.. จะกลับเฉินหลิวเลยหรือไม่เจ้าคะ พักที่นี่เถิด ยามนี้ดึกมากแล้ว " จิ้นอิ๋งเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดห่วง หลังหวนนึกยามเดินทางกลับเมื่อวันประลองแล้วอีกคนได้ไอตลอดทางช่วงหนึ่ง

           " ได้ ข้าตั้งใจพักที่นี่ก่อนอยู่แล้ว "

           สิ้นคำกล่าวอีกบุรุษ ดรุณีน้อยก็โล่งใจขึ้นมาก ก่อนที่นางจะค้อมตัวลาอีกฝ่ายได้อย่างสบายใจเพื่อแยกกลับเข้าห้องพักตัวเองไปบ้าง พลางตั้งใจเอาไว้ว่ายามเช้ามาเยือน ปิ่นปักผมของนางที่สวมประดับนี้ค่อยคืนหาแก่เถ้าแก่หลิวอีกที ด้วยหากยื่นส่งปิ่นกลับหากลางงานเช่นนั้น ไม่แคล้วจะโดนเข้าใจผิดก็เป็นได้



กู่จิ้นอิ๋ง ร่วมกิจกรรม แต่งบทกวีลำนำ
กู่จิ้นอิ๋ง รับซองแดงจากเถ้าแก่หลิวก่อนจบงาน
ลักษณะแต่กำเนิดตัวหอม
+20 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย
เต้นรำกับ NPC อี
.
ซื้อสินค้าภายในงาน
เมล็ดสตอเบอร์รี่ 2 ถุง จ่ายไป 158 + 10%ภาษีเมือง = 174 อีแปะ
เมล็ดข้าวโพด 2 ถุง จ่ายไป 158 + 10%ภาษีเมือง = 174 อีแปะ
เมล็ดมะเขือเทศ 2 ถุง จ่ายไป 78 + 10%ภาษีเมือง = 86 อีแปะ
รวมจ่ายค่าสินค้าร้านเถ้าแก่พีเป็นจำนวน 434 อีแปะ
ซื้อสิ่งปลูกสร้างพิเศษ
สร้างลานฝึกยุทธ์ ประเภท หุ่นซ้อม ราคา 60 + 10% ภาษีเมือง = 66 ตำลึงทอง
สร้างทับพื้นที่ หอฝึกยุทธ์ชั้นหนึ่ง ของเรือนสกุลกู่





←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-11-1 04:32:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
Fenyue ตอบกลับเมื่อ 2021-11-1 02:49
⌜113⌟             บทที่ 19งานเลี้ยงหน้ากากฉากที่ 3      ...

      
⌜114⌟
           
บทที่ 19
งานเลี้ยงหน้ากาก
ฉากที่ 4
                    
          มาถึงช่วงเวลาแห่งการจับจ่ายใช้สอย เฟินเยว่ลองไปดูสินค้าจากพ่อค้าที่นำมาวางขายในงานราตรีหน้ากาก มีสิ่งของที่น่าสนใจหลายอย่าง เริ่มจากวัตถุดิบหายาก คราวนี้เด็กสาวไม่พลาดที่จะซื้อเนื้อม้าติดมือกลับไปประกอบอาหาร สำหรับชาวเหลียงโจวการทานเนื้อม้าไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดพิศดารอันใด แต่ไม่แน่ใจว่าคนจากภูมิภาคอื่นจะสามารถรับประทานได้ด้วยหรือเปล่า อาจจะต้องลองถามสหายดูหลังจากนี้ นางจะไม่ยอมปรุงในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รับประทานลงไปเด็ดขาด ที่ร้านวัตถุดิบของพ่อค้าตู้นางคงซื้อเพียงเท่านี้
         
          ต่อมาคือแผงขายเมล็ดพืชผัก เฟินเยว่จำได้ว่าที่บ้านมีแปลงผักอยู่ หากว่าซื้อเมล็ดพืชไปปลูกเองแล้วรอผักออกผลจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปเป็นอย่างมาก ดูแล้วไม่ค่อยมีผู้สนใจซื้อหาเมล็ดพันธุ์ไปปลูกสักเท่าไร ก็อย่างว่านี่เป็นงานเลี้ยงของชนชั้นสูง แล้วคนรวยที่ไหนจะซื้อเมล็ดพืชไปปลูกกันเล่า จึงมีเมล็ดผักเหลือให้เฟินเยว่ซื้อหาเอาไปปลูกมากมาย
         
          หลังจากที่หาซื้อเมล็ดผักเสร็จแล้วก็มาดูร้านถัดไปของพ่อค้าคังที่รับต่อเติมอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนที่เพิ่งจะทำบ้านใหม่อย่างเฟินเยว่ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมีค่ามากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะลานฝึก ลานฝึกเก่าของพี่ชายนางบัดนี้ได้กลายเป็นลานเพาะปลูกอีกแปลงหนึ่งไปแล้ว อยากจะคืนสภาพเดิมให้รำลึกถึงอยู่เหมือนกัน ถึงอย่างไรก็มีผู้ใช้งานอยู่แล้วและใบหน้าแรกที่นึกถึงคือสหายหนุ่มคิ้วพยัคฆ์ หากได้ลานฝึกมาแล้วล่ะก็คนที่คิดถึงก็ไม่จำเป็นต้องเข้าป่าไปฝึกวิชาในถ้ำลี้ลับอีกต่อไป
         
          ไม่เพียงเท่านั้น บ่อน้ำร้อนและต้นไม้ก็น่าสนใจ สำหรับบ่อน้ำร้อนเฟินเยว่รู้ดีว่ามันช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าได้ดีแค่ไหน ส่วนต้นไม้ที่จะปลูกให้ร่มเงาก็ดี ถึงฤดูกาลก็นำผลมารับประทานได้ หากเหลือก็นำไปขายได้กำไรอีกต่อ นางเลือกซื้อสิ่งต่าง ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ภายในบ้านเสียจนถุงเงินฟีบแบนคล้ายกับคนซื้อของไม่คิดหน้าคิดหลังแต่ทุกอย่างนางคำนวนมาอย่างดีหมดแล้ว
         
          หลังจากการจับจ่ายใช้สอยก็กินดื่มอีกสักพัก แม้เฟินเยว่จะไม่ใช่นักดื่ม แต่พอมีเชื้อสุราเข้าปากไปครั้งก่อนหน้าเมื่อได้ดื่มอีกจึงขาดสติในการยับยั้งตัวเองให้รู้จักพอ กว่าจะรู้ว่าเมาก็ตอนที่จะเดินไปเข้าห้องสุขาเสียแล้ว เช่นนั้นวันนี้พอแค่นี้ดีกว่า นางพยายามพยุงตัวเองเพื่อไปบอกลาเถ้าแก่หลิวที่เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงในวันนี้
         
          “ขอบพระคุณมากเจ้านะคะที่จัดงานวันในนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีและทำให้เปิดตาเปิดหูเรียนรู้ข้ามากเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นมอบขอข้าให้เป็นขนมห้าสีนะเจ้าคะ แล้วก็ขอยินดีแสดงความที่ได้เป็นราชครูแก่องค์เต้ฮ่องด้วยเจ้าค่ะ”
         
          คนเมาพยายามบังคับสติแล้วแต่ดูเหมือนว่าปากจะพูดสิ่งที่สมองสั่งออกไปไม่รู้เรื่องทั้งหมด แม้ไม่เห็นใบหน้าเพราะมีหน้ากากขาวบดบังแต่ตอนนี้ดวงหน้าของสาวน้อยคงแดงซ่านเต็มที่ด้วยฤทธ์ของสมุนไพรหมัก กระนั้นนางก็ยังยื่นกล่องขนมห้าสีออกไปให้เถ้าแก่หลิวถูกคน
         
          “ขอบคุณมากขอรับ แต่ว่าเจ้าไหวหรือไม่แม่นาง หาไม่ไหวขึ้นพักที่โรงเตี๊ยมแล้วค่อยออกเดินทางต่อพรุ่งนี้ก็ได้นะเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง”
         
          “แต่ว่าสหายข้า.. สหายข้ารออยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ เขาไม่...”
         
          อยู่ ๆ เด็กสาวก็เงียบเสียงไปเสียดื้อ ๆ ราวกับว่าสมองไม่ประมวลผลอีกต่อไปแต่พอจะคาดเดาได้ว่านางกำลังจะสื่อว่า ‘มีผู้ติดตามมาด้วย พวกเขารออยู่ด้านนอกและบัดนี้ไม่มีที่พักอาศัย’ คนอย่างหลิวจื่อเค่อเสียอย่างไม่มีคำว่าใจดำ หากแขกมาร่วมงานถูกทำมิดีมิร้ายหลังเลิกงานเพราะเมาไม่ได้สติคงเป็นเรื่องใหญ่โตที่จะให้เกิดขึ้นไม่ได้ แค่เปิดห้องพักเพิ่มอีกหนึ่งห้องเขามีปัญญาเปิดให้ใช้ไม่เสียเงินอยู่แล้ว ไหน ๆ วันนี้ทั้งวันก็ปิดโรงเตี๊ยมเพื่อจัดงานห้องว่างมีเหลือเฟือ
         
          “เอาอย่างนี้ ข้ามีห้องพักเหลือ ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อห์ไปช่วยตามสหายของท่านให้ขอรับ ขอให้แม่นางนั่งพักอยู่ที่นี่ก่อน ไม่ทราบว่าสหายของท่านรออยู่ที่ใด”
         
          “สหายข้า ซูตง.. ซูเสวียนจินเจ้าค่ะ อีกคนเหลียงต้าซิ่น พวกเขารออยู่ที่จุดม้าพัก”
         
          “เข้าใจแล้ว” เถ้าแก่หลิวหันไปสั่งกับเสี่ยวเอ้อห์ที่ไว้ใจได้หนึ่งคนให้ช่วยไปตามบุคคลดังกล่าวมา “พาแม่นางคนนี้ไปนั่งพักก่อน จากนั้นไปตามคุณชายซูเสวียนจินและคุณชายเหลียงต้าซิ่นที่จุดพักม้าให้ที”
         
          จากนั้นเด็กสาวก็ถูกเสี่ยวเอ้อห์คนนั้นพาไปนั่งพักยังนอกโถงจัดงานแต่ยังอยู่ในพื้นที่โรงเตี๊ยมในมุมที่เงียบสงบ ปลอดภัย และลับหูตาผู้คนจึงถอดหน้ากากออกได้ให้หายใจสะดวกเสียที ไม่นานสหายทั้งสองก็ถูกตามมาให้สมทบ
         
          “นี่กุญแจห้อง เจ้าพาแม่นางซุนไปพักที่ห้องก่อน เห็นว่าเถ้าแก่หลิวมีของแจกหลังเลิกงานข้าจะเป็นคนไปรับเอง”
         
          “อืม”
         
          ตงฮั่วพยักหน้ารับก่อนจะช่วยประคองเฟินเยว่ขึ้นสู่ห้องพัก ส่วนเหลียงต้าซิ่นเป็นผู้ไปรับของที่ระลึกดังกล่าวแทน และเมื่อรับเสร็จจึงตามขึ้นไปด้านบนห้อง
         
.
.
.
                    

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[171] หลิว ไท่เหวิน [ดี] มอบ กล่องขนมห้าสี
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ จากปีนักษัตริย์ถูกโฉลกกัน
-15 ความสัมพันธ์ จากธาตุดิน ข่ม ธาตุน้ำ
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

-------------------------------
รับของแจกหลังจบงาน
และ
ซื้อสินค้ารายการตามภาพ
ยอดเงินรวมสุทธิ
6,238 อีแปะ      2,306 ตำลึงเงิน      252 ตำลึงทอง



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

อย่าลืมเข้าสู่ระบบนะจ๊ะ เข้าสู่ระบบตอนนี้ หรือ ลงทะเบียนตอนนี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้