[นอกเมืองเฉินหลิว] กระท่อมสกุลกัว

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-8-15 23:29:59 |โหมดอ่าน




กระท่อมสกุลกัว

{ นอกเมืองเฉินหลิว }











【กระท่อมสกุลกัว】

กระท่อมหลังน้อยที่พักอาศัยของกัวเจีย บัณฑิตเร้นกายปกปิดความสามารถ
แวดล้อมสวนผัก บรรยากาศร่มรื่นและเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ด้านหลังมีขุนเขา
ด้านหน้าเป็นสวนดอกไม้ตามมีตามเกิด เครื่องเรือนด้านในเรียบง่ายมีไม่กี่ชิ้น
มีชาวบ้านชาวบ้านรอบ ๆ ไม่กี่ครัวเรือนที่มักแวะเยี่ยมเยียนเป็นระยะ
เพื่อขอให้ช่วยเหลือด้านการให้คำปรึกษา





[028] กัว เจีย (กุยแก) (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่)


[ไม่ใช้แล้ว ตอนนี้อยู่บ้าน]
* ไม่อยู่บ้าน พักผ่อนได้ตามสบาย ประตูไม่ได้ล็อก อย่ามือบอน *











ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-8-29 22:47:34
[ทางเลือกน้องหมู] โรงเชือด or คุณอุปถัมภ์

น้องหมู (ข้อมูล)



::.คำอธิบายเควส.::
- คำในวงเล็บ อาทิ (พ่อหนุ่ม/สาวน้อย) เลือกคำใดคำหนึ่งมาใช้ ให้เข้ากับคุณ -
- [...] สีน้ำเงิน คือ โรลคำพูดเฉพาะคนมีลักษณะนิสัยตามที่ระบุ -




.: เงื่อนไขเควส :.
- แล้วแต่ใครจะทำ ไม่ทำก็ผ่านไป -
- เข้าร่วมได้คนละ 1 คนเท่านั้น หากมีคนทำเสร็จแล้วไม่สามารถทำได้ -
- มีความสัมพันธ์กับ กัวเจีย หัวใจ 4 ดวง -
- ระยะเวลาทำเควส วันที่คอมมูนิตี้เปิด จนถึง 31 ธันวาคม 2564 -



.: โรลเพลย์เปิด :.


       - เขียนโรลเพลย์เข้าฉากคัทซีน กำลังเจอกัวเจียยืนพิจารณาลูกหมูที่หลงมา -

     เฮือก.... เสียงถอนหายใจกัวเจียถอนอย่างคิดไม่ตก แม้เขาจะสนุกกับการใช้ชีวิต แต่นี่ต้องฆ่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ แล้วยังแววตาใสแป๋วมันสิ....
        "ข้าจะเอาไงดีกับเจ้านะ" กัวเจียยืนเท้าคางมือกุมคางอย่างครุ่นคิด มองลูกหมูที่หลงทางมาทำลายสวนผักของเขา
        "...." @คุณ
        กัวเจียได้ยินคนที่เขาเพิ่งวทำความรู้จักไม่นาน เขาก็พอคาดเดาได้จากน้ำเสียงและคำพูดว่าเป็นใคร "อืม มาตรงเวลาดีนะ ข้าคิดอยู่แล้วเจ้าจะต้องมา"
        "...." @คุณ
        "เจ้านี่ก็ชมข้าอีกแล้ว จะให้ข้าลอยตลอดเลยหรือไงกัน อะ" กัวเจียเสียดแทงอีกฝ่าย พลางเลิกคิ้วถามกลับ
        "...." @คุณ
       "ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ข้าหนักใจหรอก ก็แค่เจ้าหมูตัวนี้มาจากไหนไม่รู้บุกรุกทำลายแปลงผักสวนครัวข้า" กัวเจียหันมาก่อนกล่าวตอบเรา "ข้ากำลังชั่งใจดีว่าจะส่งเจ้านี่ไปรับบทลงโทษที่โรงเชือดในเมืองหรือจะหานายดีให้มันได้รับการดูแล"
        "...." @คุณ
        "ซึ่งเมื่อคืนข้าดูดาว แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าหมูตัวนี้ คนคุ้นเคยก็คือเจ้าจะมาพบข้า และเจ้าจะพบคู่หูที่จะรับใช้ด้วยความซื่อสัตย์ตราบที่เจ้าถนอมมัน" กัวเจียกล่าวอีกฝ่าย พลางลอบมองสายตาของเขาชำเลืองมองคุณเป็นพัก ๆ เพื่อดูปฏิกิริยา หากอีกฝ่ายเป็นคนที่มีปณิธานที่จะเป็นใหญ่และมุ่งมั่นก็น่าสนนะ สำหรับเขาที่อยากแสดงฝีมือช่วยนายที่ทะเยอทะยาน
        "...." @คุณ
        "เอาล่ะ ข้าตัดสินใจได้แล้วข้าว่าจะมัดมันไปส่งโรงเชือด ให้พวกเขาจัดการเอง" กัวเจียลอบมองอีกฝ่ายก่อนเดินไปจะมัดหมู มือของเขาลูบศีรษะมันอย่างเข้าใจและรอมันวางใจเขาก่อนจะมัด
        "...." @คุณ
        (1) ขัดกัวเจีย ขอรับอุปถัมภ์ลูกหมู (ได้รับลูกหมู 1 ตัวเป็นสัตว์เลี้ยงของคุณ) ~ (2) สนับสนุนกัวเจีย ส่งลูกหมูไปโรงเชือด

        (1) ขัดกัวเจีย ขอรับอุปถัมภ์ลูกหมู (ได้รับลูกหมู 1 ตัวเป็นสัตว์เลี้ยงของคุณ)
         "เจ้าว่าอะไรนะ" ขณะที่กัวเจียกำลังจะมัดลูกหมู ก่อนเขาได้ยินสิ่งที่ต้องการ หันมาทางอีกฝ่ายถามอีกครั้ง
        "...." @คุณ
        (หากคุณเป็นคนมีลักษณะนิสัย เห็นอกเห็นใจ จะเพิ่มน้ำหนักการช่วยชีวิตลูกหมู ได้รับ ความสัมพันธ์กับกัวเจียพิเศษโบนัสเพิ่มอีก +15)
        "เจ้าบอกว่าจะอุปถัมภ์เจ้าลูกหมูซุกซนตัวนี้หรือ" กัวเจียแสยะยิ้มที่เป็นตามแผนของเขา แม้เดิมพันจะสูง แต่เขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ใจร้ายเกินจะเห็นลุกหมูโดนเชือด
        "...." @คุณ
        กัวเจียแกะเชือกขาลูกหมูที่เขาเพิ่งมัดไปได้เงื่อนเดียวก่อนจะอุ้มมันมาให้คุณ "เจ้าตัวซนนี่ก็เป็นของเจ้าแล้วล่ะนะ"
        "...." @คุณ
        "แบบนี้เราควรดื่มเหล้าฉลอง ว่าแต่เจ้ามาคราวนี้มีเหล้าติดตัวมาบ้างไหม" กัวเจียกล่าวพลางรู้ทันอีกฝ่าย ทุกทีที่เขามามักนำของฝากมาด้วยตลอด (หากเป็นสุราหลูโจวมอบให้กัวเจีย จะได้รับโบนัสความสัมพันธ์อีก +20)
        "...." @คุณ
        กัวเจียรับสุราจากอีกฝ่าย ก่อนเปิดฝาจุก "แก่อิสรภาพลูกหมู" เขากล่าวก่อนซนไหกับอีกฝ่าย
        "...." @คุณ
        (มอบสุราหลูโจว ให้ใช้ประโยชน์นี้) "นี่มันยอดสุรานี่หน่า ข้ากำลังหาซื้อมันอยู่พอดี ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะได้มาครอง" กัวเจียกล่าวขึ้นก่อนชนอีกรอบกับอีกฝ่าย "ดื่ม ๆ"
        "สุราดี เยี่ยม เยี่ยมมาก ข้านับถือเจ้าจริง ๆ" กัวเจียกล่าวยิ้มก่อนชนอีกฝ่ายพร้อมชดดื่มอีกด้วยความสำราญใจ
        "...." @คุณ
        - เขียนโรลเพลย์อิสระจบ หรือ จะจีบประจำวันนี้ต่อได้เลย -
          รางวัลเควส: ได้รับ ลูกหมูป่า 1 ตัว , 30 EXP ,  ความสัมพันธ์กับกัวเจีย+50 (ไม่รวมโบนัสด้านบน)
.
        (1) (2) สนับสนุนกัวเจีย ส่งลูกหมูไปโรงเชือด
     - หากมีลักษณะนิสัยใจดำ , ซาดิสม์ เลือกทางนี้จะได้รับโบนัส 8 Point -
         "ข้าก็ว่าแบบนั้นคงจะดี..." กัวเจียกล่าวพลางผิดหวัง แต่เขาก็ไม่แสดงใด ๆ ออกมา เพียงแต่หลังจากนี้คงเลิกที่จะเชื่อในความเป็นนายที่ดี
        "...." @คุณ
        "เช่นนั้นข้าจะเตรียมส่งมันไปยังโรงเชือดในเมือง เจ้าช่วยให้ข้าตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะเลยสหาย ขอบคุณ" กัวเจียกล่าวพลางแสยะยิ้ม ใช่สำหรับเขาช่วยให้ตัดสินใจง่ายจริง ๆ คนผู้นี้ไม่รู้จักการเลือกใช้คน แม้เจ้าหมูตัวนี้จะทำงานเล็ก ๆ หาเห็ดให้เขา นั่นหมายความว่าอนาคตต่อให้มีคนไร้ชื่อเสียงอยู่ตรงหน้าเขา มีความสามารถเพียงใดก็ไม่เล็งเห็น
        "...." @คุณ
        - เขียนโรลเพลย์อิสระจบ หรือ จะจีบประจำวันนี้ต่อได้เลย -
          รางวัลเควส: ได้รับ 35 EXP ,  30 ตำลึงเงิน , ความสัมพันธ์กับกัวเจีย+15
      
            * ทุกการดำเนินการจะได้รับชื่อเสียงของคุณตามทางที่เลือก และ สอดคล้องกับนิสัย สูญเสียหรือได้รับโบนัสตามนิสัย *


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
จั่วซื่อจ้วนจ้วนจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x1
x1
x2
x12
x5
x635
x240
โพสต์ 2021-9-4 16:27:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด

เควสส่งก้อนสำริดสู่เฉินหลิว
(ระหว่างการเดินทาง)

          จากเมืองลั่วหยางเดินทางมาสู่เมืองเฉินหลิวใช้เวลาไม่นานมากนักเนื่องมาจากถานเจ๋อนั้นมีม้าจนสามารถพาม้าห้อวิ่งกันไปได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เร่งรีบเกินไปด้วยผู้ติดตามมักขอให้จิ้นอิ๋งหยุดพักอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตัวนางก็เป็นพวกใจอ่อนอยู่แล้วจึงพักตามคำขอไม่อิดออด อีกทั้งเวลาพักไป๋เซ่อที่ดูไม่คุ้นเคยการนั่งนิ่งบนหลังม้าก็ดูชอบใจกับการนั่งหมอบบนพื้นราบที่ไม่ได้เคลื่อนขยับไปมาเสียมากกว่าอีกด้วย จิ้นอิ๋งที่เห็นใจเจ้าไก่ตัวน้อยของนางเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีความต้องการพักอยู่บางส่วนเช่นเดียวกัน

          เช่นนั้นแล้วระยะเวลาที่ควรถึงเมืองเฉินหลิวตั้งแต่ยามเซิน กลับล่วงเลยจนเข้าช่วงกลางของยามโหย่วที่ท้องฟ้าเริ่มครึ้มลงหลายส่วน จิ้นอิ๋งถึงมาเยือนยังป่ารอบนอกของเมืองเฉิวหลิวในที่สุด แต่ระหว่างนั้นอันเนื่องจากเข้าสู่กลางฤดูใบไม้ร่วงที่ตลอดทางผืนฟ้าก็คล้ายตั้งเค้าเมฆเตรียมกลั่นเม็ดฝนโปรยมาตลอดทาง ในยามนี้ที่นางเพิ่งจะมาถึงเขตป่ายังไม่ทันได้มองหาว่าทางเข้าเมืองอยู่ทิศไหน สายน้ำหยดแล้วหยดเล่าก็กระหน่ำเทมาหลังส่งสัญญาณเตือนมาตั้งแต่ก่อนหน้า สร้างความแตกตื่นให้แก่จิ้นอิ๋งขึ้นมาเพราะไป๋เซ่อนั้นดูไม่ค่อยชอบฝนเท่าไหร่ แทบจะซุกเข้าหาตัวนางให้ต้องรีบค้อมตัวบังจนแผ่นหลังเล็กชื้นเปียกไปหมด

          และดูคล้ายสายฝนจะยิ่งโปรยหนักให้หญิงสาวตัดสินใจจะหาที่หลบก่อนเข้าเมือง และทันได้เห็นกระท่อมหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลพอดี นางจึงเร่งบังคับม้าให้ไปหลบยังเพิงไม้วางอุปกรณ์ทำสวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ใกล้กระท่อมนั้นพร้อมวางไป๋เซ่อลง ส่วนจิ้นอิ๋งกับถานเจ๋อก็ขยับพากันมาหลบฝนยังใต้ชายคากระท่อมไม่ให้ไปเบียดเสียดกับเหล่าสัตว์

          “ เป็นความผิดข้า.. ที่ขอให้ท่านหญิงพักบ่อยจนต้องติดฝนก่อนเข้าเมืองเช่นนี้ ขออภัยจริง ๆ ” ถานเจ๋อกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าสำนึกผิดเมื่อทันเห็นหญิงสาวกำลังกอดตัวเองที่เริ่มสั่นเทาอยู่

          “ ไม่หรอก ข้าอยากพักให้ไป๋เซ่อได้ลงจากหลังม้าด้วย เพราะงั้นท่านถานเจ๋อไม่โทษตัวเองนะเจ้าคะ ”

          จิ้นอิ๋งแก้ให้อีกฝ่ายได้สบายใจก่อนปล่อยให้รอบข้างโรยตัวด้วยเสียงสายฝนกระทบตกไม่หยุดพลางมองสำรวจยังสวนดอกไม้ที่จัดปลูกสะเปะสะปะไปเสียหน่อย ระหว่างที่นางเกือบจะหลุดจามออกมาอยู่ร่อมร่อจากความครั่นเนื้อครั่นตัวที่ชุดชื้นเปียก ประตูกระท่อมกลับเปิดออกพร้อมร่างบุรุษวัยไล่เลี่ยกับจิ้นอิ๋งก้าวมาผินตวัดสายตามองนิ่ง หญิงสาวเกือบสะดุ้งเมื่อไม่นึกว่าเจ้าของกระท่อมจะปรากฏตัวเช่นนี้ ทำเอาพาลนึกว่าคงเห็นผ่านหน้าต่างและไม่ชอบใจนักที่มีคนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนแถวกระท่อมตนก็เป็นได้ หยิงสาวจึงโค้งหาราวกับจะขอโทษอีกฝ่ายอยู่ในที

          “ ท่านคงเป็นเจ้าของกระท่อมแห่งนี้.. ข้ากู่จิ้นอิ๋งต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่อาศัยชายคากระท่อมท่านหลบฝนโดยไม่ได้ขอ ข้าเพียงตั้งใจมาส่งสำริดที่บ่อนเฉาเหอจวินเท่านั้นแต่ติดฝนเสียก่อน.. หากท่านไม่พอใจข้ายินดีออกจากพื้นที่ตรงนี้แล้วเร่งเข้าเมืองไปเจ้าค่ะ ”

          เอ่ยหาน้ำเสียงจริงใจด้วยท่าทีสุภาพป้องกันให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา ก่อนจิ้นอิ๋งจะสบตากับบุรุษแปลกหน้าราวคาดหวังรอการตอบรับที่ไม่ว่าจะโดนไล่ให้เร่งเข้าเมืองไปนางก็จะทำ ถึงอย่างนั้นคล้ายอีกฝั่งก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำเกินไป หลังสลับสายตามองไปมาระหว่างจิ้นอิ๋งและถานเจ่อครู่หนึ่งก็ขยับเบี่ยงตัวผายมือให้ทั้งสองได้เข้าไปภายในกระท่อมตน

          “ ฝนดูจะยังตกหนักเรื่อย ๆ เชิญพวกเจ้าทั้งคู่เข้ามาหลบด้านในก่อนแล้วกัน ”

          จบคำจิ้นอิ๋งก็เผยรอยยิ้มขอบคุณให้แก่อีก่ายพลางชวนให้ถานเจ๋อได้เร่งเข้าไปด้วยกัน ภายในที่ยังกลางกระท่อมมีพื้นไม้เปิดเป็นร่องที่มีกองไฟถูกจุดไว้อยู่ เรียกแววตากลมให้มองเสียไม่วางตาอย่างคาดหวังว่าอยากเข้าไปพิงเสียหน่อย แต่ก็เกรงใจเจ้าของกระท่อมที่ตอนนี้เดินสู่ยังข้างกองไฟนั้นพลางขยับไม้เขี่ยฟืนอยู่หากแต่ยังไม่เอ่ยชวน

          “ หนาวหรือไม่ท่านถานเจ๋อ? ” ด้วยเพราะจิ้นอิ๋งก็อยากพิงไฟ เลยถามผู้ติดตามขึ้นมาเพื่อหาแนวร่วมจะได้ขอพิงไฟกับเจ้าของกระท่อมนี้ด้วยกัน แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยขอ อีกฝั่งก็ได้เอ่ยเชื้อเชิญเสียก่อน

          “ เจ้ากับฟูเหรินของเจ้าเข้ามานั่งพิงกองไฟเสียก่อนที่จะเป็นหวัดเถิด ”

          ได้ยินเช่นนั้นแทนที่จิ้นอิ่งจะเร่งเดินไปกลับต้องทำหน้าตกใจขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับถานเจ๋อที่แทบจะชักสีหน้าออกมาและยืนทำหน้าขมึงตึงไม่คลายอยู่หน้าประตูไม่เขยื้อนไปไหนราวกับจะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าจะวางตัวเยี่ยงผู้ติดตามก่อนผายมือให้จิ้นอิ๋งได้ไปพิงเพียงคนเดียว

          ซึ่งนางก็เดินตามที่อดีตโจรผายมือ ทรุดนั่งไม่ไกลจากอีกบุรุษเจ้าของกระท่อม แต่ไม่ใช่เพราะเข้ามาเพื่อพิงไฟแล้ว แต่มาเพื่อจะแก้ความเข้าใจผิดก่อนหน้าเสียก่อน

          “ ข้ากับถานเจ๋อไม่ใช่สามีภรรยากันเจ้าค่ะ ถานเจ๋อเป็นผู้ติดตามของข้าก็เท่านั้น ”

          สิ้นประโยคใบหน้านิ่งเรียบของอีกบุรุษก็ราวเลิกคิ้วกลับหาขณะสบมองจิ้นอิ๋ง ทำเอาหยิงสาวแอบกระสับกระส่าย รับรู้ได้จากแววตาอีกคนว่าไม่ได้เชื่อถือคำกล่าวนางเท่าไหร่นักจนนางลนลานกล่าวอธิบายต่อจนเผลอหลุดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

          “ ถานเจ๋อเป็นอดีตโจรโพกผ้าเหลืองที่อยากกลับตัว ข้าจึงให้เขาติดตามมาด้วยเพื่อทั้งช่วยคุ้มกันข้าและคอยคุมดูพฤติกรรมเขาให้อยู่ในลู่ทาง.. เขาไม่ใช่สามีข้าจริง ๆ นะเจ้าคะ ”

          ยิ่งพูดราวกับยิ่งทำให้ใบหน้าคมของผู้ฟังขมวดมุ่น ก่อนผุดเป็นรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้าคมให้จิ้นอิ๋งใจกระตุกไปวูบหนึ่ง แต่ดูเป็นการกระตุกด้วยความหวาดหวั่นมากกว่าว่าจะยังโดนเข้าใจผิดอีกหรือไม่

          “ เจ้าดูร้อนตัวนัก.. แต่หากเป็นอย่างที่เจ้ากล่าวจริงเจ้าก็ไม่ระมัดระวังตัวเกินไป ”

          น้ำเสียงกึ่งดุกล่าวหาระหว่างที่อีกฝ่ายขยับไม้เขี่ยฟืนต่อโดนมีจิ้นอิ๋งนั่งหน้าหงอยอยู่ไม่ไกลราวกับไม่ยอมรับนักที่บอกว่าตนไม่ระวังตัว

          “ เป็นสาวเป็นนางกลับปล่อยให้บุรุษเพิ่งพบติดตามไม่ห่าง แล้วเขาบอกว่ากลับใจก็เชื่อเสียเดี๋ยวนั้น.. ยิ่งคิดตามข้าก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเจ้าจิตใจดีหรือก็แค่เป็นคนโง่กันแน่ ”

          ถ้อยคำเสียดสีแทงใจจิ้นอิ๋งอย่างตรงไปตรงมานั้นทำเอานางเกือบจะหลุดเบะร้องออกมา เพราะไม่เคยได้พบพานคนแบบนี้นัก นางคล้ายตั้งตัวไม่ทันและพลันสะเทือนใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่น่าแปลกที่กลับไม่ได้นึกโกรธเคืองใด ทั้งในหัวยิ่งรับฟังคิดตามก็อดเห็นด้วยขึ้นมาไม่ได้เสียอย่างนั้นอีกด้วย

          “ เจ้าควรปฏิบัติกับเขาให้รู้สถานะมากกว่านี้ ในอนาคตจะได้ไม่โดนกำเริบเสิบสานได้ ”

          อีกฝ่ายยังกล่าวต่อก่อนผินสายตามองหายังถานเจ๋อที่ดูมีท่าทางกระอั่กกระอ่วนขึ้นมา ยิ่งพอจิ้นอิ๋งมองตามสายตาอีกบุรุษมาหาก็ยิ่งก้มหลบดูเถียงสิ่งใดไม่ออก เพราะตัวถานเจ๋อก็เริ่มกำเริบขึ้นมาจริงอย่างตอนที่บอกให้พักม้าจนมาถึงเขตเมืองเฉินหลิวช้ากว่ากำหนดให้โดนฝนกันเช่นนี้

          ตัวจิ้นอิ๋งที่เห็นผู้ติดตามโดนดุเช่นนั้นไหนจะท่าทางดูน่าสงสารก็ลอบใจอ่อน หันมาส่งสายตาดูไหวระริกหาบุรุษแปลกหน้าที่พร่ำสอนพวกนางไม่หยุดตั้งแต่เมื่อครู่ ก่อนจะพยายามพูดแก้ความเข้าใจผิดแก่ตนกลับไป

          “ แต่.. จะสถานะใดก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อเช่นกัน ถึงเป็นผู้ติดตามข้าก็อยากปฏิบัติตัวกับเขาดี ๆ.. ไม่ได้หรือเจ้าคะ ”

          สิ้นคำดวงตาคมอีกฝ่ายก็มองดุกลับหาจิ้นอิ๋งอีกหนให้นางแทบห่อไหล่นั่งสำนึกผิดต่อหน้าขึ้นมาเสียได้ แต่สักพักหลังประสานตามองสบกันไม่ผละครู่หนึ่ง อีกบุรุษก็เป็นฝ่ายถอนสายตาออกมาก่อนพลางแว่วถอนหายใจผะแผ่วไม่รู้ครุ่นคิดสิ่งใดระหว่างเขี่ยฟืนอีกหนจนจิ้นอิ๋งเพิ่งรู้สึกตัวว่าหายหนาวมาตั้งแต่ก่อนหน้า

          “ ทำได้ แต่ก็ควรมีขอบเขตให้เหมาะสม.. เริ่มตั้งแต่คำพูดของเจ้าก็ดี คนจะได้ไม่เข้าใจผิดอีก.. มันจะเป็นผลเสียต่อตัวเจ้าเองแม่นางกู่ ”

          จิ้นอิ๋งฟังเงียบ ๆ ก่อนสุดท้ายจะยอมพยักหน้ารับอย่างจำยอมในที่สุด นางหันหน้าหากองไฟ เฝ้ามองเปลวเพลิงช่วงโชติเบื้องหน้าและให้ความอบอุ่นชะโลมจิตใจระหว่างที่ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวภายในกระท่อมเล็กนี้โดยไม่ได้แก้ตัวใดอีก



          เวลาผันผ่านราวหนึ่งก้านธูปเสียงฝนก็เบาลง เป็นสัญญาณให้ตัวจิ้นอิ๋งมองชะโงกผ่านหน้าต่างทันเห็นเม็ดฝนที่เล็กลงจนเหลือเพียงตกโปรย ก่อนจะค้อมขอบคุณเจ้าของกระท่อมหลบฝนดูเตรียมตัวจากไปไม่ให้รบกวนไปมากกว่านี้

          “ ขอบคุณสำหรับที่หลบฝนเจ้าค่ะ จิ้นอิ๋งขอทราบนามผู้มีพระคุณได้หรือไม่เจ้าคะ ในภายภาคหน้าข้าจะได้มาตอบแทนให้ท่านได้ ”

          อีกบุรุษไม่ได้ตอบคำถามจิ้นอิ๋งในทันที เพียงผุดลุกยืนขึ้นก่อนหายเข้าไปในห้องหนึ่งให้นางมองตามอย่างติดฉงน จนทันเห็นออกมาพร้อมกับร่มคันหนึ่งก่อนยื่นส่งให้นางไปพร้อมกับเอ่ยตอบคำถามก่อนหน้า

          “ ข้ามีนามว่า กัวฟ่งเสี้ยว หากจะตอบแทนข้าขอเป็นไก่ขอทานหลังเจ้าส่งสำริดเสร็จก็แล้วกัน ”

          ขณะที่เกือบจะซึ้งใจที่ได้รับน้ำใจจากร่มของบุรุษหนุ่ม ก็ทันได้ยินคำขอของตอบแทนตรงไปตรงมาที่ทำเอาจิ้นอิ๋งเผลอสบสายตาอีกฝ่ายแทบจะเดี๋ยวนั้นหลังสิ้นประโยค รอยยิ้มพลันวาดออกดูเจือความขบขันอยู่หลายส่วนเลยเชียวที่อีกฝ่ายรู้ถึงค่าตอบแทนเกี่ยวกับงานส่งของที่นางกำลังทำอยู่ ไม่แคล้วมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งอยู่เป็นประจำจนรับรู้ทั่วกันเช่นนี้

          “ เจ้าค่ะ หากข้าได้ค่าจ้างมาแล้วจะเอามาแบ่งให้ท่านด้วยนะเจ้าคะท่านกัวฟ่งเสี้ยว ”

          เอ่ยให้คำสัญญากลับไป ก่อนจะรับร่มอีกฝ่ายที่ตั้งใจจะเอามาคืนให้ในตอนเอาไก่ขอทานมาตอบแทน ถึงได้พาถานเจ๋อออกจากกระท่อมและเดินทางต่อจนเข้าตัวเมืองเฉินหลิวในเวลาต่อมา

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-6 00:07:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ไก่ขอทาน

          เช้าวันใหม่ที่เขตเมืองลั่วหยาง จิ้นอิ๋งที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปยังเมืองเฉินหลิวและนำของตามที่เคยให้สัจจะกับบุรุษผู้หนึ่งไว้ นางได้ย้อนไปยังส่วนเขตจตุรัสของเมืองเสียก่อนเพื่อที่จะได้ทำการสอบถามสูตรวิธีทำไก่ขอทานจากพ่อค้าหวัง เผื่อคราวหน้านางจะได้ลองทำอาหารด้วยตัวเองบ้าง ซึ่งฝั่งพ่อค้าก็ไม่อิดออดใดบอกเล่าสูตรให้แก่หญิงสาวอย่างไม่คิดปิดบัง แต่ก็แอบมีกระซิบถึงสูตรลับที่ทำให้อร่อยขึ้นขอเพียงจ่ายอีแปะเพิ่ม จิ้นอิ๋งที่รู้แกวพ่อค้าหวังนักค้ากำไรจึงทำทีหรีตาใส่อย่างกึ่งขบขันแล้วบอกจะมาทำงานแลกให้คราวหน้าดีกว่า อีกฝ่ายก็คล้ายยิ่งชอบใจบอกจะรอจิ้นอิ่งกลับมายังลั่วหยางอีกหน

          เมื่อเสร็จสิ้นธุระพร้อมกับตุนเสบียงไว้ระหว่างเดินทาง ทั้งนางและถานเจ๋อผู้ติดตามก็ไปเอาม้าจากคอกฝากและทำการเดินทางย้อนไปทางตะวันออกเพื่อเข้าเมืองเฉินหลิวตามกำหนด โดยระหว่างทางนั้นไป๋เซ่อที่ดูชินเริ่มยอมหลับลงในอ้อมแขนของจิ้นอิ๋งทำให้หยุดพักม้าน้อยลงรวมถึงตัวถานเจ๋อเองก็ร้องขอที่จะพักน้อยลงด้วยเช่นกัน ในคราวนี้ทั้งคู่จึงมาถึงเร็วกว่าวันก่อน คือช่วงยามเว่ย และเพราะเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงยามไร้ฝนแดดก็อ่อนตัวลงแม้พระอาทิตย์ยังลอยเด่น การเดินทางจึงค่อนข้างราบรื่นมากเลยเชียว


          ยังส่วนนอกเมืองเฉินหลิว จิ้นอิ๋งที่จำทางที่ตั้งของกระท่อมสกุลกัวไม่ได้เกือบจะต้องเข้าเมืองไปสอบถามจากคนในเสียแล้ว ถ้าไม่เพราะสวนทางกับชาวบ้านผู้หนึ่งพอดี อีกฝ่ายที่เพิ่งไปขอคำปรึกษามาจากเจ้าของกระท่อมก็บอกทางให้อย่างเต็มใจด้วยพาลนึกไปว่าหญิงสาวคงนึกอยากปรึกษากับอัจฉริยะผู้นั้นด้วย เลยพลอยเอ่ยส่งอวยพรแก่นางให้ได้รับคำตอบของปัญหาที่ค้างคาใจ

          ทางด้านจิ้นอิ๋งที่ได้ยินเช่นนั้นก็คล้ายมีสีหน้าที่ทั้งคาดเดาไว้อยู่แล้วระคนกับความชื่นชมขึ้นมาวูบหนึ่ง อาจเพราะนางคาดคะเนจากรูปลักษณ์และความรู้สึกของนางเองที่ไม่ได้รู้สึกกริ่นเกร็งเท่าใดนักยามเมื่อนั่งคุยกันในวันฝนตกนั้นว่าช่วงวัยของอีกฝ่ายคงไม่ต่างกันกับนางมาก แต่กลับมองคนผ่านการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างแม่นยำ ไหนเลยจะมีชาวบ้านวัยโตมาคอยแวะพบพานเพื่อขอคำปรึกษาอีก

          “ อืม… ท่านกัวฟ่งเสี้ยวคงปราดเปรื่องน่าดู เห็นด้วยหรือไม่ถานเจ๋อ ”

          เอ่ยเสียงใสถามความเห็นจากผู้ติดตาม แต่กลับได้เสียงถอนหายใจดังเฮอะออกมาให้มองฉงน กิริยาดูถูกฉายชัดแม้ไม่เอ่ยออกทำให้จิ้นอิ๋งเอ่ยเตือนถึงท่าทางอีกฝ่ายให้ลดความเสียกริยามารยาทเหล่านั้นลงด้วย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้นึกเอ่ยเงื่อนไขบทลงโทษใดออกไปหากไม่ปฏิบัติตาม เพียงแต่เอ่ยทิ้งท้ายถึงความเชื่อใจว่าถานเจ๋อจะไม่ทำให้ตนที่เป็นนายต้องขายหน้า เพียงเท่านั้นผู้ติดตามก็ได้เก็บสีหน้าเค้นเขี้ยวเค้นฟันลงอย่างจำยอม

          ดูแล้ววิธีประนีประนอมของจิ้นอิ๋งคล้ายจัดการผู้ติดตามได้เสียอยู่หมัดเลยเชียว


          เพลาผันผ่านได้ราวหนึ่งเค่อ ม้าสองตัวก็พาคนทั้งคู่มาเยือนยังกระท่อมสกุลกัวตามต้องการในที่สุด ร่างของบุรุษคุ้นหน้ายามนี้กำลังก้ม ๆ เงย ๆ จัดการยังสวนดอกไม้ดูขมักเขม้นอยู่ จิ้นอิ๋งจึงผละไปผูกม้าใต้ร่มเงาก่อนเดินเข้าหาทักทายอีกฝ่ายพลางทรุดลงนั่งยองไม่ไกลระหว่างทอดสายตามองตามแปลงเบื้องหน้าไปด้วย

          “ สวัสดียามบ่ายเจ้าค่ะท่านกัวฟ่งเสี้ยว ถอนวัชพืชอยู่หรือเจ้าคะ? ”

          เอ่ยถามระหว่างมองมือเรียวของอีกบุรุษดึงหญ้าที่ขึ้นรกแทรกตามส่วนกอดอกไม้ไปมาจนนึกอยากทำไปด้วย แต่ก็กลัวว่ารบกวนจนได้แต่นั่งอยู่เฉย ๆ จนรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองหาของอีกฝ่ายถึงเลื่อนสบกลับไปทั้งรอยยิ้ม

          “ แล้วเจ้าเห็นข้าทำอะไรอยู่เล่า? ”

          กลายเป็นโดนย้อนถามให้เผลอยิ้มค้างส่งหา ก่อนจิ้นอิ๋งจะเผลอยู่ปากเล็กลงน้อย ๆ จนแว่วเสียงหัวเราะแผ่วดังในคอจากอีกบุรุษ ก่อนฝั่งนั้นจะเริ่มลงมือทำงานต่อพร้อมยอมกล่าวตอบคำถามของหญิงสาวดี ๆ

          “ ก็ถอนวัชพืชอย่างที่เจ้าเห็น… ส่วนถ้าจะเอาไก่ขอทานให้ข้า ค่อยให้หลังข้าเสร็จงานก่อนแล้วกัน ”

          จบคำก็ชูมือเปื้อนดินให้จิ้นอิ๋งได้เห็นว่ายังรับของไม่ได้ ซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้ารับไม่ค้านอะไรก่อนจะหันไปบอกให้ตัวถานเจ๋อถือกล่องอาหารรอในร่มเสียก่อน ส่วนตัวนางเองนั้นไม่ได้ผละเข้าร่มตามแต่อย่างใดกลับหันมาเสนออาสาช่วยเหลืออีกฝ่ายน้ำเสียงแข็งขัน หากแต่แววตากลมใสประกายที่กวาดมองยังแปลงดอกไม้เบื้องหน้าคล้ายอยากช่วยเพราะอยากรู้อยากเห็นมากกว่าช่วยเพื่อให้งานเสร็จไวขึ้น

          “ งั้นให้ข้าช่วยด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ? ”

          ‘ ข้าอยากลอง! ’

          ประโยคหลังกล่าวเพียงในใจด้วยกลัวอีกคนจะพาลรู้ไปว่าตนไม่เคยทำและแค่อยากลองเท่านั้นจนปฏิเสธไป แต่กัวฟ่งเสี้ยวก็เงยหน้าสบหาจิ้นอิ๋งอีกหน แววตาคู่คมดูรู้ทันอยู่ในทีจนหญิงสาวพยายามยิ้มเผล่สู้กลับหา สุดท้ายก็ยินยอมผงกศีรษะกลับให้แว่วเสียงหัวเราะดีใจจากนาง แต่ก็ต้องย้อนกลับมาเป็นรอยยิ้มแหยแทบจะเดี๋ยวนั้นหลังได้ยินประโยคที่อีกบุรุษตอบกลับมา

          “ ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้นล่ะ ไม่ใช่ทำให้งานข้าเพิ่ม.. เจ้าจัดการแปลงฝั่งนั้นแล้วกัน ”

          ชี้นิ้วให้หญิงสาวได้มองตามไปยังแปลงดอกไม้ส่วนที่มีร่มเงากว่าส่วนอื่น ซึ่งจิ้นอิ๋งก็พยักหน้ารับแข็งขัน แต่ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปทำงานส่วนของตนก็ทันสังเกตถึงส่วนที่นางได้ไปทำงานที่มีเงาแมกไม้บดบังต่างจากส่วนบริเวณของอีกบุรุษที่นั่งยองดึงวัชพืชนั้นมีแดดอ่อนยามบ่ายส่องอยู่ แม้ไม่ได้สร้างความร้อนมากเท่าไหร่ แต่ก็เห็นหยาดเหงื่อล้อมกรอบใบหน้าคมของอีกฝ่าย ร่มในมือของจิ้นอิ๋งที่กะเอามาคืนตั้งแต่แรกจึงจัดการกางออก ก่อนวางพาดด้ามร่มลงลาดไหล่กว้างของกัวฟ่งเสี้ยวให้ส่วนร่มบังแนบเหนือหัวเอาไว้

          “ จะได้ไม่ร้อนเจ้าค่ะ ”

          จบคำที่เอ่ยอย่างจริงใจ ร่างเล็กก็ผละไปทำงานในส่วนของตัวเองพลางเรียกถานเจ๋อมาช่วยแนะนำให้อีกทอดหนึ่ง มิเช่นนั้นหากต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมดนางกลัวจะไปถอนดอกไม้ของอีกฝ่ายเข้าให้ ซึ่งผู้ติดตามก็คอยช่วยแนะอย่างตั้งใจจนสุดท้ายจิ้นอิ๋งก็สามารถถอนวัชพืชออกได้เสร็จสิ้น พอดีกับงานส่วนของบุรุษแซ่กัวที่ใกล้เสร็จเช่นกันให้ตัวนางเข้าไปช่วยอีกเล็กน้อยก็เรียบร้อยดี ทั้งคู่จึงผุดลุกก่อนพากันมาล้างไม้ล้างมือยังถังใส่น้ำที่ใช้สำหรับรดน้ำแปลงต่อ
          .
          .
          “ นี่เจ้าค่ะ ไก่ขอทาน ตามสัญญา ”

          พอมือสะอาดสะอ้านจิ้นอิ๋งก็เรียกถานเจ๋อให้มาหาก่อนเอากล่องใส่ไก่ขอทานส่งให้แก่อีกบุรุษที่ตอนนี้แทบจะหลุดรอยยิ้มขบขันหาให้นางเผลอกระพริบตากลับราวกับกำลังคิดว่ากำลังทำอะไรผิดอยู่

          “ แค่บุรุษเพิ่งพานพบเอ่ยขอของก็เอามามอบให้ไม่มีทัดทาน ถ่อย้อนจากลั่วหยางส่งตรงมายังเฉินหลิว.. สิ่งที่ข้าเคยกล่าวเตือนให้ระมัดระวังไปก่อนหน้าไม่ได้เข้าหัวเล็ก ๆ ของเจ้าเลยหรือแม่นางกู่ ”

          แววตากลมเบิกขึ้นดูลนลาน รีบส่ายหน้าปฏิเสธคำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเหล่านั้น ริมฝีปากเล็กเกือบจะยู่เข้าหากันอีกหนแต่ก็ขยับกล่าวแก้คำกล่าวหาเหล่านั้นไปเสียก่อน

          “ ไม่ใช่แค่กับบุรุษเสียหน่อย.. กับสตรีถ้ามีพระคุณกับข้า ข้าก็ยินดีเอาของมาตอบแทนนะเจ้าคะ อีกอย่างข้านำคำท่านกลับไปคิดทั้งคืนเชียว ข้าระมัดระวังตัวขึ้นอยู่นะเจ้าคะ ”

          ประโยคท้ายคล้ายพยักพเยิดไปยังด้านหลังตนให้เห็นถึงถานเจ๋อที่ยืนถมึงทึงอยู่ โดยต้องการจะสื่อว่าตนวางตัวกับผู้ติดตามที่เป็นบุรุษให้เหมาะสมขึ้นแล้ว แม้ยังมีห่วงใยและติดดูแลตามนิสัยของนาง หากก็ลดการคุยเล่นคุยหยอกลงมากและเริ่มจะที่จะกล้าดุกล่าวในสิ่งที่อีกฝ่ายทำผิดเสียด้วย ร่างเล็กที่คิดว่าตนได้แก้ไขตามคำอีกฝ่ายนั้นแทบจะยืดตัวเชิดคางใส่เล็กน้อยให้เห็นว่าถึงความมั่นใจว่าตนแก้ไขแล้วจริง ๆ ก่อนยื่นส่งอาหารแทบชิดตัวอีกบุรุษให้ยอมรับของตอบแทนจากนางไป

          ทว่าร่างตรงหน้ากลับเคลื่อนกายหาจนกล่องในมือนางที่ยื่นส่งถูกดันร้น ใบหน้านวลเงยสบตาบุรุษแซ่กัวดูติดงงงวย หากแต่ไม่ได้ถอยหนีไปอย่างตอนที่โดนเถ้าแก่เฉาปินเข้าหา ทั้งที่สถานการณ์คล้ายกัน ทว่าราวหญิงสาวจะวางใจกับบุคคลตรงหน้าจนไม่ได้นึกหวาดหวั่น หรือไม่ก็แค่กำลังรอฟังว่าบุรุษเบื้องหน้าจะเอ่ยสอนอะไรอยู่จนลืมสนใจระยะห่างทั้งคู่ที่มีแค่กล่องอาหารกั้น หรืออาจจะทั้งสองเหตุผลรวมกัน

          “ โกหก… ไม่เห็นจะนำคำข้าไปคิดเลย ”

          เอ่ยเสียงแผ่วพร้อมผินใบหน้ามองดวงหน้าจิ้นอิ๋งที่เงยสบหาอย่างไร้การระมัดระวังใด แต่แทนที่นางจะยอมถอยกลับยืนนิ่งยังที่เดิมก่อนจะเอ่ยตอบกลับถึงเหตุผลที่ไม่หวั่นเกรงอีกคนอย่างตรงไปตรงมา

          “ ข้าแค่วางใจในตัวท่านกัวฟ่งเสี้ยว ผู้ที่ยอมให้คนแปลกหน้าหลบฝนยังในตัวเรือน ท่านไม่ทำอะไรข้าหรอกเจ้าค่ะ.. อีกอย่างอายุอานามท่านดูไม่ได้ห่างจากข้านัก คงยังไม่ถึงวัยสวมหมวกเสียด้วยซ้ำ ทำข้าอดนึกถึงน้องชายของข้าไม่ได้เลยเชียว ข้าไว้ใจท่านเจ้าค่ะ ”

          รอยยิ้มหวานประจำกายเผยส่งจนดวงตาหวานโค้งประดับให้เห็นว่าตนจริงใจในประโยคที่กล่าวหา โดยไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหรือว่ากล่าวแต่อย่างใด กระนั้นถานเจ๋อที่อยู่ด้านหลังแทบจะทึ้งผมกับความซื่อเกินของท่านหญิงของมัน ไหนจะบุรุษเบื้องหน้าที่ได้รับคำพูดจิ้นอิ๋งไปตรง ๆ นั้นแทบจะนิ่วหน้าก็ไม่ใช่จะหลุดหัวเราะก็ไม่เชิง

          “ เจ้านี่.. ขอบใจสำหรับไก่ขอทานนี่แล้วกัน ”

          กัวฟ่งเสี้ยวเป็นฝ่ายผละถอยเสียเองพลางถอนหายใจผะแผ่วระหว่างยอมรับกล่องอาหารมาที่คล้ายกับโดนอุ่นก่อนมาถึง ตัวกล่องจึงยังอุ่นอยู่และส่งกลิ่นหอมน่าทานออกมา จิ้นอิ๋งที่ลอบชิมอีกกล่องไปแล้วก่อนหน้าแทบจะแสดงสีหน้าภูมิใจนำเสนอไม่น้อยออกมา

          “ พ่อค้าหวังทำรสเยี่ยมมากเลยล่ะเจ้าค่ะ ทานให้อร่อยนะเจ้าคะ ” พยักหน้ายืนยันหนักแน่นให้กับคำพูดตัวเองประกอบ

          “ พ่อค้าหวัง? นึกว่าเจ้าจะทำมาให้ข้าเสียอีก ”

          บุรุษแซ่กัวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม แต่จิ้นอิ๋งกลับไม่ได้เข้าใจความนัยประโยค ดวงหน้านวลดูตกใจขึ้นมาราวกับตนทำอะไรผิดพลาด

          “ ข้าทำหรือเจ้าคะ? ท่านไม่ได้อยากได้ไก่ขอทานจากค่าจ้างส่งสำริดของข้าหรอกหรือ?... ข้าจำผิดหรือนี่ ”

          ท้ายประโยคคล้ายพึมพำกับตัวเอง โดยมีใบหน้าราวกับมองคนโง่งมของกัวฟ่งเสี้ยวส่งหายังหญิงสาว แต่สักพักกลับหลุดรอยยิ้มออกมาและเอ่ยสนับสนุนความเข้าใจผิดนั้นแทนจนถานเจ๋อที่แอบเงี่ยหูฟังตลอดแทบจะถลึงตาใส่อยู่แล้ว

          “ ใช่ เจ้าจำผิด ข้าอยากทานไก่ขอทานที่ทำเองต่างหาก.. ไว้เจอกันคราวหน้าเจ้าค่อยเอาไก่ขอทานที่เจ้าทำมาให้ข้าก็แล้วกัน ”

          จิ้นอิ๋งพยักหน้าเออออรับไม่คิดย้อนคำพูดที่อีกฝ่ายเคยกล่าวต่อ ถึงอย่างนั้นก็ยกไก่ขอทานที่เอามาผิดให้แก่อีกฝ่ายแก้ขัดไปก่อนอยู่ดี ก่อนจะเตรียมตัวลาเพื่อทำการเดินทางไปยังฉางอันต่อ กระนั้นก็ยังให้สัญญาอีกหนถึงการย้อนนำไก่ขอทานที่ทำเองมาตอบแทนแน่ ถานเจ๋อที่เฝ้าฟังมาตลอดและรู้เท่าทันอีกบุรุษนั้น ลับหลังจิ้นอิ๋งที่เตรียมขึ้นม้าไปแล้วก็แทบตาจ้องตากับบุรุษหน้าหยกเขม็ง อยากจะแหกอกร้องคำรามแต่สุดท้ายก็ไม่อยากทำท่านหญิงเสียหน้าจากกริยาของมันจนได้แต่เดินหน้าตึงมาขึ้นม้าตามจิ้นอิ๋งและออกเดินทางจากไป


[ 028 ] มอบ ไก่ขอทาน ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-10 19:24:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สักวันหนึ่ง

          จากลั่วหยางมาถึงยังเฉินหลิวใช้ระยะเวลาไม่นานนัก แต่ตัวจิ้นอิ๋งที่มีปัญหากับเส้นทางในป่าทำให้สับสนหาลู่ทางไปกระท่อมสกุลกัวไม่ถูกอีกหน ไหนจะถานเจ๋อที่แอบแกล้งบอกเส้นทางผิดถึงสองคราจนจิ้นอิ๋งวนกลับมายังหน้าประตูทางเข้าเมืองเป็นรอบที่สามถึงตัดสินใจถามกระท่อมของคนที่ต้องการพบจากชาวบ้านในเมืองแทน

          กระทั่งเวลาล่วงเลยเข้ายามเซินจึงถึงที่หมาย ทั้งที่ความจริงทั้งคู่ควรมาถึงตั้งแต่ช่วงยามเว่ยแล้ว จิ้นอิ๋งที่ลงจากตัวเฮยเซ่อพลันบ่นอุบใส่ถานเจ๋อขึ้นมา แต่ไม่ได้ตำหนิที่กล่าวบอกเส้นทางผิด แต่กล่าวดุที่ไม่รู้เส้นทางแต่ก็พยายามตอบคำถามของนาง โดยจิ้นอิ๋งดันนึกไปว่าผู้ติดตามคงจำทางไม่ได้เช่นนางแต่พยายามช่วยจนพากันหลงไปหมด ถานเจ๋อที่ได้ยินพลันรู้สึกผิดจนหน้าหมองไปครู่หนึ่งเลยเชียว

          ตัวกระท่อมที่เงียบสงบนั้นทำเอาจิ้นอิ๋งใจหายไปครู่หนึ่งว่าจะมาเสียเที่ยวอีกหน ความคะนึงถึงครอบครัวจากความฝันเมื่อย่ำรุ่งยิ่งทำให้นางคาดหวังว่าคนที่อยากพบจะอยู่ด้านใน ร่างเล็กที่ยกมือเคาะยังหน้าประตูไม้จึงดูมีสีหน้ากังวลจางอยู่ ก่อนพลันเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มกว้างทันทีที่เจ้าของกระท่อมเปิดออกและสบสายตาเข้ากับนาง แขนเล็กทั้งสองที่หอบห่อใส่วัตถุดิบอาหารสดพลันถูกยกโชว์พร้อมเสียงใสที่เอ่ยทักทาย

          " สวัสดีเจ้าค่ะท่านกัวฟ่งเสี้ยว ไก่ขอทานทำเองตามสัญญามาแล้วเจ้าค่ะ! "

          บุรุษเจ้าของชื่อหันมองตามของที่ยกส่ง ใบหน้าดูเผยรอยยิ้มไม่รู้ความหมายเป็นเอกลักษณ์แต่แววตายามเลื่อนสบมองจิ้นอิ๋งนั้นฉายแววขบขันเสียหลายส่วน ก่อนอีกฝ่ายจะเลื่อนมือไปรับของราวจะช่วยนางถือเอาไว้ไม่ให้พะรุงพะรังบนร่างน้อยนั้น

          " ไก่ขอทาน? ข้าเห็นเพียงของสดที่ยังไม่ได้ปรุง.. ตั้งใจมาทำที่บ้านข้างั้นหรือ? เอาความมั่นใจจากไหนมาหรือแม่นางกู่ว่าข้าจะให้ยืมใช้ครัว " กัวฟ่งเสี้ยวเอ่ยถามขึ้นพลางเลิกคิ้วดูแสนเย้าหยอก

          จิ้นอิ๋งที่ได้ยินพลันกระพริบตากลมใส่สลับมองของที่ซื้อมาตกไปอยู่ในมือคนพูด ใบหน้านวลก็ยิ่งฉายความงุนงงใส่ราวกับตามไม่ค่อยทันนัก ก่อนมือเล็กจะพยายามยื้อของกลับมา

          " ข้าก็ไม่ได้จะขอท่านใช้ครัว ข้าทำข้างนอกได้แค่อาจต้องขอยืมอุปกรณ์บางส่วนจากท่าน.. แล้วถ้าท่านกัวจะไม่ให้ข้าใช้ครัวจะเอาของไปถือทำไมล่ะเจ้าคะ? "

          เสียงหวานถามอย่างติดฉงน มือก็ยังจับห่อของที่อีกฝ่ายจับเสียแน่นจนจิ้นอิ๋งเผลอออกแรงดึงกลับตามไปด้วย รู้ตัวอีกทีตัวนอกจากไม่ได้ของคืนแล้วร่างเล็กยังถูกดึงไปตามแรงที่อีกบุรุษรั้งเข้าหาตัวจนทั้งคู่แทบจะชนกัน กระทั่งจิ้นอิ๋งก็หยุดเท้าที่พุ่งใส่แทบไม่ทัน แทบจะเกยคางอยู่บนแผ่นอกอีกฝ่ายอยู่แล้ว ใบหน้าหวานดูตระหนกไม่น้อยรวมถึงคนที่ดึงแกล้งด้วยไม่คิดว่านางจะโถมมาตามแรงเช่นนี้ แต่สักพักกัวฟ่องเสี้ยวก็กลับมาเป็นฝ่ายหลุดหัวเราะแผ่วทั้งยังไม่ยอมปล่อยมือจากของเช่นเดิมจนจิ้นอิ๋งต้องปล่อยเพื่อจะได้กลับมายืนตรงแทน

          " เล่นอะไรนี่เจ้าคะ เกิดข้าล้มใส่ท่านกัวฟ่งเสี้ยวเจ็บตัวขึ้นมาจะทำอย่างไร.. เอาของมาสิเจ้าคะข้าจะได้ทำไก่ขอทานให้ หรือท่านอยากช่วยหรือเจ้าคะ? "

          สีหน้าของนางที่ดูแทบไร้ความขัดเขินจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ออกจะติดกังวลที่ตนจะล้มใส่เสียมากกว่าทำบุรุษเบื้องหน้ามองสบตานางนิ่งไปครู่หนึ่ง แว่วเสียงถอนหายใจฟังเหนื่อยล้าบางอย่างก่อนกัวฟ่งเสี้ยวจะพยักหน้าตอบรับคำถามในท้ายประโยคของดรุณีซื่อบื้อนางนี้

          " อืม.. ข้าจะช่วยเจ้าเอง มาทำในครัวเถิด "

          จบคำจิ้นอิ๋งก็ยกยิ้มอย่างพึงใจที่จะได้ยืมครัวทำได้สะดวกมากขึ้น ก่อนจะหันไปบอกให้ถานเจ๋อรอยังนอกเขตส่วนครัวเพราะไม่น่าได้เรียกใช้อะไร ทั้งยังปล่อยให้พักตามอัธยาศัย กระนั้นผู้ติดตามที่มักขี้เกียจเป็นนิตย์ของนางกลับยืนกรานจะรอดูทั้งสองทำอาหารเสียอย่างนั้น จิ้นอิ๋งแทบมองอย่างสงสัยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ห้ามอะไร

          ยามเมื่อมาถึงครัวของทั้งหมดก็ถูกวางลงก่อนนางและผู้ช่วยอาสาอย่างกัวฟ่งเสี้ยวจะเข้ามาช่วยกันทำไก่ขอทานด้วยกัน ซึ่งดูคล้ายอีกบุรุษจะดูทำอาหารไม่เป็นนัก จิ้นอิ๋งก็คอยสอนอย่างใจเย็นและเน้นให้อีกฝ่ายได้ช่วยในส่วนของการล้างไก่ให้สะอาดกับหาดินเหนียวมาให้เสียมากกว่า ส่วนตัวนางเองก็หันมาทำตัวไส้ในที่จะหมักยัดในตัวไก่ ตำเครื่องขิงกระเทียมพริกไทยต่าง ๆ จนเข้ากันก็ผละมาผัดเนื้อสัตว์ในน้ำมันก่อนนำเครื่องตำลงผัดตามจนกลิ่นหอมโชยคลุ้ง จิ้นอิ๋งถึงนำเห็ดหอม เครื่องยาจีน และเม็ดเก๋ากี้ลงผัดตาม
          .
          ทางด้านถานเจ๋อที่คิดจะมาเฝ้าก็คล้ายถูกความอยากอาหารเล่นงาน สุดท้ายก็ต้องผละถอยออกไปเพื่อเอาเสบียงที่มันขนมาตุนไว้ทานรองท้องไปเสียก่อนหลังเห็นว่าบุรุษหน้าหยกผู้เป็นเจ้าของกระท่อมยังไม่กลับเข้ามา แต่ออกไปได้เพียงครู่เดียวก็สวนกับกัวฟ่งเสี้ยวก็กลับมาดูจิ้นอิ๋งทำอาหารต่อพอดี จนทันได้เห็นนางกำลังลงมือปรุงรสอยู่ก็ชะโงกหน้ามองเล็กน้อย

          " ขออร่อย ๆ ล่ะแม่นางกู่ "

          เอ่ยเย้าเรียกเสียงหัวเราะใสจากจิ้นอิ๋งให้ดังแผ่ว ก่อนนางจะใช้ตะหลิวที่คลุกผัดตัวไส้ยัดไก่อยู่นั้น ตักเอาเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาเป่าจนไอร้อนหายก่อนยื่นจ่อยังริมฝีปากของอีกบุรุษที่กล่าวก่อนหน้าเพื่อให้ได้ชิมรสไป

          " ลองชิมดูเจ้าค่ะ หากรสอ่อนหรือจัดไปอย่างไรข้าจะได้แก้ให้ถูกใจท่าน "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยหาน้ำเสียงดูตั้งใจจะทำอาหารให้ตามใจคนทานจริง ๆ อย่างไร้มารยาใด ทำคนที่ถูกป้อนอาหารชะงักไปเล็กน้อย ก่อนนางพลันเห็นร่องรอยระยับในแววตาอีกฝ่ายที่มาพร้อมมืออีกบุรุษกุมกับมือนางที่ถือตะหลิวไว้พลางเลื่อนมาชิมเนื้อที่ยื่นส่งให้โดยไม่ได้ผละสายตาที่จดจ้องหา ทำจิ้นอิ๋งคล้ายรั้งมือตัวเองออกเล็กน้อยไปตามสัญชาตญาณแต่สักพักรอยยิ้มของนางพลันเผยออกช้า ๆ ดูชอบใจเสียได้

          " ท่าน.. ท่านกัวฟ่งเสี้ยวทำเหมือนน้องชายของข้าเลยเจ้าค่ะ จิ้นเล่อกลัวข้าจะเอาตะหลิวลวกปากอีกเลยชอบจับมือข้ายึดไว้แล้วยื่นหน้ามาทานเอง "

เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วขึ้นมาจนอีกฝ่ายเกือบจะหลุดถอนหายใจออกมาอีกหนถ้าไม่เพราะสังเกตเห็นถึงแววตาของจิ้นอิ๋งที่ดูแฝงความคะนึงหาที่ฉาบความเศร้าจางภายใน กัวฟ่งเสี้ยวผละมือจะนางก่อนพลันดูปะติดปะต่อได้บางสิ่งถึงการที่หญิงสาวท่าทางรูปพรรณเยี่ยงคุณหนูจากสักบ้านมาเดินทางร่อนไปร่อนมาได้อย่างอิสระเช่นนี้ คงไม่แคล้วเกิดเรื่องบางสิ่งขึ้นที่ยังไม่อาจเล่าให้คนที่พึ่งรู้จักไม่นานได้

          " ข้าไม่ใช่น้องชายของเจ้า "

          เอ่ยย้ำขึ้นมาราวกับล่วงรู้แล้วถึงความนึกคิดภายในหัวของจิ้นอิ๋งที่มีต่ออีกฝ่าย ซึ่งนางที่ได้ยินก็ทำเพียงส่งรอยยิ้มแหยกลับไปไม่คิดปฏิเสธ ยิ่งดูคล้ายการยืนยันโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลยเชียว ก่อนสักพักนางจะหันมาสนใจเครื่องไส้ในของไก่ขอทานต่อแล้ววานให้กัวฟ่งเสี้ยวเอาไก่ที่พักจนแห้งแล้วนั้นมาเอาเครื่องที่นางผัดยัดลงด้านใน กระทั่งทำเสร็จสิ้นจึงห่อด้วยใบับว มัดให้แน่นก่อนนำโพกดินเหนียวยังหลังกระท่อมของอีกฝ่ายและนำเผา

          ระหว่างรอเวลา ทั้งสองที่นั่งลงข้างมองกองไฟที่ลุกโชติท่วมห่อไก่เคลือบดินเหนียว ตัวจิ้นอิ๋งก็เอ่ยชวนคุยขัดบรรยากาศขึ้นมาเมื่อนึกได้ถึงบางสิ่ง

          " ตอนข้าไปฉางอัน ข้าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับงานที่ต้องขนแร่จำนวนมากไปส่งคล้ายกับส่งที่บ่อนของเฉินหลิวเลยล่ะเจ้าค่ะ ทั้งแร่ยังเยอะเกินครึ่งพัน แต่สถานที่รับกลับเป็นศาลเจ้าทั้งยังนัดรับยามซวี่อีกด้วย… ท่านว่าแปลกหรือไม่เจ้าคะ? "

          เอ่ยถามขึ้นมาดูใคร่รู้อยู่ในที ในหัวนางคิดไปในแง่ร้ายถึงการซ่องสุมทำอาวุธจำนวนมาก แต่ก็ยังเดาได้ไม่ออกว่าเป็นของทางฝ่ายใด แต่สีหน้าที่เคร่งเครียดลงของบุรุษข้างกายทำให้นางพอจะเดาได้ว่าจะฝ่ายใดคงไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น

          " แปลก.. หากเป็นของกำลังทหารปกติไยต้องขนเป็นความลับนัก แล้วแร่เกินครึ่งพันนั้นอาจสร้างอาวุธได้มากเลยเชียว เหมือนกับที่กลุ่มบ่อนของเถ้าแก่เฉานำไปทำส่งขายในธุรกิจมืด... "

          อีกฝ่ายคล้ายเงียบเสียงลงไปเมื่อดวงหน้าหวานของจิ้นอิ๋งดูซีดเซียวลงเมื่ออีกคนก็คิดในแง่ที่ไม่ต่างจากนางนัก ความกังวลฉายชัดจนอีกบุรุษไม่อยากกล่าวต่อให้นางยิ่งคิดมากและเอ่ยประโยคทีเล่นทีจริงในตอนท้ายกลับไปแทน

          " เช่นนั้นแล้วแม่นางกู่กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดค้าธุรกิจมืดกับบ่อนเถ้าแก่เฉาปินไปแล้วหรือไม่ เพราะเอาแร่ไปส่งให้คราก่อน "

          จิ้นอิ๋งคล้ายตาโตขึ้นมาเมื่อคิดตาม ท่าทางตระหนกเหมือนเชื่อสนิทใจเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากกัวฟ่งเสี้ยวให้นางมารู้ว่าโดนเย้าเข้าให้จนอดไม่ได้ที่จะยู่ริมฝีปากเล็กลงอย่างติดนิสัยก่อนจะพยายามเอ่ยแก้ต่างออกไปจนบรรยากาศเคร่งเครียดที่โรยตัวก่อนหน้าจางลงไปมากเลยเชียว

          " ถ้าท่านจะกล่าวเช่นนั้น ท่านกัวฟ่งเสี้ยวที่รับไก่ขอทานที่เป็นค้าจ้างข้าไปด้วย ก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเช่นกันน่ะสิเจ้าคะ! "

          สิ้นคำก็จ้องตากันครู่หนึ่งก่อนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจะพลันดังออกมาจากทั้งคู่
          .
          .
          หลังจากนั้นระหว่างรอไก่ขอทานสุกดี จิ้นอิ๋งก็ไม่ได้พากล่าวประเด็นที่ทำให้เกิดความคิดมากขึ้นมาอีก ทว่าก็ไม่ได้รู้ถึงความคิดอีกคนเช่นกันว่าหยุดคิดไปเช่นนางหรือไม่ ทั้งคู่แลกเปลี่ยนถามไถ่ถึงช่วงเวลาที่หายไปเล็กน้อยถานเจ๋อก็มายืนอยู่ไม่ไกลซึ่งนั่นทำให้จิ้นอิ๋งเล่าถึงเรื่องที่โดนโจรดักถึงสองครั้งสองคราแก่อีกฝ่ายไปอย่างออกรส พยายามเล่าให้ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สุดท้ายอีกบุรุษก็เอ่ยดุขึ้นมาอยู่ดีให้นางระวังตัวให้มาก ซึ่งเรียกรอยยิ้มและคำตอบรับหนักแน่นจากนางต่อมา

          เมื่ออาหารเสร็จสิ้น กัวฟ่งเสี้ยวก็จัดการแบ่งไปให้ถานเจ๋อ ส่วนที่เหลือที่มากกว่าหน่อยก็มานั่งทานร่วมกับจิ้นอิ๋งที่คราแรกจะปฏิเสธเนื่องด้วยกลัวอีกฝ่ายจะไม่อิ่ม แต่ท้องเล็ก ๆ ดันร้องโครกขึ้นมาเนื่องจากใกล้ยามโหย่วโดยที่นางไม่ทันรู้ตัว สุดท้ายก็ได้แต่นั่งหน้าแดงฝาดด้วยความอายทานอาหารร่วมกับอีกบุรุษที่ส่ายหัวกึ่งขบขันให้นาง

          .
          " ใกล้ค่ำแล้ว ข้าคงต้องรีบเข้าเมืองหาโรงเตี๊ยมก่อนที่ฟ้าจะมืดแล้วล่ะเจ้าค่ะ ยังไงก็ขอตัวลา "

          จิ้นอิ๋งกล่าวลาหลังช่วยเก็บกวาดจานชามที่ทานเสร็จ ก่อนนางจะเดินออกจากตัวกระท่อมไปปลดเอาเฮยเซ่อและคว้าเอาไป๋เซ่อมาอุ้มประคองไว้โดยมีกัวฟ่งเสี้ยวเดินออกมาส่ง ระหว่างอีกฝ่ายทอดมองยังสตรีที่ขึ้นขี่ม้าขึ้นไปด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วมากขึ้น รอยยิ้มก็พลันปรากฏรับก่อนจะเอ่ยถามเรียกความสนใจจิ้นอิ๋งไว้เสียก่อน

          " โชคดีแม่นางกู่ ไว้มีโอกาสก็กลับมาทานข้าวด้วยกันได้อีกล่ะ ข้าจะรอ "

          " มาใหม่แน่เจ้าค่ะ ข้าอยากพบท่าน "

          กลายเป็นคนที่เอ่ยหยอกในคราแรกเป็นฝ่ายนิ่งไปแทน ถานเจ๋อที่กำลังขึ้นม้าเกือบจะหล่นลงมาอยู่ร่อมร่อ ใบหน้าโหดดุแทบเหลือกตาใส่ท่านหญิงของมันว่าพูดเช่นนั้นมีความนัยอย่างไรหรือไม่ แต่รอยยิ้มที่ซื่อใสของนางนั้นดูไม่ได้คิดเป็นอื่น ทั้งกัวฟ่งเสี้ยวก็คาดเดารับรู้ถึงการซ้อนทับตัวน้องชายของสตรีบนม้ากับตัวอีกฝ่ายอยู่ เจ้าตัวจึงทำเพียงส่งยิ้มกลับไปเท่านั้นพร้อมมองส่งทั้งคู่จากไปจนลับสายตา
          .
          .
          ... ขออภัยนะเจ้าคะที่เทียบท่านซ้อนทับกับจิ้นเล่อเสียหลายครา

          …. จิ้นอิ๋งจะพยายามทำใจเรื่องครอบครัว และมองท่านที่เป็นกัวฟ่งเสี้ยวให้ได้ ..สักวันหนึ่ง

[ 028 ] มอบ ไก่ขอทาน ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-17 01:25:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-9-17 01:26


ผู้ให้คำปรึกษา
.
.
.

        เพราะแวะเสียหลายที่ กว่าจะมาเยือนยังเมืองเฉินหลิวก็เข้าใกล้ยามซวี่เข้าไปทุกที จะให้เคาะประตูบ้านบุรุษเพื่อเข้าพบยามดึกดื่นก็ใช่เรื่อง จิ้นอิ๋งจึงแวะพักผ่อนยังโรงเตี๊ยมของเมืองเฉินหลิวเสียก่อน ในครานี้ที่อยากพบอีกฝ่าย คล้ายนางจะขอคำปรึกษาดั่งเช่นชาวบ้านในเมืองคนอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะขอพบเพื่อตอบแทนดั่งที่ผ่านมา ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ ก็เกิดกระดากอายขึ้นมาเสียได้ว่าควรเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี ในยามที่ชำระร่างกายและหัวถึงหมอน จิ้นอิ๋งก็นอนกระสับกระส่ายราวนอนไม่หลับเพราะมีเรื่องให้ครุ่นคิดไม่หยุด

       ทั้งเรื่องที่ความตั้งใจต่อการเผชิญหน้ากลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองที่เปลี่ยนไปเพราะการคุกคามเหมย ซูฮวา ไหนจะเรื่องเปิดบทสนทนากับผู้ที่นางพยายามเลิกมองซ้อนทับกับจิ้นเล่อผู้เป็นน้องชายนั้น

       แล้ว… ข้าจะคิดมากทำไม ก็คุยตามปกติไปเลยมิได้หรือ?

       ลอบคิดประโยคหนึ่งขึ้นมาเตือนสติตน พลันในหัวก็ลอบเห็นด้วยกับประโยคนั้นไม่หยุด อาจด้วยเพราะไร้ข้ออ้างเรื่องตอบแทนใด จิ้นอิ๋งที่เพิ่งมารู้ตัวว่าการเข้าไปบ้านบุรุษที่พบไม่กี่ครานั้นดูออกจะไร้ความสงวนตัวไปหน่อย คำพูดของอีกฝ่ายที่เคยเอ่ยเย้าเชิงดุก็ย้อนมาในหัวให้พวงแก้มนวลเห่อร้อนจนแดงก่ำแทบระเบิดจากความอายที่ดูจะรู้ตัวช้าไปเป็นอาทิตย์เลยเชียว

       หยุดคิดกู่จิ้นอิ๋ง! นอนเถิด!
       .
       .
       เช้าวันใหม่เป็นคราแรกที่ตัวจิ้นอิ๋งตื่นขึ้นในยามเฉิน ซึ่งตื่นช้ากว่าทุกวันจนแว่วเสียงเคาะประตูเรียกจากถานเจ๋อถึงพึ่งรู้ตัวให้เร่งลุกมาอาบน้ำล้างตัวแต่งชุดใหม่จนเสร็จสิ้นถึงเร่งเปิดประตูที่มีถานเจ๋อมองอย่างตกใจเล็กน้อยที่ท่านหญิงที่เคยรวบเกล้าผมเรียบร้อยเสียทุกวันวันนี้กลับปล่อยเรือนผมยาวสยายลงเสียเต็มหลังเช่นนี้

       ยิ่งคิดว่าต้องไปพบบุรุษหน้าหยกผู้นั้น แม้คิดคาดเดาไปแล้วว่าท่านหญิงไม่ได้คิดอะไรกับคนที่ดูแพรวพราวผู้นั้น แต่ก็อดเป็นห่วงตามประสาไม่ได้

       " ท่านหญิง ไม่ต้องรีบก็ได้ขอรับ ข้า… ผู้น้อยรอได้ ท่านเกล้าผมให้เรียบร้อยก่อนดีหรือไม่ขอรับ "

       ได้ยินเช่นนั้นมือเรียวก็ยกมือจับเรือนผมตัวเองแทบจะเดี๋ยวนั้น รอยยิ้มแหยถูกส่งหาก่อนจิ้นอิ๋งจะกลับเข้าห้องไปเช่นเดิมเพื่อทำการเกล้ามัดผมให้เรียบร้อย แต่ด้วยเพราะเวลามีไม่มากแล้ว หากแวะเวียนหาบุรุษสกุลกัวอีกก็จะยิ่งลากเวลายาวจนกลับลั่วหยางช้าไปอีก นางจึงเลือกที่จะมัดผมแค่ครึ่งหัวเท่านั้นที่ทำดวงหน้าหวานดูเด็กลงกว่าทุกครา ซึ่งเป็นเหตุให้จิ้นอิ๋งต้องคอยเกล้าผมเสียมากกว่าให้เหมาะกับวัยปักปิ่นของนาง

       ทว่าวันนี้นางที่ตื่นสายเองก็ต้องยอมทำทรงผมที่ช่วยร่นเวลาไปเสียก่อน

       หลังจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วก็ออกมาจากห้องที่มีถานเจ๋อยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกล ยามเห็นจิ้นอิ๋งทำผมอย่างวันนี้ก็ยิ่งนึกถึงน้องสาววัยก่อนปักปิ่นของมันที่โดนขุนนางชั่วอ้างแกมขู่เข็ญเอานางไปแทนภาษีบ้านที่ครอบครัวค้างจ่ายมาหลายเดือน เป็นสาเหตุให้ตัวมันลุกผันตัวมาเป็นกลุ่มคนโพกผ้าเหลืองเมื่อหลายปีก่อน แววตาดุของถานเจ๋อพลันอ่อนลงหลายส่วน รอยยิ้มจางเผยออกจนจิ้นอิ๋งมองตาใสดูติดฉงน ก่อนยกยิ้มขบขันตอบกลับด้วยนึกว่าอีกฝ่ายชอบใจในทรงผมของนาง

       " ข้าดูดีใช่หรือไม่? "

       เอ่ยกลั้วขำโดยที่ถานเจ๋อก็พยักหน้ารับอย่างซื่อตรงให้ได้รับเสียงหัวเราะใสจากนาง ก่อนทั้งคู่จะพากันออกจากโรงเตี๊ยม แวะซื้อเสบียงอีกเล็กน้อยถึงค่อยออกจากตัวเมืองแวะเวียนยังกระท่อมสกุลกัวอย่างที่ตั้งใจ

       .
       ณ บริเวณกระท่อมสกุลกัว เป็นอีกวันที่ยังสวนดอกไม้หน้ากระท่อมมีเจ้าของกำลังจัดการรดน้ำยังแปลงที่ปลูกดอกไม้ดูไม่เป็นระเบียบนักอยู่ เสียงธรรมชาติดังแผ่วผ่านชวนให้บรรยากาศโยรอบผ่อนคลายไม่น้อย แต่แล้วเสียงฝีเท้าของม้าที่เคลื่อนเข้าก็ดึงสายตาบุรุษที่ถือบัวรดให้ผินมอง ยามเห็นร่างของคนที่คุ้นตาก็ส่งรอยยิ้มทักทายกลับไป

       จิ้นอิ๋งที่ได้รับรอยยิ้มก็ส่งกลับหาไปให้อย่างยินดีไม่ต่างกัน ก่อนจะลงจากหลังม้าพร้อมผูกให้เรียบร้อยก่อนเข้าทักทายพร้อมมองสวนดอกไม้ของอีกบุรุษที่แม้ปลูกดูระเกะระกะไปเสียหน่อย แต่ก็ไร้วัชพืชให้กวนสายตาแล้ว

       " ท่านกัวปลูกดอกอะไรหรือเจ้าคะ "

       เสียงหวานเอ่ยหาระหว่างชะโงกหน้าผินสายตามองดอกไม้ตูมที่ยังไม่โตดีนิ่ง นิ้วเรียวลอบแตะปลายคางตัวเองผะแผ่วดูครุ่นคิดไปด้วยระหว่างรอคำตอบ โดยอีกบุรุษที่เห็นถึงท่าทางนั้นก็เผยรอยยิ้มนึกขันกับท่าทางของนางที่อยากจะทายไปด้วยจนสุดท้ายก็ไม่ได้บอกคำตอบไปตรง ๆ

       " เดาดูสิ... เป็นไม้พุ่ม หากเจ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นลักษณะเด่นยังก้านมัน "

       เอ่ยหาเสียคล้ายปัญหาเชาวน์ ทว่าก็ไม่ได้ยาก ออกจะใบ้ให้ง่ายจนจิ้นอิ๋งแทบจะตอบได้เสียเดี๋ยวนั้นหลังพบหนามแหลมประดับยังก้านของเหล่าต้นไม้ดอกกลุ่มนี้ รอยยิ้มกว้างพลันเผยเสียดวงตากลมยิบหยีส่งหา

       " ดอกเหมยกุ้ยหรือเจ้าคะ "

       กัวฟ่งเสี้ยวพยักหน้ารับทั้งรอยยิ้มทันทีที่ได้รับคำตอบ ก่อนจะวางบัวรดมาแหวกพุ่มดึงเอาดอกเหมยกุ้ยดอกหนึ่งที่เริ่มแย้มบานส่งหายังจิ้นอิ๋งที่เผลอหลุดแสดงสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาหลังถูกยื่นดอกไม้ส่งหา พลันแว่วเสียงหัวเราะทุ้มมาตามลมให้ใบหูเล็กร้อนขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจนแทนที่มือเรียวจะเลื่อนรับดอกไม้จำต้องเลื่อนมาปิดใบหูของนางเองให้ผู้ให้เผลอชะงักไปเช่นกัน

       " รางวัลสำหรับผู้ที่เดาถูก… ร้อนงั้นหรือแม่นางกู่? ไฉนแก้มถึงแดงเท่าดอกเหมยกุ้ยเช่นนี้เล่า "

       คล้ายกับได้ทีก็ยิ่งเย้า ดอกเหมยกุ้ยที่ยังไม่ถูกรับพลันถูกเลื่อนเทียบกับแก้มเนียนที่ฝาดระเรื่อ จนจิ้นอิ๋งที่ได้ยินคำเอ่ยล้อไหนจะดอกไม้ที่ยื่นใกล้ก็พลันเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมมองค้อนกลับหาให้อีกบุรุษหลุดหัวเราะอย่างพึงใจที่ในที่สุดก็คล้ายหยอกให้สตรีตรงหน้าเสียอาการได้ในที่สุด อีกฝ่ายผละมือลงก่อนจะยื่นให้อีกหนด้วยสีหน้าแฝงความขี้เล่นไม่น้อย ดรุณีน้อยที่คล้ายมีความไม่ยอมแพ้ในใจขึ้นมาวูบหนึ่งก็รับมาด้วยใบหน้าที่พยายามเต๊ะให้ดูไม่ได้กระอากอายใด ทว่ายิ่งทำให้อีกฝ่ายอยากจะหลุดหัวเราะขึ้นมาอีกรอบไปเสียได้

       ฝั่งถานเจ๋อที่มองอยู่ไกล ๆ เริ่มจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศประหลาด แววตาเข้มยิ่งกร้าวขึ้นพร้อมริมฝีปากที่แยกเขี้ยวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วยสัญชาตญาณความเป็นพี่ชายที่คิดอยู่ฝ่ายเดียวของมัน!

       .
       หลังการหยอกเอินไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น จิ้นอิ๋งก็พยายามเรียกสติที่ปลิวหายให้กลับคืนอีกหนก่อนพยายามปั้นหน้าจริงจังให้อีกฝ่ายเลิกล้อนางเล่นเพื่อให้นางได้เข้าประเด็นที่เข้ามาหาในวันนี้ ซึ่งตัวกัวฟ่งเสี้ยวก็คล้ายรับรู้ได้จึงเชิญให้เข้าไปดื่มชายังในตัวกระท่อมโดยมีถานเจ๋อคอยไปยืนเฝ้าหน้าประตูอยู่ไม่ไกล

       " มีเรื่องกังวลใดหรือแม่นาง " อีกบุรุษเอ่ยระหว่างรินชาลงแก้วให้กับแขกผู้มาเยือน สีหน้าจริงจังขึ้นตามปกติยามที่ชาวบ้านเข้ามาขอคำปรึกษาตน

       " คือ… ข้า.. ข้ากำลังกังวลเกี่ยวกับความคิดตนที่มีต่อกลุ่มคนโพกผ้าเหลืองน่ะเจ้าค่ะ " คิ้วของกัวฟ่งเสี้ยวคล้ายเลิกขึ้นเล็กน้อยที่ยังได้ยินการเรียกกลุ่มโจรพวกนั้นว่า กลุ่มคน จากชาวบ้านทั่วไปเช่นสตรีตรงหน้านี้ได้ อีกฝ่ายเงียบลงเพื่อให้จิ้นอิ๋งได้กล่าวต่อ

       " แต่ก่อนข้าแม้ถูกกลุ่มคนเหล่านั้นดักปล้นระหว่างทางจนพรากจากครอบครัวกระทั่งระเห็จเป็นคนพเนจรเช่นนี้ก็มิเคยถือโทษมาให้หนักอก อภัยกระทั่งให้ยอมติดตามมาเพียงอีกฝั่งบอกกลับใจ.. " ดวงตากลมพลันหลุบต่ำมองมือที่กำแน่นของตนหลังเงียบไปครู่

       " ทว่า.. หลังข้าพบแม่นางผู้หนึ่งที่เคราะห์ร้ายเจอกลุ่มคนโพกผ้าเหลืองทิ้งอุดมการณ์ทำเรื่องทรามหยามเกียรติ ใจข้าก็ไม่อาจสงบ.. ข้า… ข้าคล้ายไม่อยากอภัยให้พวกเขา จากที่อยากเลี่ยงหรือพบพานก็อยากเพียงกล่าวบอกให้ล้มเลิกการกระทำเยี่ยงโจรเหล่านี้ กลายเป็น… อยากจับส่งให้ทางการช่วยสำเร็จโทษให้เหมาะสม… ข้า ข้าควรให้โอกาส- "

       " เจ้าคิดถูกแล้ว หากเจอและจับได้ก็ควรส่งให้ทางการ.. ก่อนหน้าเจ้าใจอ่อนเกินไปแล้วแม่นางกู่ "

       ยังเอ่ยไม่ทันจบดีกัวฟ่งเสี้ยวก็เอ่ยแทรกขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าคมดูกึ่งดุไม่น้อยยามสบตาจิ้นอิ๋งที่ผินดวงตาคืนหายังคู่สนทนาจนนางเกือบจะหลบเลี่ยงอีกหน

       " รู้จักอภัย ให้โอกาสผู้กระทำผิดเป็นสิ่งที่ดี.. ทว่าการกระทำผิดบางอย่างก็ควรได้รับโทษเพื่อให้หลาบจำและไม่นำพาให้กระทำคืนอีกหน หากปล่อยไปเสียเฉย ๆ แล้วอีกฝั่งไม่สำนึกก็กลายเป็นเจ้าเองที่อาจกระทำผิดไปด้วย "

       คำพูดเตือนสติต่าง ๆ ประดังประเดมาให้นางแทบไม่กล้าเอ่ยเถียง จิ้นอิ๋งได้แต่เงียบฟังอยู่เช่นนั้นพร้อมกับในอกที่เริ่มเบาขึ้นอย่างชวนฉงนจนมือเล็กเผลอยกกุมแผ่ว

       " เช่นนั้น… จะคิดอยากให้พวกเขาได้รับโทษ.. ก็เป็นสิ่งที่สมควรหรือเจ้าคะ " สบตาอีกฝ่ายที่เผยรอยยิ้มปลอบโยนกลับหา

       " ถูกต้อง ผู้ใดกระทำผิดก็ควรว่าไปตามผิด.. ใจดีเช่นแม่นางก็ไม่ใช่เรื่องผิด แค่ไม่ควรนักในรายที่ไม่สำนึกก็เท่านั้น " สีหน้าของดรุณีที่ดูดีขึ้นเรียกรอยยิ้มของกัวฟ่งเสี้ยวที่ยกชาขึ้นดื่มให้เผยกว้าง กระทั่งในตอนที่นางยกชาดื่มบ้างก็อดไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะเอ่ยบางสิ่งแทรกหา

       " ในที่สุดเจ้าก็ยอมเล่าปัญหาในใจให้ข้าฟัง.. ขอบใจที่วางใจในตัวข้านะแม่นาง "

       เสียงทุ้มของอีกบุรุษเอ่ยหาคล้ายกับรู้มาตั้งแต่แรกพบว่านางมีปัญหาให้ขบคิดมาตลอด แต่เพิ่งจะกล้าเล่าให้ก็วันนี้ จิ้นอิ๋งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักมือที่วางแก้วลงคืนโต๊ะเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มค่อยคอยเผยออกกลับหาอย่างจริงใจคล้ายยอมรับในคำขอบคุณนั้นว่าเป็นความจริง

       " ก็.. ท่านกัวฟ่งเสี้ยวเป็นสหายข้าแล้วนี่เจ้าคะ "

       เอ่ยเสียงแผ่วคล้ายไม่แน่ใจนัก เพราะสำหรับจิ้นอิ๋งนั้นเห็นอีกฝ่ายเป็นสหายแล้วแน่นอน แต่กับอีกบุรุษนั้นนางไม่รู้เลยว่านับนางเป็นสหายด้วยหรือไม่ ทว่ารอยยิ้มที่ไม่คลายหาย แม้ไม่มีคำตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธพอจะทำให้นางโล่งใจได้บ้าง ก่อนสักพักที่ตัวจิ้นอิ๋งสบายใจขึ้นมากแล้วก็หยิบเอาไหสุราที่เคยได้จากกลุ่มโจรที่ปิงโจวส่งให้อีกฝ่าย ตอบแทนที่อยู่ให้คำปรึกษานางในวันนี้

       " ไม่รู้ท่านกัวชอบร่ำสุราหรือไม่.. แต่เห็นว่าสุราหลูโจวเป็นสุราชั้นดี เลยคิดว่าท่านกัวฟ่งเสี้ยวน่าจะชอบ... " กล่าวลากเสียงในตอนท้ายเล็กน้อยเมื่อในตอนที่เผลอสบตาอีกฝ่ายคล้ายเห็นประกายในนั้น ทั้งยังมองไหสุราในมือนางไม่วางตา ให้จิ้นอิ๋งเผลอหลุดหัวเราะออกมากับท่าทางนั้นในที่สุด

       " ชอบสินะเจ้าคะ "

       " ชอบสิ! หามาได้อย่างไรเนี่ยแม่นางกู่ เยี่ยมจริง ๆ! "

       หลังเห็นอีกฝ่ายรับไปด้วยสีหน้าพออกพอใจเช่นนั้น ก็พลอยพอใจไปด้วย ก่อนที่นางจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้ชื่นชมร่ำสุราตามใจไป ส่วนตนก็จะกลับยังเมืองลั่วหยางเพื่อส่งของตามงานที่ถูกจ้างวานจากพ่อค้าหวังต่อ ซึ่งกัวฟ่งเสี้ยวก็ออกมาส่งยังด้านนอกโดยที่แทบไม่ผละมือจากไหสุราจนจิ้นอิ๋งต้องแอบขบปากเสียแดงไปหมดเพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะกับท่าทางชวนเอ็นดูนั้น

       " มีเรื่องกังวลใดก็มาเล่าให้ข้าฟังได้อีกล่ะแม่นาง.. แค่ขอสุราดีเช่นนี้ตอบแทนก็พอแล้ว "

       ค้อนวงใหญ่แทบถูกส่งหาจนแว่วเสียงหัวเราะคลอ จิ้นอิ๋งค้อมลาอีกฝ่ายหากแต่ไม่ได้สัญญาถึงเรื่องนำสุรามาฝากด้วยกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจนตัดสินใจเอ่ยถามถึงอาหารที่ชอบแทน ซึ่งกัวฟ่งเสี้ยวก็ตอบมาไม่ปิดบังให้นางพยักหน้ารับ ก่อนจะขึ้นม้าเช่นเดียวกับถานเจ๋อถึงโบกมือลาอีกบุรุษและกระตุกบังเหียนให้ม้าออกตัวกลับยังลั่วหยาง


[028] มอบ สุราหลูโจว ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-21 13:15:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด

แวะเวียนเยี่ยมหาในวันเทศกาล
.
.
.

          จากเหอตงมายังเฉินหลิว แม้เป็นเขตภูมิภาคเดียวกันแต่ก็ใช้เวลาจนเข้าปลายยามซื่อจิ้นอิ๋งจึงค่อยเดินทางถึงยังสถานที่ที่ตั้งใจแวะเวียนมาหา และดูคล้ายกับชุดที่ถานเจ๋อขอให้นางได้สวมทับเพิ่มมาจะได้ผล เพราะระหว่างทางที่นางห้อเจ้าเฮยเซ่อมานั้นแทบไร้การตามล่าหรือดักปล้นระหว่างทางใด ทำเอานางคิดว่าต่อไปที่เดินทางน่าจะสวมชุดแบบนี้น่าจะดี ทว่าทันทีที่ลงจากม้าที่ผูกอยู่ไม่ไกลกระท่อมสกุลกัว จิ้นอิ๋งก็แทบถอดหน้ากากเอาผ้าคลุมชุดเกราะออกแทบจะเดี๋ยวนั้น กระนั้นไม่ใช่เพราะผู้ที่มาเยี่ยมจำนางไม่ได้

          ร้อน!

          จิ้นอิ๋งบ่นในใจแทบจะทันทีที่เกราะถูกวางลงไม่ไกลจากตัวม้า มือเรียวยกปาดเอาหยาดเหงื่อที่ไหลล้อมกรอบหน้าระเรื่อฝาดของตนออก ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าย่ามตนที่มีขนมเตรียมมอบให้มาด้วยในตอนที่เดินไปเคาะยังประตูกระท่อมของบุรุษแซ่กัว แต่แล้วผ่านไปราวหนึ่งเค่อกลับไม่มีสัญญาณตอบรับใด ทำเอาจิ้นอิ๋งแสดงสีหน้าราวพึ่งนึกได้ขึ้นมา

          หรือว่า! ท่านกัวฟ่งเสี้ยวก็เดินทางไปเที่ยวเทศกาลที่ฉางอันอย่างนั้นหรือ?

          จิ้นอิ๋งคิดขึ้นมาอย่างร้อนรนด้วยนึกไปว่านางเดินทางมาเสียเที่ยวไปเสียได้ ทว่าในตอนที่เกือบจะหมุนตัวเดินกลับไปยังม้าเพื่อเร่งกลับไปเหอตง เสียงประตูด้านหลังที่เปิดออกก็เรียกความสนใจของนางให้ชะงักฝีเท้าหันมองทั้งรอยยิ้มโล่งใจไว้เสียก่อน

          " แค่กแค่ก ขออภัยที่ช้า.. ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะมา "

          เสียงไอที่ดังมาก่อนประโยคต่อมาซึ่งแหบพร่าลงกว่าปกติทำรอยยิ้มของจิ้นอิ๋งเลือนลงไป คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหาพร้อมแววตาโศกที่ยิ่งฉาบความกังวลเมื่อมองหาอีกบุรุษที่ดวงหน้าซีดเซียวลง ร่างเล็กเร่งเดินเข้าหา ปลายนิ้วเลื่อนแตะข้างคอของกัวฟ่งเสี้ยวเพียงแผ่วเผินแล้วรีบผละออกไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่านางคุกคามแต่เพื่อจะตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายเท่านั้น

          และก็เป็นอย่างที่นางนึกห่วง เพราะมันร้อนจัดแม้ว่าจะแตะดูเพียงเบา ๆ เท่านั้น

          " ไฉนไข้สูงอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ รีบเข้าไปพักผ่อนเลยเจ้าค่ะ! "

          น้ำเสียงหวานเอ่ยดุขึ้นมาก่อนจะจับแขนช่วยพยุงอีกฝ่าย โดยผลักเรื่องเหมาะสมไม่เหมาะสมออกไปเสียก่อน เวลาที่เจอคนป่วยมัวมาพะวงอะไรเช่นนั้นไม่แคล้วคนป่วยล้มคะมำขึ้นมาจะยิ่งยุ่งกันไปหมด กัวฟ่งเสี้ยวดูตกใจไม่น้อยแต่ก็ยอมให้พยุงคล้ายกับอีกฝ่ายก็เริ่มจะไม่มีแรงแล้วเช่นกัน กระทั่งพามาจนถึงยังห้องนอน จิ้นอิ๋งก็จัดการวางอีกบุรุษลงเตียงอย่างเบามือก่อนจะผละออกไปเพื่อเอากะละมังไม้ใส่น้ำพร้อมผ้ามาช่วยซับตามใบหน้าและช่วงแขนของกัวฟ่งเสี้ยวเป็นการลดอุณหภูมิร่างกายเบื้องต้นไปเสียก่อน

          " ทานข้าวทานยาหรือยังเจ้าคะ? " จิ้นอิ๋งถามขึ้นมาระหว่างบิดผ้าให้หมดก่อนวางทับหน้าหน้าผากแก่อีกบุรุษที่กำลังจดจ้องนางทั้งรอยยิ้มจาง

          " เรียบร้อยแล้วล่ะ แค่ก.. ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้ ข้าป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้บ่อยจนชินแล้ว "

          คล้ายอีกฝ่ายจะกล่าวให้นางสบายใจ แต่กลับยิ่งทำให้จิ้นอิ๋งแทบจะมองค้อนกลับหา เพราะยิ่งฟังแบบนั้นนางยิ่งเป็นห่วงเสียมากกว่า นางนั่งมองสบตาคนป่วยบนเตียงอย่างครุ่นคิดขึ้นมาว่าควรจะทำอย่างไรต่อ จะกลับไปเที่ยวเทศกาลก็มานึกพะวงต่อสหายตรงหน้านี้อีก กัวฟ่งเสี้ยวคล้ายเดาได้จึงเอ่ยถามแทรกห้วงความคิดของจิ้นอิ๋งขึ้นมา

          " แค่ก.. วันนี้วันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ไม่รีบเดินทางไปตอนนี้จะไม่ทันเอานะแม่นางกู่ แค่กแค่ก "

          " สหายป่วยเช่นนี้จะให้ข้าเที่ยวอย่างสบายใจได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยขัดราวไม่อยากให้อีกฝ่ายพูดเยอะจนต้องหลุดไอออกมาอีก ก่อนจะเลื่อนมือแตะลงผ้าบนหน้าผากของกัวฟ่งเสี้ยวที่เริ่มอุ่นเอามาเปลี่ยนชุบน้ำแล้วบิดหมาดแล้ววางลงให้ใหม่ อีกบุรุษที่ได้ยินคำพูดของนางไหนจะการดูแลไม่อยากผละจากแบบนั้นก็หลุดหัวเราะดูทั้งฉิวทั้งขำออกมา

          " เช่นนั้นไม่คิดว่าข้าจะไม่สบายใจเช่นกันหรือ.. ที่ทำให้สหายไม่ได้เที่ยวสนุกในวันงาน "

          ริมฝีปากเล็กถูกขบแผ่วอย่างโต้แย้งไม่ออกยามได้ยินคำกล่าวของบุรุษแซ่กัว ถึงอย่างนั้นก็คล้ายมันจะได้ผลเพราะทำให้ตัวจิ้นอิ๋งตัดสินใจหยิบเอาขนมเยว่ปิ่งออกมาจากกระเป๋าย่ามของนางพลางวางไว้ยังโต๊ะเล็กข้างเตียงให้แก่อีกบุรุษ พร้อมเอ่ยเตรียมจะบอกลาอีกคนไป

          " ถ้าท่านกัวว่าเช่นนั้น… นี่ขนมเยว่ปิ่งนะเจ้าคะ รอจนหายดีค่อยทาน ยามนี้ยังแข็งเกินไปด้วย.. " จิ้นอิ๋งเงียบไปครู่หนึ่งดูลังเลที่เอ่ยลาขึ้นมา

          " ข้า… ข้าจะเที่ยวเผื่อท่านกัวฟ่งเสี้ยวนะเจ้าคะ จะขอพรให้ท่านแข็งแรงด้วยเจ้าค่ะ! "

          " เหตุใดไม่อวยพรให้ตัวเองเล่าแม่นาง " กัวฟ่งเสี้ยวเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงกลั้วขำขึ้นมายามได้ยินดรุณีน้อยเอ่ยหาตนให้เช่นนั้น ทว่ามันก็ทำให้คนที่มักเจ็บป่วยและหายเองอยู่คนเดียวมาเสมอรู้สึกได้รับกำลังใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เจอเช่นกัน

          " มันเป็นพรของข้า ข้าจะขออย่างไรก็ได้นี่เจ้าคะ.. หายป่วยไว ๆ นะเจ้าคะท่านกัวฟ่งเสี้ยว "

          ประโยคท้ายจิ้นอิ๋งเอ่ยพร้อมมือเรียวที่ยกแนบลงแผ่วยังผ้าที่วางทับกับหน้าผากของอีกบุรุษ ราวกับอยากให้สัมผัสของนางช่วยส่งผ่านไปยังอีกฝ่ายผ่านผืนผ้านี้ ทั้งคู่สบตากันอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจิ้นอิ๋งจะบอกให้คนป่วยได้นอนหลับพักผ่อนต่อแล้วนางจะกลับมาเยี่ยมใหม่ ซึ่งทันทีที่กัวฟ่งเสี้ยวหลับตาลงนางถึงออกจากห้องนอนไป ทว่าดรุณีกลับยังไม่ได้เร่งออกจากตัวบ้านไป ยังวนเวียนช่วยทำความสะอาดส่วนครัวจำพวกถ้วยชามที่คล้ายเพิ่งทานข้าวทานยาเสร็จไปตามที่อีกบุรุษได้บอกไว้

          จนราวครึ่งชั่วยามได้จิ้นอิ๋งจึงค่อย ๆ เดินกลับไปยังห้องนอนของกัวฟ่งเสี้ยวอีกหน เอาผ้าที่วางลงหน้าผากคนที่หลับสนิทไปแล้วออกก่อนแนบมือลงแทน ก่อนรอยยิ้มพลันวาดจางเมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิที่ลดลงมากแล้วให้นางพอได้สบายใจ ถึงหยิบเอากะละมังพร้อมผ้าผืนนั้นออกมาพลางช่วยทำความสะอาดอีกราวหนึ่งเค่อจึงเสร็จเรียบร้อยและเข้ายามอู่พอดีให้จิ้นอิ๋งเร่งออกจากกระท่อมสกุลกัว

          กระทั่งเดินมาถึงยังเฮยเซ่อที่เดินเล็มหญ้าตรงบริเวณที่โดนผูกอยู่ นางถึงกลับไปหยิบเอาพวกเกราะผ้าคลุมหน้ากากมาสวมอย่างที่ถานเจ๋อย้ำให้นางก่อนจะขึ้นม้าไปแล้วเร่งเดินทางกลับคืนสู่เหอตงไปรับผู้ติดตามทั้งสองให้ไปเที่ยวงานเทศกาลยังฉางอันด้วยกันตามสัญญา
          .
          อีกทั้งเพื่อเที่ยวเผื่อสหายแซ่กัวที่เพิ่งลั่นวาจาเอาไว้ให้ด้วย


[028] มอบ ขนมเยว่ปิ่ง ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-23 14:01:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด

เยี่ยมเยียนเพื่อตอบกลับและปรึกษา
.
.
.

          ในตอนที่ทั้งสามผ่านเขตด่านหานกู่กวนมาได้ จิ้นอิ๋งก็ได้แจ้งถึงการพบเจอโจรโพกผ้าเหลืองจากบริเวณที่เพิ่งผ่านให้เหล่าทหารบางส่วนได้ลองกลับไปตรวจสอบ ก่อนจะเร่งเดินทางเข้าไปในลั่วหยางแวะยังโรงหมอให้ช่วยรักษาเท้าแก่ซูฮวาและให้ตัวสตรีผู้นี้พักยังโรงเตี๊ยมอี้เถาไปก่อน พลางบอกกล่าวว่ากลับมาหาและพักด้วยกันในยามเซิน อีกฝ่ายที่ราวเพิ่งรู้สึกว่าเผลอสติกระเจิงไปก่อนหน้าก็ยินยอมพักแต่โดยดี

          เมื่อมาถึงยังกระท่อมสกุลกัวในช่วงใกล้ย่ามเว่ยเพราะแวะพักทานข้าวกันก่อนเดินทางต่อ จึงเหลือเพียงจิ้นอิ๋งและถานเจ๋อที่ได้มาเยี่ยมคนป่วย มือเรียวยกเคาะประตูด้วยสีหน้าติดห่วง ทว่าครานี้กลับไม่ได้รอนานอย่างวันก่อน เจ้าของเรือนออกมาเปิดประูต้อนรับเร็วอย่างที่เคยทำ ใบหน้าก็ดูอิ่มเอิ่มสุขภาพดีกว่าที่ได้เจอก่อนหน้าให้จิ้นอิ๋งแทบจะส่งยิ้มกว้างกลับหาไปด้วยความดีใจ

          " ดีขึ้นแล้วหรือเจ้าคะ? ถึงได้มีแรงส่งจดหมายหาข้าแล้ว " น้ำเสียงหวานส่งหาไม่คิดปิดบังความยินดี ทั้งยังแฝงความหยอกหาทำคนฟังหลุดยิ้มตามไปด้วย

          " สงสัยเพราะได้เจ้าช่วยอวยพรให้ ข้าเลยหายป่วยไวเชียวล่ะ "

          กัวฟ่งเสี้ยวยังคงเอ่ยเย้าตามนิสัย ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดีจากสตรีเบื้องหน้า แม้ไม่รู้ว่าเป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวมากแค่ไหน แต่นางก็เชื่ออยู่ไม่น้อยเช่นกันว่าเทพีฉางเอ๋อคงจะฟังคำขอของนาง ถานเจ๋อที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังได้แต่ตาปูดตาโปนทำหน้าไม่เข้าใจว่าทั้งคู่หมายถึงเรื่องอะไร แต่ก็เอ่ยแทรกอะไรไม่ได้จนได้แต่กัดฟันแน่น นึกเสียดายขึ้นมาที่ไม่มีซูฮวามาด้วยให้คอยช่วยเป็นกำลังเสริมอีกแรง

          " เข้ามาก่อนสิ เจ้าคงไม่ได้มาแค่พบหน้าข้าดูว่าสายดีหรือไม่แล้วจากไปหรอก.. ใช่หรือไม่? "

          จิ้นอิ๋งพลันได้ยินคำกล่าวอีกฝ่ายก็พยักหน้ารัวตอบรับคำกล่าวของอีกบุรุษที่ยังคงชอบเดาใจนางได้แม่นยำมาเสมอ ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวบ้านที่เจ้าของได้เบี่ยงตัวหลบออกให้นางและผู้ติดตาม ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วถานเจ๋อก็ยังยืนประจำที่ยังหน้าทางออกเพื่อไม่ให้รบกวนและจะได้คอยจับตาดูพฤติกรรมไปด้วย ส่วนจิ้นอิ๋งและกัวฟ่งเสี้ยวก็ได้นั่งลงยังส่วนรับแขกของบ้านที่เป็นเบาะนั่งพื้นและมีโต๊ะเล็กขั้นกลางทั้งคู่เอาไว้

          ซึ่งหลังจากนั่งลงตัวจิ้นอิ๋งก็เอาหีบห่อที่ทำการบรรจุเอาชาเจียวกู่หลานที่เพิ่งชงยามอยู่ลั่วหยางออกมา ซึ่งยังคงอุ่นอยู่เพราะนางบรรจุไว้อย่างมิดชิด ระหว่างที่นำมาวางลงให้บุรุษเบื้องหน้าก็ได้กล่าวอธิบายไปด้วย

          " นี่คือชาเจียวกู่หลานเจ้าค่ะ ข้ากะเอามาเยี่ยมท่านกัวฟ่งเสี้ยวเพื่อให้ช่วยรักษาไข้ ถึงจะหายป่วยแล้วแต่คิดว่าคงช่วยบำรุงร่างกายแทนได้เจ้าค่ะ… ไม่รู้ท่านกัวชอบดื่มหรือไม่ แต่ชาตัวนี้มีประโยชน์นะเจ้าคะ ดื่มแค่วันละถ้วยก็ได้เจ้าค่ะ "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยเกรงว่าหากอีกฝ่ายไม่ชอบ อย่างน้อยก็จะได้รู้ไว้ว่าชาที่นางนำมามอบนั้น ตั้งใจเอามาให้ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ ซึ่งอีกบุรุษก็ไม่ได้ตอบรับอะไรเป็นพิเศษเพียงรินตัวชายกดื่มก่อนจะพยักใบหน้ารับดูไม่ได้มีท่าทางที่ไม่ชอบใจอะไรมากให้จิ้นอิ๋งพอโล่งใจ ก่อนนางจะพลันนึกถึงเรื่องจดหมายได้ให้รีบเอ่ยตอบขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูติดประกายด้วยความกระตือรือร้นไม่น้อย

          " อ้อ! แล้วก็ขอบคุณมากเลยนะเจ้าคะ สำหรับชากงอวี้ฮวาที่ให้ในวันไหว้พระจันทร์ หอมมากเลยล่ะเจ้าค่ะ ข้าชอบมาก.. แล้วก็เรื่องเที่ยวชมที่ทะเลสาบไท่หู ข้าอยากไปนะเจ้าคะ ทั้งอยากชมทัศนีย์แล้วก็ยินดีทำความรู้จักกับสหายของท่านด้วยเจ้าค่ะ "

          " งั้นหรือ? ดียิ่ง.. ไว้ข้ากำหนดวันเวลาได้จะนัดเจ้าอีกทีแล้วกัน "

          กัวฟ่งเสี้ยววางถ้วยชาลงพลางเอ่ยตอบกลับดรุณีน้อยทั้งรอยยิ้ม ก่อนผละสายตามาสบมองนางทั้งแววตาติดประกายดูยินดีไม่น้อยที่ไม่ถูกปฏิเสธคำชวนไปเสียก่อน จิ้นอิ๋งที่เห็นท่าทางนั้นก็อดยกยิ้มตาไมปด้วยไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าอีกบุรุษนั้นสบายดีแล้วจึงเอ่ยถามปรึกษาในเรื่องที่นางสงสัยมาสักพักขึ้นมา

          " จริงด้วย.. ท่านกัวรู้จัก บ้านร้างตงฟางที่เมืองซีเหอหรือไม่เจ้าคะ? " สิ้นประโยคคำถาม แววตาของอีกบุรุษพลันระยับขึ้นดูสนอกสนใจ

          " รู้สิ.. บ้านเก่าของท่านซินแสตงฟางซั่ว "

          " เช่นนั้นท่านกัวคงรู้จักยอดตำราซินแสตงฟางด้วยสินะเจ้าคะ "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยหาอย่างกระตือรือร้น พลางชื่นชมในใจถึงอีกบุรุษไม่หยุดที่ตนนึกแล้วเชียวว่า สหายผู้รอบรู้ของนางผู้นี้จะต้องให้คำตอบนางได้แน่ กัวฟ่งเสี้ยวที่ได้ยินชื่อตำราก็พยักหน้ารับพร้อมยกชาที่เด็กสาวนำมาให้อีกจิบหนึ่งถึงกล่าวต่อให้ฟังด้วยเห็นสายตาคาดหวังจากเด็กสาวมาเช่นนั้น จะไม่อธิบายอะไรเพิ่มไม่แคล้วคงโดยถามต่ออยู่ดี

          " ก็พอได้ยินมาอยู่บ้างว่ามียอดตำราที่บ้านร้างตงฟาง ทำไม? หรือเจ้าคิดอยากจะไปหา.. ข้าว่าผ่านมาตั้งขนาดนี้คงโดนเอาไปแล้วกระมัง ตำราของซินแสนักทำนายตัวอักษรเชียวนะ รอบรู้ทั้งอดีตอนาคตอย่างแม่นยำ อืม… ไม่แคล้วตำราของท่านคงรวบรวมเนื้อหาที่เคยศึกษามาเป็นแน่ ส่งต่อให้คนรุ่นหลังหวังให้คาดเดาทำนายและนำมาปรับปรุงระบบปกครองให้ดีเช่นที่ท่านเคยทำมา "

          จบคำอีกบุรุษพลันยกจิบชาอีกหนให้ชุ่มคอ โดยมีจิ้นอิ๋งนั่งพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่ไม่รู้เข้าใจจริงหรือไม่อยู่ ชวนให้รู้สึกขบขันจนกัวฟ่งเสี้ยวหลุดหัวเราะออกมา ก่อนหลุดบากเอ่ยเย้าไปอย่างอดไม่อยู่

          " ทำหน้าเหมือนตามไม่ทันเลยแม่นางกู่ หรือเจ้าไม่รู้จักท่านตงฟางซั่ว? "

          " รู้สิเจ้าคะ! "

          จิ้นอิ๋งรีบแก้ตัวอย่างลนลาน บุรุษผู้มีชื่อเสียงเช่นนั้นเหตุใดนางจะไม่เคยได้ยินชื่อ เพียงแค่รู้ถึงชีวประวัติไม่มาก และยังไม่รู้ถึงความสำคัญของตำรานั้นมาก จนมาฟังอีกบรุษกล่าวให้ฟังก่อนหน้าก็ราวนึกวิเคราะห์ไปได้หลายอย่างจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสน

          " เช่นนั้นไฉนถึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เล่า.. คิ้วเจ้าจะผูกกันอยู่แล้ว " สิ้นคำเด็กสาวก็แทบเอามือยกปิดหัวคิ้วตัวเองไว้จนกัวฟ่งเสี้ยวแทบหลุดหัวเราะออกมาอีกหน

          " ก็… ข้าแค่กำลังคิดน่ะเจ้าค่ะ เพราะท่านคงฟางซั่วเป็นนักทำนายอักษรที่แม่นยำผู้หนึ่ง ทั้งช่วยปรับระบบการปกครองให้มีความเป็นมนุษยธรรมมากขึ้นโดยที่ก็ไม่ได้ทิ้งกฎหมายเดิม ดูแล้วเป็นผู้ที่เคารพความรู้เก่าและนำมาประยุกต์ทำนายเพื่ออนาคตได้เหมาะสมผู้หนึ่งเลยเชียว หากองค์ความรู้ของท่านไปตกในมือของผู้ที่อยากพัฒนาบ้านเมืองให้สงบสุขก็คงทำได้แน่ แต่.. ถ้าเป็นผู้ที่มักใหญ่ใฝ่สูงได้ไปเล่าเจ้าคะ... "

          " ก็คงโกลาหลไม่น้อย.. แต่ความรู้ของท่านตงฟางก็คงขาดช่วงไปอยู่บ้างเพราะท่านก็เสียมาราวสองร้อยปีได้ ถ้าไม่ใช้ผู้ที่ขยันหาความรู้ย้อนหลังในช่วงที่ขาดไปดั่งเช่นท่านตงฟางซั่วที่ย้อนอ่านตำราศึกษาประวัติศาสตร์ถึง 500 ปี ก็ยากจะทำนายอนาคตได้แม่นยำราวมีตาเห็นเช่นท่านซินแสล่ะ "

          กัวฟ่งเสี้ยวช่วยกล่าวให้เด็กสาวคลายกังวล ซึ่งจิ้นอิ๋งที่ได้ยินแบบนั้นก็อดที่จะรู้สึกเห็นด้วยขึ้นมาไม่ได้ ในอกพลันเบาใจขึ้นมาว่าหากคราวต่อไปที่นางไปตรวจสอบดูบ้านร้างที่ตั้งใจซื้อนั้นแล้วไม่พบกับตัวตำรา ก็คงแล้วแต่วาสนาของผู้ที่ได้รับไปว่าจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ในทิศทางไหน ตัวนางก็ขอภาวนาให้เป็นในทางที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้คนในแผ่นดินฮั่นก็แล้วกัน

          " ว่าอย่างไร? เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเรื่องที่จะไปหาตำราเลย.. เจ้าอยากได้งั้นหรือ? "

          " เปล่าเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากซื้อบ้านร้างหลังนั้นด้วยเห็นว่าทำเลดีนักและกว้างขวางไม่น้อย ในยามไปตรวจสอบตัวบ้านก็ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาไปเข้าไปตามหาตำราน่ะเจ้าค่ะ.. เลยอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องตำราขึ้นมา ซึ่งท่านกัวก็รอบรู้อยากที่ข้านึกไว้เลยเจ้าค่ะ! " จิ้นอิ๋งเอ่ยชื่นชมบุรุษตรงหน้าอย่างจริงใจให้อีกฝ่ายโบกมือกลับหาอย่างถ่อมตัว

          " ชมเกินไปแล้ว.. "

          " ไม่เกินนะเจ้าคะ! คราแรกที่เจอจนมาถึงตอนนี้ท่านกัวก็วิเคราะห์คนได้แม่นอย่างที่ข้าเองยังตกใจบ่อย ๆ เลยเชียว ไหนจะมีความรู้รอบตัวไม่น้อย… จะว่าไปก็คล้ายท่านตงฟางซั่วเลยนะเจ้าคะ เป็นผู้รอบรู้ที่ชอบนำข้อมูลทั้งอดีตปัจจุบันมาวิเคราะห์เพื่อทำนายอนาคต เพียงแต่ท่านกัวดูจะชอบทำนายพฤติกรรมการกระทำของผู้คนเสียมากกว่า "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยเสียงกลั้วขำที่ทำเอากัวฟ่งเสี้ยวเลิกคิ้วมองตรงหายังดรุณีเบื้องหน้าอย่างไม่คาดคิดว่าจะโดนนำไปเทียบกับซินแสเก่งกาจผู้นั้น เล่นเอาอีกฝ่ายนิ่งคิดทบทวนตามไปครู่เลยเชียว

          หลังจากหมดเรื่องที่นางนั้นสงสัย ทั้งคู่ก็อยู่พูดคุยเรื่อยเปื่อยกันอีกเล็กน้อยพร้อมกับที่จิ้นอิ๋งก็ย้ำถึงเรื่องนัดวันเที่ยวชมเพื่อที่นางจะได้วางแผนเดินทางไปพบกับอีกบุรุษได้ถูก เพราะฟังจากเมืองที่ตั้งของทะเลสาบนั้น อยู่ทางสุดขอบใกล้ทะเลทางทิศตะวันออกของแผ่นดินฮั่นจนจิ้นอิ๋งตั้งใจว่าอาจต้องพากันนั่งรถม้าเพื่อเดินทางกันเลยเชียว

          " เช่นนั้นข้าต้องขอตัวลาแล้ว.. ท่านกัวฟ่งเสี้ยวรักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ อย่าให้เป็นไข้บ่อยนักล่ะเจ้าค่ะ! "

          เอ่ยทิ้งท้ายด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมแววตาติดห่วงส่งไปให้จนแว่วเสียงหัวเราะแผ่วจากอีกบุรุษ ก่อนกัวฟ่งเสี้ยวจะพยักหน้ารับกลับไป นางถึงได้ค้อมตัวลาและพาถานเจ๋อออกจากตัวกระท่อมและขึ้นม้าพากันกลับไปยังลั่วหยางเพื่อหาซูฮวาที่โรงเตี๊ยมเตรียมพักผ่อนกันก่อนที่จะเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้นเพื่อกลับไปซีเหอและทำการตรวจสอบยังบ้านร้างนั้นให้เรียบร้อย


ตอบรับคำชวนไปเที่ยวที่ทะเลสาบไท่หู
[028] มอบ ชาเจียวกู่หลาน ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-26 14:09:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-9-26 14:35


ก่อนร่วมงานแต่งงาน 2
.
.
.

          เนื่องด้วยต้องแวะชวนสหายที่เมืองเฉินหลิวก่อนเข้าไปยังหรูหนาน จึงจำต้องเดินทางเช้ากว่าปกติให้ไปถึงอีกเมืองได้ไม่เกินช่วงเช้า ยังยามอิ๋นตัวจิ้นอิ๋งก็พาถานเจ๋ออกเดินทางแล้ว ซึ่งดีที่เมื่อคืนดรุณีน้อยนั้นกำชับผู้ติดตามว่าต้องนอนเร็ว มันจึงพอมีเรี่ยวมีแรงตื่นขึ้นมาเพื่อขี่ม้าตามท่านหญิงไปเช่นนี้ ระหว่างเดินทางถานเจ๋อที่ยังนึกฉิวอยู่บ้างที่ต้องไปเชิญบุรุษหน้าหยกผู้นั้น เลยหาเรื่องชวนคุยเรื่องอื่นที่พอจะเบี่ยงความสนใจของตนออกไป

          " ท่านหญิงได้เตรียมของที่จะให้ในงานแต่งของแม่นางฉินไว้หรือยังหรือขอรับ? "

          " เรียบร้อยแล้วล่ะ.. หวังว่าเพ่ยเอ๋อห์จะชอบนะ " ประโยคหลังจิ้นอิ๋งเอ่ยเสียงแผ่วคล้ายเปรยกับตัวเอง

          ซึ่งถานเจ๋อที่ได้ยินก็พยักหน้ารับแผ่ว นึกสงสัยไม่น้อยว่าผู้เป็นนายแวะไปซื้อของมาตั้งแต่ตอนไหน ทว่าอาจจะเป็นช่วงไปที่เมืองซีเหอก็ได้ที่ระหว่างการซื้อเสบียงเพื่อเดินทางเห็นดรุณีน้อยขอเข้าร้านขายตำราต่าง ๆ จนมันแอบนึกหวาดขึ้นมาว่าท่านหญิงจะส่งพวกตำรากลยุทธ์ให้แก่เจ้าสาวในงานแต่งหรือไม่ ถานเจ๋อส่ายศีรษะเบา ๆ คล้ายอยากให้ตนเลิกคิดมากและวางใจในตัวท่านหญิงของมันว่าคงจะต้องเตรียมของที่เหมาะไว้ให้

          หลังกำลังคิดตบตีตัวเองในใจได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ทั้งคู่ก็มาเยือนถึงยังกระท่อมสกุลกัวที่คุ้นตา เพราะเดินทางมาบ่อยจึงไม่ได้หลงอย่างช่วงแรกและลดระยะเวลาที่มาหาได้เร็วมากเลยเชียว

          .
          ในยามเหม่าที่พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงออกยังขอบฟ้ารำไร มีเสียงเคาะประตูยังหน้าบ้านดังขึ้นให้เจ้าของเลิกคิ้วฉงน นึกถึงแขกผู้หนึ่งที่เฝ้าแวะเวียนมาหาเป็นบางช่วงนั้นแล้วพลันเผยรอยยิ้ม ทว่าด้วยช่วงเวลาที่เช้าตรู่เช่นนี้ทำให้บุรุษแซ่กัวนึกเผื่อไว้เช่นกันว่าอาจเป้ฯชาวบ้านในเมือง

          " สวัสดีเจ้าค่ะท่านกัวฟ่งเสี้ยว ..หวังว่าข้าคงไม่ได้มารบกวนปลุกท่านในยามเช้าใช่หรือไม่เจ้าคะ "

          เสียงหวานส่งหาพร้อมประโยคท้ายที่มาพร้อมกับรอยยิ้มแหยบนดวงหน้านวลคุ้นตา เรียกเสียงหัวเราะทั้งติดฉิวและขบขันให้ดังออกมาเจ้าของชื่อ อีกบุรุษยังไม่ได้ตอบคำถามของจิ้นอิ๋งในทีเดียวแต่กอดอกพลางเอนตัวพิงกรอบประตูจดจ้องอีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งเสียก่อน จนดรุณีน้อยที่โดนมองถึงกับเผลอหลบสายตาไปมาด้วยนึกว่านางมารบกวนอีกฝ่าย กระนั้นยังไม่ทันได้เอ่ยขอโทษ กัวฟ่งเสี้ยวก็เอ่ยน้ำเสียงกึ่งดุออกมาเสียก่อน

          " เดินทางยามย่ำรุ่งเช่นนี้มันอันตรายนะแม่นางกู่ "

          ริมฝีปากเล็กหุบ ๆ อ้า ๆ อยู่อย่างนั้นหลังได้ยินอีกบุรุษเอ่ยกล่าว ทั้งนึกเถียงไม่ออกและไม่กล้าจะเอ่ยชวนไปงานขึ้นมาด้วยกลัวว่าคนที่ยังเพิ่งจะเอ่ยสอนสั่งนางไปเมื่อครู่จะบอกปฏิเสธขึ้นมา ถึงจะทำใจเผื่อไว้แล้วว่าโอกาสที่คนตรงหน้าจะไม่ไปกับนางนั้นมีมากกว่าก็ตาม เช่นนั้นแล้วจิ้นอิ๋งจึงยังไม่ได้เอ่ยปากชวนในตอนนี้ แต่อธิบายเหตุผลให้แก่อีกบุรุษไปเสียก่อน

          " คือข้าต้องเดินทางไปที่หรูหนานเพื่อร่วมงานแต่งงานของคนรู้จักที่เคยช่วยเหลือกันไว้น่ะเจ้าค่ะ.. เลยต้องเดินทางเช้าเสียหน่อย " กัวฟ่งเสี้ยวทำทีหรี่ตาใส่เด็กสาวเล็กน้อยราวกับอยากให้เข้าประเด็นขึ้นมาว่าหากต้องแวะเมืองหรูหนาน เหตุใดถึงตรงมายังเฉินหลิวเสียก่อนเช่นนี้

          " แล้ว.. แล้วก็พอดีว่าข้า ...ผ่านมากวนจงตะวันออกพอดีเลยอยากแวะมาหาท่านกัวด้วยน่ะเจ้าค่ะ! "

          เอ่ยตามความจริง แค่ยังเอ่ยไม่หมดไปเท่านั้น ทำให้แววตาสีนิลของนางไม่ได้เผยพิรุธอะไร ทว่าก็ปกปิดว่ามีเรื่องที่บอกไม่หมดไม่มิดอีกอยู่ดีเช่นกัน เรียกเสียงถอนหายใจของบุรุษแซ่กัวให้ดังออกพร้อมสีหน้าที่คล้ายนึกอยากยกนิ้วดีดหน้าผากนวลที่ล่อตาอยู่ตรงหน้าให้ดังสักป๊อกสองป๊อกเสียจริง จนจิ้นอิ๋งที่แม้อ่านใจไม่ได้ก็รู้สึกต้องปกป้องหน้าผากของนางเอาไว้จนมือเผลอยกมาปิดบังอย่างไม่รู้เหตุผลเลยเชียว

          ถึงอย่างนั้นแม้จิ้นอิ๋งจะไม่ได้เอ่ยบอกเหตุผลทั้งหมด กัวฟ่งเสี้ยวก็คาดเดาได้ไม่ยากจากนิสัยของเด็กสาว อีกบุรุษจึงนึกอยากหยอกเล่นขึ้นมาโดยแสร้งทำทีเตรียมจะปิดประตูพลางพเยิดพยักใบหน้าให้อีกฝ่ายเร่งเดินทางต่อไปยังเมืองหรูหนาน ราวกับเร่งบีบอีกสตรีให้เอ่ยจุดประสงค์ออกมาตรง ๆ ไปด้วย

          " เช่นนั้นเจอหน้าข้าแล้วก็เดินทางต่อเถิดแม่นาง เดี๋ยวจะไม่ทันงานเอานะ "

          " อ้ะ! ช้าก่อนเจ้าค่ะท่านกัว! "

          จิ้นอิ๋งร้องขึ้นจนเกือบเสียงหลง มือเล็กยกจับยังขอบประตูเอาไว้ทว่าก็ไม่ได้ออกแรงดึงรั้งด้วยยังนึกเกรงใจอยู่ จนเป็นทางกัวฟ่งเสี้ยวเองที่ต้องหยุดมือไม่ให้บานประตูปิดหนีบยังนิ้วของดรุณีน้อยไปเสียก่อน มิเช่นนั้นหากเผลอทำสตรีบาดเจ็บล่ะได้กระอั่กกระอ่วนกันเป็นแน่ ไหนจะผู้ติดตามที่ยืนเฝ้าพร้อมหน้าถมึงทึงนั่นอีก ไม่แคล้วชักดาบออกมาแทงตนแน่แบบไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา..

          อีกบุรุษสบตามองหน้าดวงหน้าที่ยังอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่กล้ากล่าวต่ออย่างใจเย็น ทางจิ้นอิ๋งก็เริ่มสงสัยตัวเองว่าแค่เอ่ยชวนสหายไปงานแต่งงานด้วยกันทำไมตนถึงได้พูดออกมาได้ยากเย็นนก เช่นนั้นแล้วในยามที่ยังเอ่ยชวนไม่ออกก็เกริ่นเรื่องอื่นไป ดรุณีน้อยพลันเอาของที่ตั้งใจจะเอามาแบ่งให้ตั้งแต่ครั้งที่ได้สำรวจบ้านร้างตงฟางนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสแบ่งให้เสียทีเพราะติดว่าอีกบุรุษนั้นป่วยเสียก่อน

          " ข้ามีของมาแบ่งให้ท่านกัวด้วยเจ้าค่ะ เจอตอนไปสำรวจบ้านร้าง.. เห็นว่าชื่อคือสุรากานเหม่ยจือนะเจ้าคะ "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยระหว่างหยิบเอาสุราขึ้นมายื่นส่งให้แก่อีกฝ่าย และดูคล้ายจะได้ผลเพราะสามารถเรียกความสนใจจากอีกบุรุษได้เป็นอย่างดีจนไม่ได้เฝ้าสบตาเด็กสาวอย่างก่อนหน้าให้เอ่ยชวนไม่ออกแล้ว จนรอยยิ้มวาดออกยังดวงหน้านวลของดรุณีน้อยไปด้วย

          " ขอบใจแม่นางกู่มาก! สุราดีทีเดียว " กัวฟ่งเสี้ยวเอ่ยอย่างจริงใจ ดูชื่นชอบเป็นอย่างมาก จิ้นอิ๋งที่เห็นท่าทางเช่นนั้นก็อาศัยช่วงที่อีกบุรุษยังอารมณ์ดีเอ่ยชวนไปงานแต่งงานด้วยกันออกไป

          .
          " ถ้าชอบข้าก็ดีใจเจ้าค่ะ แล้ว.. ก่อนข้าจะไปงาน.. ท่านกัวฟ่งเสี้ยวสนใจไปงานแต่งงานด้วยกันกับข้าหรือไม่เจ้าคะ? "

         "หืม... ดูเหมือนจะมีสุรามงคลให้ทานไม่อั้นสินะ ข้าคิดว่าจะไป แต่เจ้าสนใจไปรับเพื่อนข้าอีกคนได้หรือไม่" กัวเจี่ยกล่าวอย่างมีเลศนัย เขาอยากจะแกล้งอีกฝ่ายสักหน่อย ไฉ่เมี่ยนคงจะว่างละมังเวลานี้ อีกทั้งเถ้าแก่เนี๊ยะกับเขามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เคยช่วยเหลือแก้ปัญหาให้หอทำให้เขาพอจะใช้จุดนี้คุยกันได้อยู่บ้าง

         จิ้นอิ๋งที่ได้รับคำตอบรับพลันเผยรอยยิ้มดีใจออกมา พลันได้ยินเงื่อนไขสิ่งใดก็คล้ายจะพยักหน้ายินยอมต้อนรับไปเสียหมด หากอีกบุรุษจะสบายใจขึ้นเมื่อมีสหายของทางฝั่งนั้นตามไปด้วย นางก็ไม่เกี่ยงที่จะพาไปด้วย อย่างไรคนไปร่วมงานแต่งงานเพื่ออวยพรให้แก่เพ่ยเอ๋อห์และตัวผู้เป็นสามีเยอะขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดีอีกด้วย

         " เจ้าค่ะ! รับสหายของท่านกัวไปด้วยอีกคนได้เลย สหายท่านกัวฟ่งเสี้ยวอยู่ไหนนำทางไปได้เลยนะเจ้าคะ "

         เด็กสาวเอ่ยกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปหาถานเจ๋อเพื่อปรึกษาว่าจะเดินทางเข้าตัวเมืองไปด้วยกันอย่างไร ให้กัวฟ่งเสี้ยวขี่ม้าร่วมไปกันกับมันได้ไหม แต่ใบหน้าดุกร้าวกลับยิ่งบูดบึ้ง มันเอาม้าสีขาวปลอดที่ขี่ม้าเสมอให้แก่อีกบุรุษได้ขี่ไปเอง ส่วนถานเจ๋อจะช่วยเดินจูงม้าให้แก่จิ้นอิ๋ง

         ดรุณีน้อยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แต่เพราะระยะทางเข้าเมืองก็ไม่ได้ไกลมากนักจึงถามย้ำอีกหนให้แน่ใจ ถึงได้พากันเดินทางไปยังสถานที่ที่สหายของท่านกัวฟ่งเสี้ยวอยู่ด้วยกัน


[028] มอบ สุรากานเหม่ยจือ ให้

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-10-1 22:46:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด

จบการนัดพบทะเลสาบไท่หู
.
.
.

          เดินทางมาสักระยะรถม้าก็มาเยือนถึงยังกระท่อมสกุลกัวก็เข้ายามโหย่วเข้าไปแล้ว ราตรีกาลเริ่มใกล้มาเยือน ทำให้จิ้นอิ๋งเดินลงรถม้าไปส่งสหายให้ถึงตัวกระท่อมเสียก่อน โดยบอกให้ผู้ติดตามทั้งสองรอยังบนรถม้าไป ด้วยเพราะนางไม่ได้ไปนานและยังอยู่ในระยะที่ยังมองเห็นกันได้อยู่อีกด้วย

          .
          ยามอีกบุรุษมาถึงยังหน้าประตูกระท่อมจิ้นอิ๋งก็ค้อมหาอีกฝ่ายดูเป็นทางการเล็กน้อยก่อนกลับมายืนตรงส่งรอยยิ้มกว้างกลับหากัวฟ่งเสี้ยวที่ดูแปลกใจไปครู่หนึ่งที่เห็นการกระทำเมื่อครู่ของเด็กสาว

          " ขอบคุณท่านกัวฟ่งเสี้ยวมากเลยนะเจ้าคะที่ชวนข้าไปเที่ยวยังทะเลสาบไท่หู ข้าชอบมากเลยล่ะเจ้าค่ะ.. ทั้งสวยแล้วก็ผ่อนคลายมากเลยเชียว "

          น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาและแสนจริงใจนั้น ทำอีกบุรุษที่เป็นฝ่ายเริ่มชวนไปเที่ยวก่อนนั้นเผยรอยยิ้มอย่างโล่งใจกลับหาจิ้นอิ๋งไม่ต่างกัน

          ก่อนสักพักที่ลมหนาวของช่วงเย็นพลันพัดโชยหอบมาครู่หนึ่ง ปลิวผิวผ่านยังเรือนผมสีหมึกของอิสตรีให้เกลี่ยระข้างใบหน้าจนดวงตาโศกที่มองสบหาบุรุษเบื้องหน้าจำต้องหยีปิดเพราะถูกปัดผ่าน ชั่วขณะที่จิ้นอิ๋งกำลังจะยกมือปัดออกและเตรียมตัวเอ่ยบอกลาแก่อีกฝ่าย กลับถูกมือคนตรงหน้าไล้จับยังปอยผมนั้นส่งทัดหูให้อย่างแผ่วเบา ทว่าเพียงสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็ทำเอาเด็กสาวเผลอเอนใบหน้าหลบหนี ทำมือที่ส่งมาเมื่อครู่ชะงักเล็กน้อยก่อนอีกบุรุษจะเลื่อนเก็บยังข้างตัว

          " กู่จิ้นอิ๋ง.. เรื่องไฉ่เมี่ยน... "

          " ใช่เจ้าค่ะ! ท่านกัวต้องนึกถึงท่านไฉ่เมี่ยนไว้นะเจ้าคะ ลดนิสัยหยอกล้อกับอิสตรีลงครึ่งหนึ่งด้วย! " จิ้นอิ๋งพลันเอ่ยแทรกก่อนที่อีกบุรุษจะกล่าวจบ ทั้งยังย้อนหายังคำที่อีกฝ่ายเคยบอกแก่นางไปด้วย

          ถึงอย่างนั้นนางไม่ใช่อยากทำให้ดูเสียมารยาท แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศของทั้งคู่ต้องพาลรู้สึกลำบากใจกันไป และสื่อว่านางนั้นจะไม่ถือสากับการกระทำเมื่อครู่ ทว่ากัวฟ่งเสี้ยวกลับยิ่งขมวดคิ้วมุ่นดูอยากนึกแย้งขึ้นมา ท่าทางจริงจังเช่นนั้นทำเอาจิ้นอิ๋งที่กำลังจะเผยรอยยิ้มกลับไปเผลอหลุดนิ่วคิ้วดูกังวลตามไปด้วยกับสิ่งที่สหายตรงหน้าจะกล่าวออกมา

          และเพราะอีกฝ่ายเห็นสีหน้าของอีกสตรีเข้าจึงทำเพียงถอนหายใจออกมาโดยไม่ได้เอ่ยกล่าวสิ่งที่อยากอธิบายออกไป
         
          " เจ้ากลับเถิด.. เดินทางปลอดภัย " ไม่รู้เพราะอะไรหลังได้ยินคำเอ่ยลาของกัวฟ่งเสี้ยวที่บอกมาในสถานการณ์แบบนี้แล้วนั้น จิ้นอิ๋งกลับเป็นฝ่ายทำอะไรไม่ถูก นางยังยืนนิ่งไม่ได้ผละจากไปไหน ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นดูกำลังครุ่นคิดคำพูดที่อยากเอ่ยปลอบหาบุรุษตรงหน้าอยู่เพยีงครู่ ดวงตาสีนิลจึงพลันเลื่อนสบนิ่งกับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง

          " ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะท่านกัวฟ่งเสี้ยว.. ข้ากับท่านยังเป็นสหายกันเสมอเจ้าค่ะ "
          .
          " ข้าจะพยายามเข้าใจนิสัยช่างหยอกล้อของท่านเองนะเจ้าคะ... อย่างที่ท่านก็เข้าใจนิสัยขี้เป็นห่วงของข้าน่ะเจ้าค่ะ! "

          จิ้นอิ๋งเอ่ยให้สหายแซ่กัวได้มั่นใจว่าตัวนางยังนับอีกฝ่ายเป็นสหายเสมอ รอยยิ้มกว้างเอกลักษณ์ถูกส่งหากลับไปอย่างจริงใจ ก่อนที่จะเอ่ยลากันอีกหนโดยดรุณีน้อยก็ไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายให้แก่อีกบุรุษไปด้วยให้เห็นว่านางนั้นยังปฏิบัติกับกัวฟ่งเสี้ยวเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน ดั่งที่เคยบอกว่านับคนตรงหน้าเป็นสหายนั้นนางบริสุทธิ์ใจจริงมาตลอด

          " ไว้หากท่านเจอสถานที่สวย ๆ อีก ไปเที่ยวกันใหม่ได้นะเจ้าคะ! "
          .
          .
          ลับแผ่นหลังเล็กของอีกสตรีที่ขึ้นรถม้าไป บุรุษผู้หนึ่งยังมองตามค้างครู่หนึ่ง ในหัวคล้ายรู้สึกทำพลาดไปไม่น้อยที่นึกแกล้งให้สตรีผู้นั้นเห็นการกระทำของตนเข้าจนได้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ เสียงถอนหายใจดังแผ่วผ่านก่อนบานประตูกระท่อมจะถูกปิดลง…


ลักษณะแต่กำเนิดตัวหอม
+20 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

อย่าลืมเข้าสู่ระบบนะจ๊ะ เข้าสู่ระบบตอนนี้ หรือ ลงทะเบียนตอนนี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้