⌜133⌟
บทที่ 23
ชีวิตประจำวันที่อันติง
ฉากที่ 2
วันรุ่งขึ้นเฟินเยว่ไปที่ร้านติ่มซำหมีฟ่านกว่านอีกครั้งเพียงลำพังในตอนเช้าเพื่อรอพบกับอาฉิง เด็กชายที่สาวน้อยเคยช่วยเหลือเอาไว้ครั้งเมื่อก่อนที่นางจะออกเดินทางจากอันติง วันนี้นางมาในฐานะลูกค้านั่งจิบชาและชิมติ่มซำชมบรรยากาศแบบที่ไม่ได้สัมผัสมานาน เด็กน้อยคนนั้นจากที่เคยเป็นขโมย ตอนนี้ช่วยงานร้านอย่างขยันขันแข็ง เห็นแล้วก็อดที่จะปลื้มใจไม่ได้
กว่าที่จะเสร็จงานช่วงเช้าเวลาก็จบที่ปลายของยามซื่อ ทั้งจึงจากจากเถ้าแก่เนี้ยหมีแล้วพากันไปที่บ้านของอาฉิงที่อยู่ใกล้ ๆ กับละแวกการค้าและจตุรัสอันลู่ซาน ตัวบ้านของเด็กชายขนาดไม่ใหญ่โตแต่ไม่ได้เล็กเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่ยากไร้มีเพียงที่ซุกหัวนอน ทว่าอาณาบริเวณบ้านรกครึ้มราวกับบ้านร้าง ประตูหน้าต่างก็ดูผุพังไร้การดูแล ภาพเหล่านี้สะท้อนกับบ้านเก่าที่นางเคยอยู่ก่อนการบำรุงรักษา มารดาของอาฉิงป่วยหนักจนไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาทำงาน ลูกชายที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดถึงแปดขวบปี ยากที่เขาจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
เมื่อมาถึงบ้านเด็กชายก็พาเฟินเยว่เข้าไปเยี่ยมมารดาที่นอนป่วยติดเตียงด้วยความใสซื่อไร้เดียงสาของเด็กน้อย อาฉิงก็ยังคงร่าเริงสดใสอยู่เป็นปกติ เขาเองก็คงคุ้นชินกับสภาพบ้านเช่นนี้ไปแล้ว เด็กชายรีบร่าเข้าไปประคองมารดาให้ลุกขึ้นมา
“อาม๊า ๆ วันนี้ข้าพาพี่เฟินเยว่มาหาขอรับ!”
คุณแม่ของอาฉิงเป็นสตรีวัยกลางคนที่มีร่างกายซูบผอมเสียจนไม่เหลือเค้าความงามที่เคยมีในอดีต ด้วยสภาพดังกล่าวที่ไม่ว่าจะทรุดโทรมจนชวนให้เกิดความสงสารเห็นใจแค่ไหนก็จำต้องตีหน้ายิ้มทักทายเป็นปกติโดยไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกในใจ ท่าทางคุณแม่ของอาฉิงจะไม่ได้รับแขกมานานตั้งแต่ป่วยไข้ นางดูมีท่าทีประหม่าอายสังขารของตนเอง
“อาฉิง ไปเอาเสื้อคลุมให้แม่ที”
หญิงสาวเอ่ยสั่งลูกชายน้ำเสียงแหบแห้ง ทางฝั่งผู้เป็นบุตรเหมือนจะเข้าใจดีเขาหยิบเอาเสื้อคลุมสีน้ำทะเลปักลายนกกระเรียนขาวมาสวมใส่ให้มารดา จากอาภรณ์ที่มีบ่งบอกฐานะในอดีตได้ว่าเคยร่ำรวยมาแต่การเงินค่อย ๆ ร่อยหรอลงหลังการจากไปของเสาหลักของครอบครัวและอาการเจ็บป่วยของภรรยา
“ขออภัยด้วยแม่นาง.. ที่ไม่ได้รับรองแขกดี ๆ เชิญนั่งก่อนเถิด”
แม่ของอาฉิงผายมือให้แขกนั่งยังเก้าอี้ไม้สลักที่อยู่ไม่ไกลกัน
“สวัสดีเจ้าค่ะท่านแม่ของอาฉิง ข้าแซ่ซุน ชื่อเฟินเยว่นะเจ้าคะ ข้านำตะกร้าผลไม้มาเยี่ยมท่านด้วยเจ้าค่ะ”
เฟินเยว่ส่งตะกร้าผลไม้ที่ตระเตรียมมาให้แก่เจ้าของบ้าน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับมาถือไว้ไม่ไหวจนบุตรชายวัยแปดขวบต้องเข้ามารับเอาไว้แทน เห็นแบบนี้เฟินเยว่ยิ่งยิ้มแห้ง กลัวเหลือเกินว่านางจะมารบกวนเวลานอนพักผ่อน
“ขอบคุณมากนะเจ้าคะแม่นางซุน ข้าเจิงฟูเหริน ได้ยินอาฉิงเล่าว่าเพราะว่าได้แม่นางแนะนำให้ไปทำงาน เป็นบุญคุณของครอบครัวเรา ต้องขอบคุณแม่นางมากจริง ๆ ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่ต้องช่วยเหลือกัน เจิงฟูเหรินไม่ต้องเกรงใจนะเจ้าคะ” สาวน้อยยิ้มเผล่ตอบกลับไป ส่วนหนึ่งเพราะนางแนะนำไปก็ใช่ แต่ส่วนที่เหลือก็เพราะว่าอาฉิงเป็นเด็กรักดีที่ยอมทำตามที่นางบอก “ที่ข้ามาหาท่านในวันนี้ก็เพื่อจะขออนุญาตเจ้าค่ะ พอดีว่าข้าและสหายอยากจะช่วยรับดูแลเหล่าเด็ก ๆ ในอันติงเพื่อสอนวิชาความรู้ โตขึ้นไปจะได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาช่วยพัฒนาต้าฮั่น อาจจะเป็นอุดมการณ์ที่ใหญ่โตเกินไปหน่อยเมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ แต่ก็เอ่อ ข้าอยากจะขอให้อาฉิงไปเรียนหนังสือกับข้าน่ะเจ้าค่ะ”
“ปณิธานของแม่นางเป็นสิ่งที่ดีมากเจ้าค่ะ แต่ว่าเราสองแม่ลูกไม่มีเงินทองที่จะส่งเสีย เกรงว่า…”
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นเลยเจ้าค่ะเจิงฟูเหริน เพราะว่าเดิมทีข้ายินดีที่จะรับเด็ก ๆ ที่ยากไร้มาดูแลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีค่าใช้จ่ายเจ้าค่ะ สำหรับอาฉิงที่ต้องทำงานตอนเช้าข้าจะไปรับเข้าที่ร้านติ่มซำที่ยามอู่ แล้วพาเขากลับมาส่งที่บ้านในยามโหย่ว อื่ม.. แต่ว่า” เฟินเยว่มองดูใบหน้าอันซีดเซียวของเจิงฟูเหรินแล้วก็รู้สึกเป็นห่วง เดิมทีมีลูกชายคอยดูแลในช่วงบ่าย แต่หากว่าอาฉิงมาเรียนที่บ้านนางแล้วแม่ของเขาล่ะจะทำอย่างไร ขึ้นเป็นอะไรขึ้นมาระหว่างที่ลูกชายไม่อยู่ต้องแย่แน่ ๆ “เอ่อ.. หรือเจิงฟูเหรินจะมาอยู่ด้วยกันเลยก็ได้นะเจ้าคะ บ้านของข้ามีพื้นที่ค่อนข้างกว้างเพียงพอที่จะอยู่อาศัยหลายคนได้เจ้าค่ะ”
สตรีตรงหน้ากลัวขำเล็กน้อยกับข้อเสนอดังกล่าวของเด็กสาวที่มีน้ำใจจะรับบุตรชายไปให้การศึกษาไม่พอจะยังอุปถัมป์ตัวนางเองด้วย
“แค่นี้ข้าก็เกรงใจจะแย่แล้วเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะแม่นางซุน ข้าดูแลตัวเองได้เจ้าค่ะ ส่วนอาฉิงข้าก็อยากให้เขาเติบโตไปเป็นเด็กดีมีอนาคต ฟางเหนียงผู้นี้ไร้วาสนาจะดูแลบุตร คงต้องขอให้แม่นางซุนเมตตาช่วยดูแลเขาด้วยเจ้าค่ะ”
“อ๋า อย่าพูดว่าไร้วาสนาแบบนั้นสิเจ้าคะ ดูเป็นลางไม่ดีเอาซะเลย…” คำพูดดังกล่าวราวกับว่าเป็นคำสั่งเสียอย่างไรบอกไม่ถูกทำเอาสาวน้อยเลิกลั่กไปกันใหญ่ แต่อย่างน้อยก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้ดูแลสอนหนังสือแก่อาฉืงได้ “เอ่อ ถ้าเจิงฟูเหรินกล่าวเช่นนั้น หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรืออยากให้ข้าช่วยเหลือเมื่อไรก็แจ้งมาได้เลยนะเจ้าคะ ข้ายินดีช่วยเหลือเสมอเจ้าค่ะ”
นึกได้ว่าตอนนี้ใกล้ถึงเที่ยงวันแล้ว ไม่รู้ว่ามารดาของอาฉิงได้ทานอาหารแล้วหรือยังเพราะว่าลูกชายต้องไปช่วยงานร้านตั้งแต่เช้าตรู่
“จริงสิเจ้าคะ นี่ก็ยามอู่แล้ว เจิงฟูเหรินกับอาฉิงน่าจะหิวข้าวแล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านเตรียมอาหารกันไว้หรือยังเจ้าคะ? ถ้าอย่างไรข้าช่วยทำให้ได้นะเจ้าคะ”
“คือว่า…”
เจิงฟูเหรินอ้าปากกำลังจะพูดแต่ลูกชายกลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ข้าหิวมากเลยล่ะพี่เฟินเยว่ อาม๊าก็คงจะหิวข้าวแล้วด้วย เรามาทำอะไรกินกันเถอะ!”
“อาฉิง!”
มารดาดุบุตรชายไปทีที่รุกเร้าขอให้เด็กสาวมาทำอาหารด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าอาฉิงจะยังคงยิ้มร่าอยู่
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะเจินฟูเหริน ให้ข้าช่วยดูแลเถอะนะเจ้าคะ”
เฟินเยว่ยิ้มตอบกลับอย่างนุ่มนวล ท่าทีของอีกฝ่ายจึงผ่อนคลายลง เจิงฟูเหรินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลง
“ต้องรบกวนแม่นางซุนด้วย แต่วัตถุดิบบ้านข้าอาจจะมีไม่มากนักนะเจ้าคะ ขออภัยด้วย”
“ไม่เป็นไรเจ้าคะ” เด็กสาวกล่าวบอกด้วยรอยยิ้มอีกครั้งก็จะหันไปหาเด็กน้อยที่นางเรียกว่าอาฉิง “ถ้างั้นไปทำอาหารกันเถอะจ้ะอาฉิง พาพี่สาวไปที่ครัวที”
“ได้เลยขอรับพี่เฟินเยว่!”
มือเล็กของเด็กชายคว้าแขนเสื้อของเด็กสาวก่อนกระตุกให้เดินตามไปที่ห้องครัว คราแรกเกิดความกังวลใจว่าในครัวจะรกเหมือนกับส่วนอื่น ๆ ของบ้านหรือเปล่า แต่ก็ต้องประหลาดใจเพราะว่าดูสะอาดกว่าที่คิด
“เห ครัวเป็นระเบียบเหมือนกันนี่นา”
“แน่นอนขอรับ! เถ้าแก่เนี้ยสอนว่าภายในครัวต้องสะอาดและเป็นระเบียบจะได้ไม่บ่มเพาะเชื้อโรค ข้าก็เลยต้องจัดครัวและห้องของอาม๊าให้สะอาดกว่าที่อื่น ๆ ”
“อย่างนี้นี่เอง รับคำสอนของเถ้าแก่เนี้ยมาด้วย ฉลาดมากจ้ะ” เด็กสาวยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนที่จะลูบศีรษะของเด็กชายไปทีแล้วผละออกมาดูว่าภายในครัวมีอะไรที่จะนำมาทำอาหารได้บ้าง “อาฉิงจ๊ะ อาม๊าของอาฉิงแพ้อะไรบ้างหรือเปล่า?”
“แพ้เหรอ?” เด็กชายเอียงคอนึก “ไม่นะขอรับ ถึงอาม๊าจะสุขภาพไม่แข็งแต่ก็ไม่แพ้อาหารอะไร”
“อ้อ งั้นดีเลยจ้ะ”
ได้ยินดังนั้นก็โล่งอกไปที เฟินเยว่หยิบเอาวัตถุดิบที่มีมาวางกองไว้บนโต๊ะก่อนจะคิดว่าควรทำอาหารอะไรดี ในใจอยากจะจัดของดีเพื่อบำรุงสุขภาพ แต่คิดอีกทีการใช้วัตถุดิบที่มากเกินไปก็จะเป็นการเบียดเบียนเงินทุนของครอบครัวที่มีอยู่อย่างน้อยนิด สุดท้ายเลยคิดว่านางแอบมอบเงินช่วยเหลือไปด้วยดีกว่า หากมอบให้คนแม่ไปตรง ๆ มีหวังว่านางคงเกรงใจไม่กล้ารับไว้ แต่กับอาฉิงที่เป็นเด็กน้อยคงไม่คิดมากและยอมรับเอาไว้อย่างแน่นอน
“อาฉิงจ๊ะ พี่ให้เงินนะ เอาไว้ไปซื้อกับข้าวล่ะ อย่าเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือยหมดนะ”
นางยื่นถุงเงินร้อยตำลึงเงินให้แก่เด็กชาย มันอาจจะมากมายมหาศาลสำหรับชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่สำหรับคนโด่งดังเช่นนางเพียงแค่แป๊บ ๆ เดี๋ยวก็หาเงินทองมาใหม่ได้อย่างง่ายดาย
“ขอบคุณขอรับพี่สาว”
เด็กชายรับเงินมาโดยไม่ตรวจนับ สำหรับเขาไม่ว่าเงินจะมากจะน้อยเท่าไรก็ดีใจหมด จะได้นำมาซื้ออาหารและยาให้ท่านแม่ได้ เมื่อสนทนากันจบทั้งสองจึงช่วยกันเตรียมมื้ออาหารกลางวันและร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันสามคน
ด้วยความเป็นคนขยันและอาจจะมีความเจ้าระเบียบติดอยู่เล็กน้อย ช่วงบ่ายของวันนี้เฟินเยว่จึงขออาสาช่วยทำความสะอาดบริเวณบ้านของอาฉิงจนถึงเย็น แล้วก็เพิ่งมาสังเกตว่ามีเด็กสองคนที่หน้าตาเหมือนกันมายืนเกาะรั้วอยู่ด้านนอกจนนางต้องเดินเข้าไปทัก
“สวัสดีจ้ะหนูน้อยทั้งสอง มาหาใครหรือจ๊ะ”
“ข้ามาหาอาฉิง เลยเวลาไปเล่นของพวกเราแล้ว… ว่าแต่พี่สาวเป็นใคร”
“อ้อ พี่เป็นอาจารย์ของอาฉิงน่ะจ้ะ เอ่อ.. อาจจะยังไม่เป็นเต็มตัวแต่ว่าก็ใกล้แล้วล่ะ”
“อาจารย์เหรอ? ว้าววว เท่ไปเลย!”
เด็กสองคนนั้นทำตาโต แถมยังพูดพร้อมกัน ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเป็นพี่น้อง ไม่สิ.. เหมือนกันขนาดนี้หรือบางทีอาจเป็นคู่แฝด
“อ้าว อาซิ่ง อาซวน โทษทีนะวันนี้ไม่ว่างเลยน่ะ เอาไว้เล่นกันใหม่ เอ่อ…” อาฉิงเดินมาหาทางนี้พอดีคงเห็นว่าเฟินเยว่กำลังคุยผ่านรั้วกับเพื่อน ๆ ของเขา เด็กชายคำนวนวันว่างในหัวแล้วก็พบว่าไม่มี “ไม่รู้เหมือนกัน แหะ..”
“เฮ้อ น่าเสียดาย” สองแฝดดูสลดลงไปเมื่อรู้ว่าเพื่อนจะไม่ว่างยาว ๆ ทว่าพวกเขาก็ยังมีเรื่องที่ตื่นเต้นตามประสาเด็ก “อาฉิง ข้าอยากมีอาจารย์บ้าง อยากมีอาจารย์ต้องทำยังไง?”
“เอ๊ะ..” เฟินเยว่ที่ฟังอยู่ก็ทำตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองจะรู้ความหมายเหล่านั้นหรือเปล่านะว่าการมีอาจารย์หมายถึงว่าต้องไปเรียนหนังสือไม่ใช่ตำแหน่งเท่ ๆ ที่มีไว้อวดอ้าง ดูท่าทางเด็กทั้งสองไม่ใช่ผู้ยากไร้ แต่ไม่เป็นไรนางอยากลองสอนหนังสือเด็ก ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าใครที่ไหนก็ได้จึงลองชวนเด็กทั้งสองคนดู “ถ้าอย่างนั้น อาซิ่งกับอาซวนอยากจะมาเรียนหนังสือกับพี่สาวไหมล่ะจ๊ะ”
“เรียนเหรอ ฟังดูไม่น่าสนุกเลยอ่ะ”
เด็กคนนึงที่ไม่รู้ว่าอาซิ่งหรืออาซวนเบะหน้าเมื่อพูดถึงการเรียน ถ้าหากว่ารู้เช่นนี้แปลว่าอาจจะมีพื้นฐานการเรียนหนังสืออยู่บ้าง แต่กับแฝดอีกคนดูท่าทีสนใจจนตาวาว
“น่าสนุกออก ข้าอยากรู้เรื่องราวเยอะ ๆ เลยนะ”
“อ๊ะ เหรอ ถ้าอาซิ่งพูดแบบนั้นล่ะก็ข้าจะเรียนด้วยก็ได้”
ในที่สุดก็รู้เสียทีว่าใครเป็นใคร แต่กว่าจะจับความแตกต่างได้คงต้องให้คลุกคลีกันไปอีกสักพัก
“ฮิฮิ ดีใจจัง แต่ว่าพี่สาวต้องไปขออนุญาตพ่อแม่ของพวกเจ้าก่อนนะจ๊ะ ถ้าพวกท่านไม่รู้ว่าเจ้าทั้งสองหายไปไหนคงต้องเป็นห่วงแย่เลยใช่ไหมล่ะ”
“ถ้างั้นก็ไปกันเลยสิ มาเลยพี่สาว!”
“เอ๊ะ ตอนนี้เลยเหรอ?”
“ขอรับ ไปกันตอนนี้เลย!!”
ท่าทางอาฉิงก็ดีใจที่เพื่อนซี้ทั้งสองอยากมาเรียนเป็นเพื่อนเขาจึงกระตือรือร้นใหญ่แล้วดันหลังเฟินเยว่ให้ไปที่บ้านของอาซิ่งและอาซวนด้วยกัน
“อ่ะจ้ะ.. ไปก็ไปนะ”
สุดท้ายเฟินเยว่ก็ต้องไปที่บ้านของเด็กแฝดทั้งสองตามคำรบเร้าของพวกเขา นางไม่ได้เตรียมเรื่องมาพูดคุยจึงรู้สึกประหม่าไม่น้อย แต่เมื่อได้พบกับบิดามารดาของเด็กทั้งสองที่เป็นพ่อค้าแม่ขายในตลาดพวกเขาก็ยินดีให้บุตรทั้งสองมาศึกษาเล่าเรียนกับนางเพราะเดิมก็ไม่มีเวลาดูแลลูก และยิ่งเฟินเยว่เป็นคนโด่งดังในย่านนี้จึงได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองได้ไม่ยาก
ในที่สุดก็ได้มาจนได้.. เหล่านักเรียนกลุ่มแรกของซุนเฟินเยว่…

-20 ความเครียดจากการโรลบริจาคให้ผู้อื่นอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง
-----------------------------------------------------------
มอบเงิน 100 ตำลึงเงิน ให้ครอบครัวอาฉิง
มอบตะกร้าผลไม้ให้แม่อาฉิงดังนี้
ลูกแพร์ 3 ลูก, แก้วมังกร 3 ผล, กล้วย 1 หวี (10 ผล) และ องุ่น 1 พวง
และมอบอาหารตามรายการดังนี้
ข้าวสวย 3 ถ้วย, หมี่ซั่ว 1 จาน,
ซุปเต้าหู้หัวปลา 1 ถ้วย และ ปลาเปรี้ยวหวานซีหู 1 จาน