“หากครั้งนั้นข้าแข็งแกร่งกว่านี้ บางที.. ทุกคนคงยังมีชีวิตอยู่” “ขาดความพยายาม พรสวรรค์ก็เป็นได้แค่คำที่สวยหรู” “จากวันนี้ข้าคือโล่และศาสตราของชางเจีย ประสงค์ของท่านคือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของข้า”
ชื่อกระทู้: จางเซี่ยอิน 张夏银 Zhāngxiàyīn ชื่อทางการ: จาง เซี่ยอิน ชื่อรอง: - เพศ: หญิง เชื้อชาติ: ฮั่น ภูมิลำเนาบ้านเกิด: เป่ยผิง วันเกิด: 26 มกรา เหยียนซีศกปีที่ 3 คศ 160 ธาตุประจำตัว: ทอง-หยาง ปีนักษัตรประจำตัว: ชวด ส่วนสูง (cm): 180 น้ำหนัก (kg): 56 สัดส่วน: 43-26-38 โรคประจำตัว: -
ชื่อบิดา: จาง ชิงฟง ชื่อมารดา: จางฟูเหริน (ฟางเหนียง)
ลักษณะนิสัยกายภาพ: อุปนิสัย: : กล้าหาญ : ตลอดช่วงชีวิตเผชิญโศกนาศกรรมนับไม่ถ้วนหล่อหลอมวีรสตรีที่ไม่มีวันคุกเข่าให้โชคชะตา ความกล้าของนางคือการกล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกปัญหาด้วยตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดและไม่หวั่นเกรงต่อจุดอ่อนที่ศัตรูขุดคุ้ยขึ้นมาเพื่อบ่อนทำลาย นางปกป้องสิ่งที่ตนรักและหยิ่งผยองพอที่จะยินหยัดเพื่ออุดมการณ์ที่ตนเชื่อมั่นจนตัวตายไม่เสียดายชีวิต
:: เลื่อมใสศรัทธา :: มีวินัยต่อตนเอง เคารพและรักตนเองโดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมากระตุ้นเตือน จงรักภักดีและมีศรัทธาที่เปี่ยมล้นต่อผู้มีพระคุณ ยามอารมณ์ดีในมือจะถือจอกสุราสังสรรค์กับมิตรสหาย ยามที่อารมณ์ร้ายจะเปลี่ยนเป็นทวนสองคมพิชิตกำราบศัตรูในพริบตา ไม่เคยปล่อยให้ตนเองหยุดฝึกฝนเชื่อมั่นในกฎที่ว่าพัฒนาทุกด้านในทุกวันด้วยความเพียรจะสามารถพิชิตเป้าหมายได้
:: ทะเยอทะยาน :: เคยเป็นหญิงสาวธรรมดาที่คาดหวังชีวิตเรียบง่ายกับคนครอบครัว ยอมสละได้เพื่อคนรอบกาย จนเมื่อสูญเสียสิ่งสำคัญทั้งหมดที่มีไปเสมือนหุบเหวลึกในใจที่ไม่มีวันถมเต็ม นางปรารถนาจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ยึดมั่นกับพวกพ้องคนสำคัญที่ให้สัญญากับตนเองว่า ‘คราวนี้จะปกป้องเอาไว้ให้ได้’ หากได้ใส่ผู้ใดเข้าไปในหัวใจ ทุกคำและทุกเรื่องที่คนผู้นั้นต้องการจะไขว่คว้ามาแม้แลกด้วยเลือดโทรมกาย
ลักษณะนิสัยแต่กำเนิด:
น่ารัก : ใบหน้าหมดจดคิ้วตาคมคายอย่างสตรีโตเต็มวัย ทรวดทรงองค์เอวเปี่ยมล้นไปด้วยสเน่ห์ของผู้ใหญ่ ขี้เล่นกับเด็กๆ และเหล่าน้องสาว ว่องไว : เรียนรู้รวดเร็ว มีกลเม็ดเคล็ดลับในการฝึกฝน สติปัญญารังสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนรับเป็นรุกได้ในฉับพลัน แข็งแรง : ร่างสูงโปร่งสะดุดตา ฝึกฝนกำลังอย่างไม่ขาดช่วงทำให้มีเรี่ยวแรงที่ไม่ต่างจากบุรุษชาตินักรบ เชี่ยวชาญวิชาทวนและธนู หนึ่งหมัดล้มอันธพาลได้อย่างสบายๆ แพ้อาหาร (นมวัว) : เกิดอาหารเป็นพิษเมื่อแตะต้องอาหารหรือขนมที่ทำจากนมวัว ไม่มีผลสำรับนมแพะหรือสัตว์อื่นๆ ร่างกายไม่ย่อยโปรตีนบางอย่างในนมวัว
ศาสนา: เจียหลุนชาง ความสามารถพิเศษ: มีความอดทนและใจเย็นสูง, วิชาธนูและทวนอยู่ในขั้นพรสวรรค์, ชำนาญพิชัยยุทธ์, ร่ายกายแข็งแกร่งร้อยพิษไม่กล้ำกราย, เสียงทรงพลังกังวานไปได้ถึงสิบลี้, ใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธได้แม้ต่อสู้มือเปล่า, พลังจิตกล้าแข็งไม่ถูกโจมทีปลุกปั่นได้ง่ายๆ, รู้ศาสตร์แห่งอาชารวมไปถึงการดูม้าและฝึกม้าศึก งานอดิเรก: ฝึกยุทธ์, ฝึกอาชา, ปักผ้าเช็ดหน้าให้คนรอบตัว, ปล้นคนรวยช่วยคนจน, ทำตัวเป็นแม่สื่อมือฉมัง คติประจำใจ: ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ มีชื่อเสียงในด้าน: กาลกิณีแห่งเป่ยผิง - อดีตและโศกนาฎกรรมของนางทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงบ้าแห่งแดนเหนือ ไม่มีผู้ใดยอมรับปล่อยให้สตรีผู้น่าเวทนาถูกรุมประณามเสมือนตายทั้งเป็น, ปราการแห่งชางเจีย - หลังเดินบนเส้นทางแห่งศรัทธาศาสดาแห่งเจียหลุนชางได้เปลี่ยนแปลงนางเป็นคนใหม่ สลัดทิ้งคำตราหน้าและสร้างวีรสตรีที่ไม่มีใครกล้าดูหมิ่นขึ้นมาจากเถ้าถ่าน
ปณิธาน/อุดมการณ์: ปกป้องคนสำคัญ พิทักษ์ผู้บริสุทธิ์ ขจัดความกังขาและสิ่งที่เป็นภัยต่อเจียหลุนชาง เป็นดั่งศาสตราและโล่ที่แข็งแกร่งให้ชางเจีย
จุดแข็ง: ควบคุมอาชาระดับขั้นเทพ, จิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหนักแน่น, มีเจตจำนงค์แห่งวีรสตรี จุดอ่อน: ยึดมั่นถือมั่นศรัทธาอย่างฝังหัว, แพ้นมวัว, เสียสละเพื่อส่วนรวมมาก่อนเสมอแม้ตัวตายไม่เกรงกลัว, เพราะรูปร่างที่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อจึงมักตกเป็นเป้าของคนประสงค์ร้าย
ลักษณะทางกายภาพ สีผิว : ขาวอมชมพู มีร่องรอยของการฝึกฝนประปราย สีตา : น้ำตาลอมเทาเปี่ยมสเน่ห์ของความสุขุมหนักแน่น สีผม : กรมท่าเข้มขาบ เมื่อต้องแสงจะออกสีครามที่ลุ่มลึก ใบหน้า : คิ้วเรียวตรงให้ความรู้สึกชัดเจนมุ่งมั่น ดวงตาคมคายส่วนหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยมีกลิ่นอายสง่างาม ริมฝีปากอิ่มเอิบสีละมุนโดยไม่ต้องทาชาด ใบหน้ารุปไข่ภาพลักษณ์โฉบเฉี่ยวหมดจดงดงาม ร่างกาย : ทรวดทรงที่เหล่าบุรุษต่างใฝ่ฝันมองแล้วเหลียวหลัง เอวคอดกิ่วบั้นท้ายกลมกลึงงอนงาม หน้าอกเกินมาตราฐานทำให้ต้องสร้างเกราะพิเศษสำหรับนางโดยเฉพาะ
ประวัติตัวละคร ชื่อเดิมของนางคือ จางหว่านเอ๋อห์ แต่เล็กเติบโตในเมืองเป่ยผิงมีคฤหาสน์สกุลจางทำกิจการค้าม้าสายพันธุ์ดีตลอดสามรุ่น ครั้งหนึ่งเคยได้รับความไว้วางใจจากราชสำนักสร้างกำไรได้มากโข ถือเป็นหนึ่งในตระกูลชนชั้นสูงที่มีเกียรติประจำเมือง ในฐานะคุณหนุใหญ่หวานเอ๋อห์เรียนรุ้กิจการทางบ้านออกฝึกฝนม้าศึกก่อนจำหน่ายด้วยตนเอง ด้วยความมีไหวพริบและวาจาฉะฉานนับว่าเป็นสตรีที่มีความสามารถคนหนึ่ง
ในอดีตมีซินแสลัทธิเต๋าดูชะตาของนางบอกว่าเกิดวันหยาง เดือนหยาง ปีหยาง เป็นกาลกิณีต่อสุกลจาง อนาคตจะนำภัยสู่คนรอบข้าง แต่ครอบครัวของนางไม่เชื่อและไล่ซินแสไป ครอบครัวมีพี่น้องเจ็ดคนมีเพียงน้องสาวคนเล็กที่สนิทสนมตัวติดกันกับหว่านเอ๋อห์ ด้วยความรักนางจึงเสียสละให้กับผู้เป็นน้องทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างขนมที่ชอบ เสื้อผ้าก็ให้อีกฝ่ายเลือกก่อน แม้แต่เรื่องใหญ่… อย่างการแต่งงาน
จางหว่านเอ๋อห์มีคู่หมั้นเป็นลูกชายของสหายมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม้มีใจรักต่ออีกฝ่าย แต่เมื่อทราบว่าน้องสาวของตนชื่นชอบบุรุษคนเดียวกันก็หักใจส่งเสริมทั้งคู่ นางแสร้งป่วยหนักรักษาไม่หายเพียงเพื่อเมื่อถึงวันแต่งงานบิดาและมารดาจะได้ให้น้องเล็กแต่งออกไปแทน ค่ำคืนที่ประดับไปด้วยอักษรมงคลหว่านเอ๋อร์ร่ำไห้เพียงผู้เดียวในห้องของตนเองเก็บข้าวข้องและตั้งใจจะไปจากเผ่ยผิง แม้จะเสียใจทว่าสุดท้ายยังสามารถยิ้มได้เมื่อคิดว่าคนที่นางรักที่สุดทั้งสองคนมีความสุข นี่เป็นเพียงแค่การเสียสละก้าวออกมา
ทว่าฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าบ่าวพบว่าเจ้าสาวมิใช่หว่านเอ๋อร์ เขาออกตามหานางท่ามกลางมรสุมจนเคราะห์ร้ายตกจากหน้าผา ด้านของน้องเล็กที่อับอายและตรอมใจเมื่อรักไม่สมหวังก็เลือกจบชีวิตตนเอง ทั้งสองครอบครัวต่างโทษว่านี่คือความผิดของหว่านเอ๋อห์ มีเพียงบิดาและมารดาของนางที่เห็นใจสั่งให้หญิงสาวอยู่แต่ในบ้านเพื่อสำนึกผิดแต่จริงๆ ต้องการปกป้องบุตรสาวจากคำประนามของคนในเมือง
ช่วงที่ถูกขังอยู่ในจวนนางทุกข์ทรมานกับภาพหลอนของน้องสาวและชายคนรักเก่าจนเจียนคลั่ง หญิงสาวหาทางออกโดยการฝึกฝนตนเองทั้งศึกษาตำราและว่าจ้างคนค้าศาสตร์ศิลป์ให้มาสอนตนจนไม่มีช่วงว่างฟุ้งซ่าน เพราะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในโลกของตนเองแบบนั้นในยามที่โจรกบฎบุกเข้ายึดเมืองบ้านเกิด หว่านเอ๋อห์ตัวอีกครั้งเมื่อมารดาเสี่ยงชีวิตพาตนและบิดาที่บาดเจ็บสาหัสออกจากเมือง ภายในค่ำคืนเดียวตระกูลจางที่เคยมั่งคั่งสูญสิ้นทั้งสมบัติและญาติมิตรกว่าห้าสิบชีวิต
ตลอดเส้นทางอพยพหว่านเอ๋อห์ไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ นางเต็มไปด้วยความกลัวยามที่เห็นบาดแผลฉกรรน์ของบิดานอนลมหายใจรวยริน นางพบว่าอยุ่ต่อหน้าความตายตนไม่มีความสามารถช่วยเหลือคนที่รักได้เลย หรือในยามที่พี่ชายทั้งสามอาสาออกไปรบเพื่อกู้คืนเมืองก็ไม่มีแม้ความมั่นใจพอจะไปรั้งตัวพวกเขาไว้ก่อนทั้งหมดจะกลายเป็นร่างไร้ศีรษะให้นกกาจิกกิน
พี่น้องทั้งเจ็ดเหลือนางเพียงผู้เดียว เมื่อมารดาฝังศพสามีและลูกๆ ทั้งหกจนเหลือแค่นาง ความทุกข์โศกที่รุมเร้าก็ทำให้สตรีที่เคยแข็งแกร่งเสียสติไป เพื่อป้องกันไม่ให้มารดาทำร้ายตัวเองรึคนอื่น ตลอดการอพยพหว่านเอ๋อห์จึงทำได้เพียงล่ามมารดาไว้กับตัวเอง หลังจากคืนนั้นหญิงสาวไม่เคยได้หลับสนิทอีกเลย
เมื่อพวกเขาอพยพถึงนครฉางอันช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังดำเนินต่อเมื่อทั้งมารดาและตัวนางต่างป่วยหนักด้วยโรคร้าย ชาวบ้านคนอื่นๆ ทอดทิ้งพวกเขานอนรอควมตายที่ศาลเจ้าฉางเอ๋อห์จนกระทั่งมีกลุ่มคนใจบุญนำอาหารและน้ำมาเลี้ยงผู้ประสบภัย
หว่านเอ๋อห์คิดว่าตนและมารดาคงไม่รอด เรี่ยวแรงจะขยับไปต่อแถวรับอาหารยังไม่มี นางหลับตาลงอย่างจนใจสุดท้ายกลับมีมือที่ขาวราวกับหิมะคู่หนึ่งหยิบยื่นชามน้ำแกงสีทองมาป้อนตนทีละคำ พร้อมให้กำลังใจและหลักยึดเหนี่ยวเพื่อให้ตนและมารดามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่าทอดทิ้งความหวัง สำหรับจางหว่านเอ๋อห์นั่นเป็นน้ำแกงที่หอมหวานและอร่อยที่สุดในชีวิต พวกเขาไม่เพียงหาอาหารและเสื้อผ้าที่สะอาดให้แต่ยังจัดหาหมอฝีมือดีมารักษาชาวบ้านที่เเจ็บป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หญิงสาวจดจำบุญคุณครั้งน้นไว้และพยายามสืบหาชื่อของผู้มีพระคุณจนติดตามมาถึงเมืองซินเย่
ตลอดเส้นทางนางพบเห็นการต่อต้านความเชื่อที่แตกต่างทว่าผู้มีพระคุณก็ไม่เคยหวั่นไหว มุ่งมั่นที่จะสร้างความเสมอภาพและดินแดนแห่งปัญญา สถานที่ซึ่งมอบพลังงานบวกให้ทุกคนโดยไม่แบ่งแยก หลังเกิดศรัทธาในตัวคนผู้นั้นก็ตามมาด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นางเข้าไปพบท่านเจ้าเมืองเพื่อส่งต่อความตั้งใจของตนและได้รับการตอบรับ “วันที่ข้าพบท่านคือกลางฤดูร้อน ท่านใช่ช้อนเงินป้อนน้ำแกงคำนั้นทำให้ข้ารอดชีวิต จากวันนี้ไปข้าไม่ใช่ จางหว่านเอ๋อห์ แต่เป็น จางเซี่ย(ฤดูร้อน)อิน(สีเงิน)”
นางเปลี่ยนชื่อเรียกของตนเพื่อย้ำเตือนใจถึงผู้มีพระคุณ ผู้ที่มอบความหวังและความหมายในการมีชีวิตอยู่ให้ตนอีกครั้ง รวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นคืนแผ่นดินเกิดทำให้บัญญัติศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นจริงขึ้นมา
|