[หลังหมู่บ้านเซิ่งหุน] ถ้ำหานกั๋ว

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-8-5 23:14:38 |โหมดอ่าน




ถ้ำหานกั๋ว

{ หลังหมู่บ้านเซิ่งหุน }











【ถ้ำหานกั๋ว】
ห่างออกไปราวสิบลี้ เป็นแห่งของเถาวัลย์หนามแหลมคม
ไม่ค่อยมีชาวบ้านอยากมาแถวนี้สักเท่าไร เพราะทั้งมืดสลัวและอับชื้น
บางครั้งมีค้างคาวมาทำรัง อาจสามารถเก็บขี้ค้างคาวไปทำดินขาวได้
บางครั้งมีเสียงสะท้อนของหยดน้ำ อาจมีตาน้ำแต่ไม่มีใครทราบเรื่องนั้น
ต่อมาถ้ำแห่งนี้กลายเป็นที่พำนักสถานของจอมยุทธ์หลิว
เมื่อสามปีก่อนที่มาถึงหมู่บ้านนี้และเขาได้ช่วยชาวบ้าน
จากกองกำลังพวกโจรโพกผ้าเหลืองที่มาปล้นหมู่บ้าน
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันหลิวไท่จึงตัดสินใจปักหลักที่นี่ชั่วคราว
จนกว่าสถานการณ์โจรโพกผ้าเหลืองละแวกนี้จะสงบ



{ วิถีชีวิตคนสันโดษ }

[ดูคู่มือการเก็บทรัพยากรส่วนตัว]

(1) ติดตั้ง "เบ็ดตกปลา" ชนิดใดก็ได้ (สามารถหาซื้อได้จากร้านอุปกรณ์)

(2) เขียนโรลตกปลาตามคู่มือด้านบน
(3) ระบุท้ายโพสต์เลือกปลาที่จะตก โดยแต่ละพื้นที่จะมีปลาแตกต่างกัน

{ โบนัสพิเศษ }
(1) หากเป็นคนลักษณะนิสัยสันโดษ ได้รับโบนัส x2

{ ปลาที่พบบริเวณนี้ }
(1) ปลาเฉา
(2) ปลากง










ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-8-12 21:53:02
[เควสสอนการเล่น] บทเรียนสุดท้าย


[ศิษย์หลิวไท่]
อี้ หลิง
อุปนิสัย:
เป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่ได้ฆ่าใครถ้าไม่จำเป็น ยอมตายได้เพื่อหมู่บ้านของเขา
การรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเป็นสิ่งไม่ดีและเขาจะไม่ทำมันอย่างเด็ดขาด เสียสละต่อส่วนรวม
          มีความเป็นผู้นำสูง ยืนหยัดในจุดยืนของตน แต่ก็มีนิสัยถ่อมตัวไม่ชอบพูดโอ้อวด
เป็นคนสุภาพรักษากฎเกณฑ์ และกฎระเบียบต่าง ๆ สุดความสามารถ
หากเกิดเรื่องร้ายเขาจะไม่อยู่เฉยคอยช่วยอยู่ห่างๆ แต่ไม่เปิดเผยตัวตนให้ใครเห็น
พูดแต่ความจริง รักษาคำพูด ชอบช่วยเหลือผู้ยากไร้  ไม่ยอมเพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรม
และจะไม่ปล่อยให้เป้าหมายที่เขาหรืออาจารย์ตัดสินแล้วว่าจะต้องกำจัดลอยนวลไปได้
มีทั้งเกียรติและความเมตตา เข้มงวดกับกฎระเบียบของตัวเองและคำสั่งของอาจารย์
รักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต แต่ทว่าในตอนนี้หญิงที่เขาเถิดทูนยังมีเพียงมารดาเท่านั้น




::.คำอธิบายเควส.::
- คำในวงเล็บ อาทิ (พ่อหนุ่ม/สาวน้อย) เลือกคำใดคำหนึ่งมาใช้ ให้เข้ากับคุณ -
- [...] สีน้ำเงิน คือ โรลคำพูดเฉพาะคนมีลักษณะนิสัยตามที่ระบุ -



.: เงื่อนไขเควส:.
- ต้องเป็นผู้เลือกทางเลือกที่ ผ่าน (เข้าสู่บทเรียน) ใน จุดเริ่มต้น -

.: สำคัญ สำหรับคนไม่ได้ทำ 1.1-1.4 :.
- ให้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาโรลเพลย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การมอบปลาเปรี้ยวหวานซีหู เป็นสนทนาสารทุกข์สุขดิบแทน เนื่องจากท่านไม่มีปลาเปรี้ยวหวาน -



.: โรลเพลย์เปิด :.

       - เขียนโรลอิสระมาที่นี่ จนถึงมาพบผู้มีคุณตามอิสระ -



        (ส่งอาหาร ผัดผักเก๋าฮะไฉ่ มาที่ไอดี Webmaster)
       @คุณ
       อี้หลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตา (เด็กหนุ่ม/เด็กสาว)ที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"
       @คุณ
       "อ่าห์ เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบเมนูจานนี้มาก" อี้หลิงกล่าวกับอีกฝ่าย ก่อนรับจานอาหารมาวางข้าง ๆ "แม้เจ้าเพิ่งหัดทำอย่ากังวลไป ข้าไม่ได้กินหรูอะไรมาก รสธรรมดาข้าก็สามารถทานได้"
       @คุณ
        "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์อี้งกล่าวอธิบายสอนอีกฝ่าย
       @คุณ
       "เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์อี้งกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง
       @คุณ
       "(หนุ่มน้อย/สาวน้อย) แม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์อี้กล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ
       @คุณ
       "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์อี้กล่าวต่ออีกฝ่าย ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา
        "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"
       @คุณ
      "อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์อี้กล่าวบอกแก่คุณที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง
       @คุณ
       "หวังว่าเจ้าจะโชคดีและประสบความสำเร็จในอุดมการณ์ของเจ้านะ" จอมยุทธ์อี้กล่าวบอกอีกฝ่าย "แล้วก็เจ้าอย่าผ่านเมืองพวกนี้ล่ะ เมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของโจรโพกผ้าเหลือง กองทัพมันมากมายนัก ทำให้เมืองหลายที่โดนปิดล้อมไม่อาจเดินทางสัญจรเข้าไปได้ปรกติ ตอนนี้ภาคเหนือแถบโยวโจวโดนตัดขาดโดยสิ้นเชิง"

[คำแนะนำ]
สัญลักษณ์เมืองจุดสีแดง คือ เขตบล็อก ไม่สามารถผ่าน หรือข้ามไปเมืองต่อไปได้ โดยสีเหลืองมาจาก ก็กของโจรโพกผ้าเหลือง

       @คุณ โรลเพลย์จบ

      (สำหรับเฉพาะคนได้รับหินตีบวกและอัพเกรดจากโจว อี้เต๋อ แห่งโรงไม้โซ่วซุน ให้ต่อเลยอย่าเพิ่งจบ)
     "เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์อี้กล่าวถามอีกฝ่าย
       @คุณ
       "เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"
       @คุณ
       "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
       @คุณ
       "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์อี้อธิบายก่อนจะสังเกตอีกฝ่าย "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"
       @คุณ
       "เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" อี้หลิงอธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"
       @คุณ

{ สอนการตีบวก }
(1) เข้าหน้าอุปกรณ์ เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการตีบวก (อุปกรณ์ที่นำมาโรล)
(2) เลือก ตีบวก เพื่อเริ่มลงมือตีบวก
(3) ผลลัพธ์การตีบวกจะขึ้นอยู่กับวาสนา โดยจะมีโอกาสได้ 10 เท่าจากค่าสเตตัสพื้นฐานของอาวุธ
* ก่อนดำเนินการจะต้องปลดอุปกรณ์ชิ้นนั้นเสียก่อน *

{ สอนการอัพเกรด }
(1) เข้าหน้าอุปกรณ์ เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการอัพเกรด (อุปกรณ์ที่นำมาโรล)
(2) เลือก อัพเกรด เพื่อเริ่มลงมือตีบวก
(3) ผลลัพธ์การอัพเกรดจะเป็นการอัพเกรดสรรพาวุธเพิ่มสเตตัสขึ้นเป็นสัดส่วน ยิ่งอัพเกรดสูงยิ่งมีสเตตัสสูง
* ก่อนดำเนินการจะต้องปลดอุปกรณ์ชิ้นนั้นเสียก่อน *


       @คุณ เขียนโรลทำสมาธิ
       "เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์อี้กล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว
       @คุณ
       "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์อี้อธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"
       @คุณ
       "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"

{ สอนการอัปสเตตัสเพิ่มความสามารถ }
(1) ไปที่เมนู My Status เมื่อท่านเข้าสู่หน้าต่างดังกล่าวจะปรากฎตามภาพ
* ตรง Point คือ จำนวนแต้มที่ได้จากการเลเวลอัพ หรือ ผ่านเควสรับจ้างงานบางประเภท ให้นำไปอัพสเตตัส 6 ค่า โดยการพิมพ์เลขอื่นแทน 0 ในช่อง *
จะได้ตามภาพ


       @คุณ
       "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์อี้กล่าวอำลาอีกฝ่าย
       @คุณ โรลเพลย์จบ

     - จะได้รับรางวัล เมื่อโรลเพลย์จบ  โดยคุณต้องสวมใส่ไอเท็มที่ตีบวก และ อัพเกรด และ อัพสเตตัสทั้งหมด ให้ Point คงเหลือ 0 หาก Point ไม่หมดจะไม่ได้รางวัล -                   ( สามารถออกไปจากหมู่บ้านนี้เริ่มเดินทางแสวงหาประสบการณ์ ฟาร์มเงิน เลเวลได้ )



รางวัลเควส: ได้รับ +30 ตำลึงทอง , 100 ตำลึงเงิน , +1,000 อีแปะ  , +2 Level up , x1 กระเป๋าขนาดใหญ่ , x1 เตากำยานฝึกยุทธ์





←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
จั่วซื่อจ้วนจ้วนจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x1
x1
x2
x12
x5
x635
x240
โพสต์ 2021-8-29 22:00:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangnon เมื่อ 2021-8-29 23:53



เสียงย่ำเท้าของจางหน๊งได้เดินย่างกายเข้ามาในถ้ำหานกั๋วเสียงเงียบสงบแต่ก็ยังมีเสียงของหยดน้ำ เล็กน้อยจากในถ้ำ ทันใดนั้นเอง เท้าของจางหน๊งตั้งใจจึงเหยียบกิ่งไม้อันเล็กๆ และได้เกิดเสียงหักจากกิ่งไม้ ดัง แก๊กกกก~~~เพื่อเป็นการที่อยากให้อีกฝ่ายหันมาสนใจ เลยทำเสียงรบกวน


       หลิวไท่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตา เด็กหนุ่มที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"


       จางหน๊งได้ตอบไปว่า
"ก็หายดีแล้ว แล้วข้าก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าจะมอบให้ท่านเพื่อเป็นการตอบเเทนเล็กๆน้อยๆอาจจะไม่มาก"


       "อ่าห์ เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบเมนูจานนี้มาก" หลิวไท่กล่าวกับอีกฝ่าย ก่อนรับจานอาหารมาวางข้าง ๆ "แม้เจ้าเพิ่งหัดทำอย่ากังวลไป ข้าไม่ได้กินหรูอะไรมาก รสธรรมดาข้าก็สามารถทานได้"


       จางหน๊งพร้อมแสดงกริยาขำเล็กๆน้อยๆ
พร้อมทั้งกล่าวบอกว่า"ผู้ใหญ่บ้าน ช่งต้าเผย" ได้บอกข้ามานิ แถมข้าก็หายดีแล้ว รวมถึงข้าได้ฝึกลมปราณจากช่างทำอาวุธด้วยอะนะ โถ่ๆ"




        "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอธิบายสอนอีกฝ่าย


      จางหน๊งได้//พยักหน้า
"ข้านัันต้องขอขอบคุณท่านอะนะเป็นอย่างมากที่ได้ช่วยข้าให้รอดพ้นจากการลี้ภัย และการถูกไล่ล่า "
พร้อมทัังตนเองได้แสดงอารมณ์ทางใบหน้าแบบลึกซึ้งในพระคุณแต่จริงๆก็ไม่ค่อยถูกชะตาอีกฝ่ายนัก




       "เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์หลิวกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง


       จางหน๊งฟืนใจที่จักต้องบอกควาจริงให้อีกฝ่ายได้รับรู้แม้อีกใจก็อยากอยู่
"ข้าจำเป็นจะต้องอำลาท่านแล้วละ อยู่ไปก็คงไม่มีไรให้ทำแล้ว"




       "หนุ่มน้อย แม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์หลิวกล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ


       จางหน๊งนั้นได้รับฟัง
"ข้าผู้นี้พอได้รับรู้ข่าวเรื่องนั้นอยู่บ้างขอรับ แต่ได้ข้อมูลไม่มาก คนของข้าถูกกำจัดเสียก่อนช่างน่าหดหู่เหลือเกิน"


       "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์หลิวกล่าวต่ออีกฝ่าย ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา
        "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"


       จางหน๊งทำการแบมือทันที"ข้าต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงที่มอบให้ข้า"
เอื้อมแบมือแสดงกริยาเสมือนว่าอยากออกไปจากที่นีาแล้ว


      "อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกแก่คุณที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง


       จางหน๊งตอบกลับแบบตั้งใจ
"ข้าจัะต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟอย่างแน่แท้ รวมถึงอำนาจของผู้คนที่ล้วนแต่จะโกบกอย มันเป็นความจริงที่ท่านกล่าวมาข้าก็ไม่ได้โง่ไปซะทุกเรื่อง"




       "หวังว่าเจ้าจะโชคดีและประสบความสำเร็จในอุดมการณ์ของเจ้านะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกอีกฝ่าย "แล้วก็เจ้าอย่าผ่านเมืองพวกนี้ล่ะ เมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของโจรโพกผ้าเหลือง กองทัพมันมากมายนัก ทำให้เมืองหลายที่โดนปิดล้อมไม่อาจเดินทางสัญจรเข้าไปได้ปรกติ ตอนนี้ภาคเหนือแถบโยวโจวโดนตัดขาดโดยสิ้นเชิง"


[คำแนะนำ]


สัญลักษณ์เมืองจุดสีแดง คือ เขตบล็อก ไม่สามารถผ่าน หรือข้ามไปเมืองต่อไปได้ โดยสีเหลืองมาจาก ก็กของโจรโพกผ้าเหลือง


       จางหน๊งพนักกน้าตอบรับพร้อทั้งกล่าวตอบ
"ขอรับท่านจอมยุทธ์ข้าก็เพิ่งรู้ข่าวจากท่าน ณ ตอนนี้ พวกโจรอาระวาดทั่วแผ่นดิน"


      (สำหรับเฉพาะคนได้รับหินตีบวกและอัพเกรดจากโจว อี้เต๋อ แห่งโรงไม้โซ่วซุน ให้ต่อเลยอย่าเพิ่งจบ)


     "เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่าย


       จางหน๊งได้กล่าวตอบทันทีแบบไม่ลีลอ
"ใช่แล้ว ข้าได้หินล้ำค่าของท่านจอมยุทธโจวมาก็เขาให้ข้ามานิข้าก็ต้องมีถามแปลกๆ"


       "เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"


       จางหน๊งได้เดินตามอีกฝ่ายพร้อมทัังเดินมายังจุดที่อีกฝ่ายต้องการให้มานั่งพร้อมนั่งยืดขาออกเล็กน้อยบิดขี้เกียจไปมาก่อน เพื่อไปนั่งตรงที่อีกฝ่ายได้เตรียมไว้ให้


       "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน


       จางหน๊งได้นำอาวุธของตนมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมทั้งวางหินเพื่อทับอาวุธที่ต้องการ
รวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว กำหนดลมหายใจออกมา
โคจรลมปราณทั้งหมดไปยังทีีจึดตันเถียนเดอนกระเเสลปราณไหลเวียนทั่วร่างกายทุกจุด และมาบรรจบจุดที่จัดเถียน




       "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์หลิวอธิบายก่อนจะสังเกตอีกฝ่าย "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"


       จางหน๊งได้กำหนดสตและจิตใจและสมาธิประดุจหนึ่งรวมพลังหล่อหลอมจิตใจและสัมผัสการเห็นภาพนั้นเป็นทรงกลมล้อมรอบกลางทาง




       "เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" หลิวไท่อธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"

จ๊างหน๊งกับหนดสติและความตั้งใจพร้อมทั้ง เอ่ยในจิตใจ หากข้ามีวาสนามากก็จะได้มากหากข้ามีวาสนาน้อยก็ได้น้อย


{ สอนการตีบวก }
(1) เข้าหน้าอุปกรณ์ เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการตีบวก (อุปกรณ์ที่นำมาโรล)
(2) เลือก ตีบวก เพื่อเริ่มลงมือตีบวก
(3) ผลลัพธ์การตีบวกจะขึ้นอยู่กับวาสนา โดยจะมีโอกาสได้ 10 เท่าจากค่าสเตตัสพื้นฐานของอาวุธ
* ก่อนดำเนินการจะต้องปลดอุปกรณ์ชิ้นนั้นเสียก่อน *




{ สอนการอัพเกรด }
(1) เข้าหน้าอุปกรณ์ เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการอัพเกรด (อุปกรณ์ที่นำมาโรล)
(2) เลือก อัพเกรด เพื่อเริ่มลงมือตีบวก
(3) ผลลัพธ์การอัพเกรดจะเป็นการอัพเกรดสรรพาวุธเพิ่มสเตตัสขึ้นเป็นสัดส่วน ยิ่งอัพเกรดสูงยิ่งมีสเตตัสสูง
* ก่อนดำเนินการจะต้องปลดอุปกรณ์ชิ้นนั้นเสียก่อน *




   จางหน๊งได้ทำการนี่งสมาธิ
เริ่มนั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้อย วางไว้ที่หน้าตัก ยืดลำตัวให้ตรง จะทำให้นั่งได้นานต่อเนื่องหลายชั่วโมง โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าหลังจากนั้นก็ทำใจเราเย็น ปล่อยว่างทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือเรื่องส่วนตัว หลับตาเบาๆ แล้วนำใจไว้ที่กลางท้อง ปล่อยใจไว้เฉยๆ ไม่สนใจเรื่องภายนอก สัมผัสในที่อยู่กลางท้องอย่างสบาย ๆ เบาๆ ไม่ต้องสนใจร่างกาย หากอดสนใจไม่ได้ ก็ให้ใช้คำภาวนา //จนกระทั่งจางหน๊งค่อยๆลืมตา


       "เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว


"รู้สึกดีมากนะแต่ก็น่าเบื่อปต่รู้ถึงการทำให้จิตใจสงบ มั่นคง อยู่ที่ใดที่หนึ่ง จิตเป็นนามธรรมมีหน้าที่คิดที่ดี"





       "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์หลิวอธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"
       จางหน๊งพร้อตอบไปว่า "ข้ารับรู้ถึงความรู้สึกที่แข่งแกร่งยิ่งกว่าเก่ามากเสียอีกขอรับแต่ยังไงข้าก็ต้องระวังตัวให้มากถ้าโง่มากก็ตายไป"


       "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"


{ สอนการอัปสเตตัสเพิ่มความสามารถ }
(1) ไปที่เมนู My Status เมื่อท่านเข้าสู่หน้าต่างดังกล่าวจะปรากฎตามภาพ


* ตรง Point คือ จำนวนแต้มที่ได้จากการเลเวลอัพ หรือ ผ่านเควสรับจ้างงานบางประเภท ให้นำไปอัพสเตตัส 6 ค่า โดยการพิมพ์เลขอื่นแทน 0 ในช่อง *
จะได้ตามภาพ






       จางหน๊งพร้อมกล่าว"รับทราบไว้วันว่างข้าจะทำส่วนที่ท่านบอกกล่าวมาเพราะข้าต้องฝึกฝนอีกมากเ"


       "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอำลาอีกฝ่าย
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดดำ
ตำราขงจื้อ
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
เตากำยาน
ดาบใบหลิว
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x1
x1
x10
x8
x6
x3
x28
x4
x5
x1
x3
x3
x3
x15
x1
x6
x6
x70
x2
x2
x6
x9
x2
x2
x6
x7
x31
โพสต์ 2021-8-31 14:08:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
       เทียนหลงเดินออกมาจากป่าพร้อมกับเหล่าสัตว์เลี้ยงทั้งสามและสัตว์ขี่อีกหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังถ้ำหานกั๋วด้านหลังหมู่บ้านอย่างที่ผู้ใหญ่บ้านได้กล่าวไว้ ภายในถ้ำเป็นสถานที่อันเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนและฝึกสมาธิอย่างมาก ไม่แปลกที่ท่านจอมยุทธ์หลิวจะพักอยู่ในที่แห่งนี้
       "ท่านจอมยุทธ์หลิว อยู่รึไม่ขอรับ??" เทียนหลงพลันชะโงกหัวไปมาภายในถ้ำเพื่อมองหาร่างของผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือตนไว้

       หลิวไท่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตา (เด็กหนุ่ม/เด็กสาว)ที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"

       "ขอรับ เป็นเพราะท่านแท้ๆข้าถึงได้กลับมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย" เทียนหลงพลันโค้งขอบคุณอีกฝ่ายอย่างจริงใจ ก่อนจะหยิบอาหารที่ตนได้ทำไว้ออกมาแสดงให้แก่ชายตรงหน้าได้เห็น

       "ข้าลองทำเท่าที่ทำได้ดู ไม่รู้จะถูกปากท่านจอมยุทธ์หลิวผู้ยิ่งไหม"

       "อ่าห์ เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบเมนูจานนี้มาก" หลิวไท่กล่าวกับอีกฝ่าย ก่อนรับจานอาหารมาวางข้าง ๆ "แม้เจ้าเพิ่งหัดทำอย่ากังวลไป ข้าไม่ได้กินหรูอะไรมาก รสธรรมดาข้าก็สามารถทานได้"

       "ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนบอกข้าว่าทานชอบทานสิ่งนี้หนะขอรับ" เทียนหลงพลันยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะยินประโยคกล่าวต่อของอีกฝ่าย

       "ถ้าเช่นนั้นข้าก็ดีใจที่อย่างน้อยมันก็มิได้แย่เกินไป..."

        "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอธิบายสอนอีกฝ่าย

       "ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะท่านจอมยุทธ์หลิว ข้าจะหมั่นฝึกฝนตามที่ท่านบอกอย่างแน่นอน" เทียนหลงนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ฝึกฝนอย่างจริงจังอยู่แล้ว เพราะเพียงแค่พละกำลังในตอนนี้ของเขาคงมิอาจแม้จะสังหารโจรกระจอกได้เสียด้วยซ้ำ

       "เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์หลิวกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง

       "ใช่ขอรับ เพราะข้าคงอยู่ที่นี่อีกได้ไม่นาน ข้านั้นต้องการล้างแค้นให้ครอบครัวของข้าที่ถูกพวกมันสังหารลงทั้งที่ยังลืมตาอยู่" เทียนหลงขบฟันเล็กน้อยในขณะที่กำลังกล่าวออกมา

       "หนุ่มน้อย แม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์หลิวกล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ

       "ข้ามิกลัวพวกมันหรอก หากข้าอยากเป็นใหญ่ข้าก็ต้องก้าวข้ามอุปสรรคอย่างพวกมันให้จงได้" เทียนหลงแสดงสายตาอันมุ่งมั่นให้แก่ชายตรงหน้าได้เห็นว่าเขานั้นจะไม่ท้อถอยเกี่ยวกับเรื่องนี้

       "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์หลิวกล่าวต่ออีกฝ่าย ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา

        "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"

       "ขอบพระคุณมากขอรับข้าจะมีลืมบุญคุณ" เทียนหลงพลันเอื่อมมือรับของทั้งหมดที่จอมยุทธ์หลิวยื่นให้แก่ตน

      "อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกแก่คุณที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง

       "ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะที่สำคัญเช่นนี้"

       "หวังว่าเจ้าจะโชคดีและประสบความสำเร็จในอุดมการณ์ของเจ้านะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกอีกฝ่าย "แล้วก็เจ้าอย่าผ่านเมืองพวกนี้ล่ะ เมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของโจรโพกผ้าเหลือง กองทัพมันมากมายนัก ทำให้เมืองหลายที่โดนปิดล้อมไม่อาจเดินทางสัญจรเข้าไปได้ปรกติ ตอนนี้ภาคเหนือแถบโยวโจวโดนตัดขาดโดยสิ้นเชิง"

     "ข้าจะจำไว้ขอรับ" เทียนหลงกล่าวจบก็พลันหันหลังเดินออกจากถ้ำไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักจากเสียงเรียกของอีกฝ่าย...
   
     "เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่าย

       "ใช่ขอรับ หินนี้ทำไมหรอ??" เทียนหลงพลันหยิบหินนั้นออกมาแสดงให้แก่ชายตรงหน้าได้เห็น

       "เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"

       "ขอรับ" เทียนหลงพลันกล่าวตอบอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเดินไปนั่งตามที่จอมยุทธ์หลิวได้กล่าวไว้พร้อมกับสัตว์ทั้งสี่ของตน

       "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

       "ได้ขอรับเช่นนั้นข้าจะให้มาเพื่อนรักได้แข็งแรงขึ้น" เทียนหลงกล่าวในขณะที่เอื่อมมือไปลูบขนสีขาวนวลของม้าคู่ใจ พร้อมกับหยิบหินล้ำค่าออกมาเตรียมพร้อม

       "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์หลิวอธิบายก่อนจะสังเกตอีกฝ่าย "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"

       "ข้าจะพยายาม" เทียนหลงเริ่มกำหนดลมปราณอย่างสุดความสามารถ การที่จะทำอย่างงี้ได้เขาต้องใช้สมาธิมหาศาล เพื่อจะมิให้มันเกิดข้อผิดพลาด

       "เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" หลิวไท่อธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"

       "..." เทียนหลงพลันบดหินล้ำค่าของตนจนเป็นผงก่อนจะเริ่มนำมันไปท่าตามร่างกายของอาชาขาวคู่ใจ พร้อมกับสมาธิในทุกการกระทำของตนอย่างสุดความสามารถ เหงื่อใสเริ่มไหลรินออกจากร่างที่หยดจากสภาวะเหนื่อยล้า ทุกอย่างก้าวที่เขาทำจะผิดพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด และในที่สุด!!!

       "เห้อ เสร็จเสียที" เสียงถอนหายใจดังออกมาจากเทียนหลงหลังจากที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

       "เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว

       "ขอรับ เป็นเพราะท่านชี้แนะข้าถึงทำได้ถึงเพียงนี้ ว่าแต่หินเหล่านั้นจะหายไปไหนรึขอรับ??" เทียนหลงกล่าวขึ้น เพราะด้วยความที่หินเป็นสีฟ้าเมื่อนำไปทามาสีขาวมันคราวที่จะมีสีติดอยู่บางแต่นี่กลับไม่มีสีใดปรากฎขึ้นเลย

       "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์หลิวอธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"

       "แน่นอนขอรับ หากม้าของข้าแข็งแกร่งขึ้นข้าผู้เป็นคนขี่มันย่อมแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน" เทียนหลงพลันกล่าวใน๘ระที่กำลังลูบม้าที่อยู่ข้างๆ

       "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"

       "ได้ขอรับ ข้าจะมิลืม" เทียนหลงพลันกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

       "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอำลาอีกฝ่าย

       "ถ้างั้นข้าน้อยขอลาท่านจอมยุทธ์หลิว" เทียนหลงพลันโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังม้าออกจากถ้ำไป


       "คงได้เวลาที่ต้องออกไปแล้วสินะ" เทียนหลงกล่าวขึ้นก่อนจะออกจากหมู่บ้านที่มีเรื่องราวมากมายของเขาในอดีต
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หวีเซียวเฉิน
ตำราตงฟางซั่ว
ยาสมานแผลขั้นต้น
ตะเกียงซือซานเยวี่ย
ทวนสามพยัคฆ์
ม้าขาว
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x1
x1
x1
x1
x45
x1
x6
x2
x5
x984
x5
x50
x30
x2
x10
x8
x2
x8
x12
x24
x2
x7
x50
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x5
x4
x6
x2
x2
x15
x40
x1
x6
x6
โพสต์ 2021-9-1 14:13:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด


ช่วยคนถือว่าเป็นบุญ แต่หากต้องฆ่าคนเพื่อช่วยคนนั้นยังนับว่าเป็นบุญหรือไม่



  ชายหนุ่มค่อยๆเดินเข้ามา ดูเหมือนเจัาจอมยุทธ์หลิวจะอยู่ที่นี่...เอ้อ ก็ช่างแปลกคน บ้านดีๆมีไม่อยู่เอาเสียนี่ มันเกาหัวเล็กน้อย

ก่อนจะกล่าว
"ท่านจอมยุทธ์หลิวอยู่นี่หรือไม่" มันตะโกนดังก้อง
       หลิวไท่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตาเด็กหนุ่มที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"
       "แน่นอน อ้อ นี่" มันหยิบเมนูอาหารที่มันทำมาให้
"ของตอบแทนที่ช่วยชีวิตข้า" มันกล่าว

เช่นนี้ก็หายกันแล้วกระมัง..
       "อ่าห์ เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบเมนูจานนี้มาก" หลิวไท่กล่าวกับอีกฝ่าย ก่อนรับจานอาหารมาวางข้าง ๆ "แม้เจ้าเพิ่งหัดทำอย่ากังวลไป ข้าไม่ได้กินหรูอะไรมาก รสธรรมดาข้าก็สามารถทานได้"
       "คือว่า ข้ารู้สึกใช้ออกด้านพลังไม่ค่อยได้ พอทราบสาเหตุรึไม่?" มันเอ่ยถามอย่างสงสัย คำถามนี้สำคัญนัก
        "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอธิบายสอนอีกฝ่าย
       "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้ว" มันกล่าวรับคำ ดูท่ามันคงต้องฝึกฝนให้มากขึ้น
       "เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์หลิวกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง
      "ก็ใช่หมู่บ้านคับแคบเช่นนี้ อย่างไรเสียคงต้องจากไปในเร็ววัน" มันกล่าวอย่างจริงใจ ใครเล่าจะอยู่ที่นี่นานได้นานนัก
       "หนุ่มน้อยแม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์หลิวกล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ
       "เช่นนั้นก็ไม่ยากเย็นแสนเข็ญเท่าใดนัก แผ่นดินราชวงศ์ฮั่นกว้างใหญ่ เหล่ายอดคนย่อมไม่อยู่เฉย มองแผ่นดินโดนกลืนกินโดยฝีมือพวกโจรกระจอกเช่นนี้แน่ ขอเพียงข้าได้เข้าร่วมกับผู้มากบารมี ข้าย่อมต้องจัดการพวกโจรโพกผ้าเหลืองได้ในเร็ววัน" มันกล่าวคำอย่างชัดแจ้ง "แต่หลังจากนั้น บ้านเมืองย่อมเกิดกลียุคตามมาเป็นแน่แท้"  มันกล่าวพลางถอนใจ
       "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์หลิวกล่าวต่ออีกฝ่าย ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา
        "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"
       "โฮ่ ขอบคุณท่านมาก" มันรับมาอย่างยินดี ของได้เปล่าเช่นนี้ผู้ใดจะไม่อยากได้
      "อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกแก่คุณที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง
       "เรื่องนั้นข้าย่อมทราบแจ่มชัดตั้งแต่แรก" มันกล่าว กลัวมันเองเถอะจะไปคดโกงผู้อื่น
       "หวังว่าเจ้าจะโชคดีและประสบความสำเร็จในอุดมการณ์ของเจ้านะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกอีกฝ่าย "แล้วก็เจ้าอย่าผ่านเมืองพวกนี้ล่ะ เมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของโจรโพกผ้าเหลือง กองทัพมันมากมายนัก ทำให้เมืองหลายที่โดนปิดล้อมไม่อาจเดินทางสัญจรเข้าไปได้ปรกติ ตอนนี้ภาคเหนือแถบโยวโจวโดนตัดขาดโดยสิ้นเชิง"

     "เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่าย
       "ใช่แล้ว" ห่าวอู๋กล่าว
       "เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"
       ชายหนุ่มพงักหน้าแล้วค่อยๆเดินไปนั่งตรงนั้น
       "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
       มันลองทำตามอีกฝ่ายดู ดูเหมือนว่าวิธีนี้นั้นประเสริฐไม่น่อยทีเดียว
       "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์หลิวอธิบายก่อนจะสังเกตอีกฝ่าย "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"
      มันค่อยๆนึกถาพตามแล้วค่อยๆทำตามดู
       "เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" หลิวไท่อธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"
       "...ที่แท้ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจวาสนา...เห้อ.." มันถอนใจเล็กน้อย
ห่อนจะค่อยๆเดินลมปราณโคจรไปที่จุดตัดเถียน แล้วค่อยๆแผ่ลมปราณออกไปทั่วร่าง จากนั้นก็แผ่กลับมาที่ตันเถียน ทำซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็ค่อยๆนึกภาพอาวุธของตน และนำหินตีบวกและอัพเกรดกับอาวุธมากระทบกัน!
       "เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว
       "อ่า ใช่แล้ว ว่าแต่..เหตุใดหินมัน?" มันมองไปที่หินที่ดับแสงลง
       "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์หลิวอธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"
       "แข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว" มันพยักหน้ารับคำ
       "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"

"ขอบใจท่านมาก ที่สั่งสอน เอาล่ะ ข้าคงต้องขอตัวลาไปท่องโลกกว้าง"มันกล่าว ตอนนี้อยู่นี่ไปก็คงไม่ได้อะไร
       "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอำลาอีกฝ่าย
      มันโค้งคำนับลาอีกฝ่าย
ก่อนจะค่อยๆเดินออกไป ไม่รู้ว่าจะไปที่ใด แต่คงมีสักที่เหมาะสมกับมัน

     +2 point จากการโรลเรียนรู้ จากนิสัยทะเยอทะยาน
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
อริยสัจสี่
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
เตากำยาน
ดาบใบหลิว
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8
x8
x8
x21
x8
x17
x28
x8
x18
x18
x38
x16
x8
x8
x8
x18
x10
x4
x17
x5
x8
x21
x13
x2
x19
x12
x16
x16
x5
x2
x6
x16
x20
x15
x1
x10
x15
x1
x7
x6
x53
x1
x1
x3
x3
x3
x68
x1
x28
x5
x9
x1
x26
x11
x5
x2
โพสต์ 2021-9-2 13:29:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด


          ◇ ━ บทเรียนสุดท้าย

          ใช้เวลาไม่นานจิ้นอิ๋งก็เดินทางผ่านมายังด้านหลังของหมู่บ้านและพบเข้ากับถ้ำหานกั๋วที่พำนักของจอมยุทธ์หลิวตามที่ชาวบ้านได้บอกเอาไว้ บรรยากาศครึ้มมืดสลัว ไหนจะล้อมรอบตามผนังถ้ำด้วยเถาวัลย์คมน่าหวั่น ทำเอานางหยุดยืนชั่งใจอยู่หน้าถ้ำครู่หนึ่งเลยเชียว ดวงตาสีนิลไหววูบขณะกวาดมอง นึกอยากตะโกนเรียกผู้มีพระคุณเสียตรงนี้แต่ก็ดูไม่ใคร่มีมารยาทนัก

          สูดลมหายใจเรียกความกล้าเฮือกหนึ่งขาเรียวจึงก้าวสับพาร่างตนเข้าไป ในหัวพลันนึกอยากย้อนกลับไปเอาไป๋เซ่อที่ฝากไว้ในหมู่บ้านให้มาเป็นเพื่อนนางเสียเหลือเกิน แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อตอนนี้ตนเดินมาลึกเสียจนเห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ไม่ไกล ใบหน้านวลพลันฉายความลังเลขึ้นมาว่าควรเอ่ยทักดีหรือไม่

          หลิวไท่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตา เป็นเด็กสาวที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"

          โชคดีที่อีกฝ่ายลืมตาราวรู้สึกถึงตัวนางได้เองเสียก่อน จิ้นอิ๋งเลยถอนหายใจโล่งขึ้นมาที่ไม่ต้องส่งเสียงให้รบกวน รอยยิ้มพลันวาดผ่านเมื่อได้ยินคำพูดของผู้มีพระคุณ ร่างเล็กโค้งหาทั้งทักทายและตอบรับกลับไปก่อนเดินเข้าหาพร้อมหยิบเอากล่องอาหารออกมายื่นส่ง

          “ ไม่ถึงกับหายดี แต่ก็ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ข้ากู่ จิ้นอิ๋งซาบซึ้งยิ่งที่ท่านจอมยุทธ์หลิวได้ช่วยเหลือเอาไว้.. ” จิ้นอิ๋งเงียบไปครู่ระหว่างแง้มเปิดกล่องอาหารให้เห็นภายใน

          “ นี่เป็นของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้าเจ้าค่ะ.. ปลาเปรี้ยวหวานซีหู แม้ข้าจะเพิ่งเคยลองทำแต่ข้าก็พอมั่นใจในฝีมือทำอาหารอยู่นะเจ้าคะ ”

          "อ่าห์ เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบเมนูจานนี้มาก" หลิวไท่กล่าวกับตนก่อนรับจานอาหารมาวางข้าง ๆ "แม้เจ้าเพิ่งหัดทำอย่ากังวลไป ข้าไม่ได้กินหรูอะไรมาก รสธรรมดาข้าก็สามารถทานได้"

          รอยยิ้มบนดวงหน้าหวานแทบชะงักค้างไปหลังได้ยินประโยคที่เอ่ยหา ราวกับว่าบุรุษเบื้องหน้ากำลังจะปลอบโยนว่าอาหารนางรสธรรมดาทั้งที่ยังไม่ลองทานหรือชิมใด ทั้งที่ปกติตัวจิ้นอิ๋งไม่ใช่ผู้ที่คิดเล็กคิดน้อย แต่คนตรงหน้านางกลับตีคำพูดไปเองจนทำให้ตนนึกหมองใจเช่นนี้เสียได้

          “ ลองทานดูก่อนประเมินรสชาติก็ไม่เสียหายนะเจ้าคะ ”

          เอ่ยทิ้งทวนอย่างเผลอไผลจนตัวนางที่พึ่งมานึกได้ว่ากล่าววาจาราวตัดพ้อแอบผินใบหน้าหลบไปตีปากตนผะแผ่วที่ลั่นประโยคไม่น่าฟังแก่ผู้มีพระคุณไปเสียได้

          "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอธิบายสอนจิ้นอิ๋ง
      
          ทั้งที่นางเพิ่งจะทำตัวไม่น่าชมไปเลยอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ ก่อนผงกศีรษะราวขอบคุณสำหรับคำกล่าวสอนจากท่านจอมยุทธ์

          “ ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะเจ้าค่ะท่านจอมยุทธ์หลิว ”

          จบประโยคจิ้นอิ๋งก็ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวทั้งคู่ไปครู่หนึ่ง ทั้งที่หมดธุระและควรลานางกลับดูมีท่าทีลังเลราวอยากสอบถามในบางสิ่ง ดวงตาโศกเลื่อนหลบไม่มั่นใจสลับผินสบตาบุคคลเบื้องหน้า ริมฝีปากเล็กอ้าหุบดูจะหลุดเอ่ยเสียหลายรอบหากแต่ก็ไร้เสียงใดหลุดเร้น

          "เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์หลิวกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้านางที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง

          ซึ่งจิ้นอิ๋งก็ได้แต่พยักหน้ารับผะแผ่วกลับหาพร้อมริมฝีปากที่ถูกเม้มจนซับสีด้วยตัดสินใจแล้วว่าไม่อยากเอ่ยถามเรื่องครอบครัวออกไปด้วยกลัวคำตอบที่ได้รับ

          “ เจ้าค่ะ.. ข้าตั้งใจจะออกเดินทาง ”

          จบคำไว้แค่นั้นระหว่างที่ในหัวก็นึกถึงสถานที่ที่ครอบครัวนางจะลี้ภัยไปด้วยความหวังยิ่งว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ และตัวจิ้นอิ๋งจะออกตามหาพวกเขาเอง
      
          "สาวน้อย แม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์หลิวกล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ
      
          เป็นอีกคราที่จิ้นอิ๋งหลบสายตาอีกฝ่าย ไม่ใช่ไม่อยากรับฟัง แต่เพราะทราบดีถึงข้อเท็จจริงที่ท่านจอมยุทธ์ได้กล่าว ทว่าตัวนางตัดสินใจแล้วว่าจะตามหาครอบครัวให้ได้จึงคล้ายกับน้ำท่วมปาก เถียงกลับสิ่งใดไม่ออกพลางได้แต่ผงกศรีษะเล็กรับคำเท่านั้น

          “ ข้าจะระวังตัวให้มากเจ้าค่ะ ..ถึงอย่างนั้นก็แย่จริงเชียวนะเจ้าคะที่กลุ่มคนโพกผ้าเหลืองถึงผันตัวมากระทำตัวเช่นนั้นทั้งที่ปณิธานแรกเริ่มไม่ใช่เรื่องแบบนี้แท้ ๆ ” เอ่ยความเห็นแทรกหาราวกับไม่อยากให้คาดโทษไปยังชนกลุ่มนั้นเพียงกลุ่มเดียว

          “ ข้ายังเชื่ออยู่นะเจ้าคะว่ายังมีคนคิดดีต่อแผ่นดินฮั่นในกลุ่มพวกเขาอยู่.. เป็นไปได้สักวันข้าอยากพูดคุยให้พวกเขากลับมาทำสิ่งที่ถูกอีกหน ”
      
          "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์หลิวกล่าวต่อจิ้นอิ๋ง ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา
        
          "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"
      
          นางรับของทั้งหมดมาด้วยสีหน้าที่ฉายความเกรงใจขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งที่นางมาเพื่อตอบแทนและควรหมดเรื่องติดค้าง จอมยุทธ์หนุ่มกลับส่งมอบของให้จิ้นอิ๋งมีเรื่องติดบุญคุณบุรุษเบื้องหน้าเพิ่มมาอีกสิ่งเสียอย่างนั้น ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจ

          “ ขอบคุณท่านมากจริง ๆ นะเจ้าคะ ท่านจอมยุทธ์หลิว.. ”
      
          "อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกแก่นางที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง
      
          “ เจ้าค่ะ จิ้นอิ๋งจะระมัดระวัง ”

          ตอบรับไปอีกหนอย่างหนักแน่นให้อีกฝ่ายได้มั่นใจและเพื่อย้ำเตือนตัวนางเองไม่ให้พลาดพลั้งอย่างกาลเก่าอีก
      
         "หวังว่าเจ้าจะโชคดีและประสบความสำเร็จในอุดมการณ์ของเจ้านะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกจิ้นอิ๋ง "แล้วก็เจ้าอย่าผ่านเมืองพวกนี้ล่ะ เมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของโจรโพกผ้าเหลือง กองทัพมันมากมายนัก ทำให้เมืองหลายที่โดนปิดล้อมไม่อาจเดินทางสัญจรเข้าไปได้ปรกติ ตอนนี้ภาคเหนือแถบโยวโจวโดนตัดขาดโดยสิ้นเชิง"
          .
          .
          "เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถาม
      
          ตัวจิ้นอิ๋งที่เกือบจะผละจากออกไปจากถ้ำจึงยังยืนยังที่เดิมพลางผินสายตามามองอย่างนึกฉงนว่าจอมยุทธ์โจวที่ว่าคือผู้ใด แต่เพราะได้รับหินมาจากท่านช่างไม้จึงหลุดร้องอ๋อแผ่วราวปะติดปะต่อได้ว่าช่างไม้ผู้นั้นเป็นจอมยุทธ์เช่นกันนี่เอง

          “ เจ้าค่ะ ท่านช่าง.. ข้าหมายถึง ท่านจอมยุทธ์โจวได้เอาหินพวกนี้ให้ข้า… ช่แล้ว แล้วเขายังบอกข้ามาอีกด้วยว่าท่านสอนข้าใช้หินเหล่านี้ตีบวกอาวุธได้ คืออย่างไรหรือเจ้าคะ? ”
      
          "เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"
      
          จิ้นอิ๋งที่ได้ฟังเร่งเดินไปนั่งตามคำบอกไม่อิดออด แต่ก่อนจะทรุดตัวลงก็แอบลอบจับแท่นหินดูว่าชื้นเปียกหรือไม่ โดยหาใช่รังเกียจใด แต่นางกลัวจะเผลอตกใจจนเสียมาดหากไม่สำรวจเสียก่อน
      
          "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
      
          ซึ่งนางก็ปฏิบัติตามไม่ตกหล่นบกพร่อง เอากระบี่ที่ตีจากท่านนายช่างใหญ่มาวางก่อนทับด้วยหินล้ำค่าที่ว่า จะมีก็แต่ให้โคจรลมปราณที่จิ้นอิ๋งเผลอกระพริบตาใสมองท่านจอมยุทธ์ราวกับอยากให้อธิบายขยายความเรื่องปราณให้แก่นางที่ใช้ไม่เป็นให้มากกว่านี้
      
          "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์หลิวอธิบายก่อนจะสังเกตจิ้นอิ๋ง "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"
      
          และดูเหมือนบุรุษตรงหน้าจะรับรู้ถึงความฉงนของนางจึงได้อธิบายต่อจนหญิงสาวยอมที่จะหลับตาลงและนึกภาพตามที่อีกฝ่ายได้พยายามอธิบายส่งหา คล้ายกับการนั่งสมาธิทั่วไป แม้นางจะยังสัมผัสอะไรไม่ได้นักแต่ก็ดูจะมีสมาธิมากขึ้นเลยเชียวยามนำคำแนะนำของจอมยุทธ์หนุ่มมานึกภาพในหัวตามเช่นนั้น
      
          "เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" หลิวไท่อธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"
      
          ได้ยินเช่นนั้นจิ้นอิ๋งก็ลืมตาคว้าเอากระบี่และหินที่วางเหนือมาถูหากันแผ่วเบาตามที่ถูกอธิบายพลางเทสมาธิจดจ่อหาจนนางรับรู้ได้อย่างประหลาดว่าของสองสิ่งค่อย ๆ อุ่นขึ้นอย่างแช้มช้า และเพราะกำลังจดจ่อ ประโยคหลังที่จอมยุทธ์หนุ่มได้กล่าวเตือนจิ้นอิ๋งจึงแทบไม่ได้ยิน ถึงอย่างนั้นก็ดีแล้วที่ไม่ทันได้รับฟังให้ถนัดถนี่ เนื่องด้วยหากนางรับรู้ว่าอาวุธในมือจะแกร่งมากน้อยขึ้นอยู่กับดวงคงหลุดหัวเราะสติกระเจิงในยามนี้แน่
          .
          กระทั่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วนางก็ไม่อาจทราบ รู้เพียงของในมือที่ค่อยคอยกลับคืนสู่อุณหภูมิตามปกตินางถึงได้หยุดมือลงก่อนจะผละของเอาหลังมือเล็กปาดแผ่วยังกรอบหน้าที่ชื้นเหงื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ อีกทั้งหลังรู้ตัวจิ้นอิ๋งกลับรู้สึกว่าตนกระปรี้กระเปร่าขึ้นไม่น้อยเลยเชียว
      
          "เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว
      
          “ ดี.. ดีขึ้นเจ้าค่ะ ”

          เอ่ยตอบรับทั้งรอยยิ้ม แม้จะยังมีร่องรอยความสงสัยคล้ายไม่เข้าใจที่ตนรู้สึกดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้หลุดเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยออกไป ทำเพียงหบิบเอากระบี่มาพิจารณาอีกหน ตัวใบมีดกลับดูคมขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยให้จิ้นอิ๋งหลุดร้องชื่นชมแผ่วเบา
      
          "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์หลิวอธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"
      
          “ ก็… ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกหายเหนื่อยจากที่ไปตัดไม้มา ”

          เอ่ยตามสัตย์จริง พลางเลื่อนสายตาสบหาจอมยุทธ์หนุ่มอย่างไม่ปิดบังความสงสัยแล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงรับรู้ได้ว่าตนรู้สึกดีขึ้นจริงแบบนี้
      
          "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"

          “ เป็นเช่นนั้นเอง ได้เจ้าค่ะ จิ้นอิ๋งจะนำคำท่านจอมยุทธ์ไปปฏิบัติตาม ”

          จิ้นอิ๋งตอบรับเสียแข็งขันแม้ไม่รู้ว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน เพราะว่ากันตามตรงช่วงก่อนนางจะถูกช่วยเหลือมาที่นี่ก็แทบจะเป็นสตรีเรี่ยวแรงไม่ค่อยมีอยู่แล้ว หลังฟื้นมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ต่างหากที่นางได้ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำเสียมากมายในหนึ่งวัน และดูเหมือนนางดูจะทำได้ดีจนแม้แต่ตัวเองยังตกใจเลยเชียว
      
          "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอำลานาง

          ซึ่งจิ้นอิ๋งที่กำลังรู้สึกดีกับอีกฝ่ายขึ้นมาเสียเล็กน้อยที่ช่วยสละเวลาแนะนำเรื่องที่ตนไม่รู้ กลับต้องนึกดิ่งพลางตัดพ้อในใจอีกหนหลังได้ยินประโยคไม่ส่งของจอมยุทธ์เบื้องหน้า ทั้งที่นางไม่ใช่คนช่างน้อยใจ แต่เหตุใดกลับรู้สึกขัดใจกับคำพูดอีกฝ่ายเสียง่ายดายเช่นนี้ก็ไม่ทราบ

          “ เช่นนั้นจิ้นอิ๋งขอตัวลา ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งเจ้าค่ะท่านจอมยุทธ์หลิว ”

          เอ่ยหารัวเร็วกว่าปกติราวกับเร่งจะจากไปเช่นกันก่อนผุดลุกและโค้งลาอีกคราถึงหมุนตัวออกจากถ้ำไป ลับหลังใบหน้านวลลอบซับสีด้วยความอายที่ทำตัวราวกับเด็กช่างคิดเล็กคิดน้อยออกไป ในหัวก็นึกปลอบโยนตัวเองไปด้วยว่าคงแค่รู้สึกไม่ถูกชะตากับจอมยุทธ์หลิวก็เท่านั้น หากแต่เรื่องที่อีกฝ่ายเป็นคนดีนั้นนางแน่ใจเต็มเปี่ยม

          ‘ หากเจอกันคราวหน้าก็พยายามทำตัวให้ดีกว่านี้ทีตัวข้า! ’ นึกเตือนตัวเองในใจ

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-9-16 21:49:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-9-16 22:59

ตอบแทนคืนอีกหน
.
.
.

          ยังเบื้องหน้าถ้ำหานกั๋ว จิ้นอิ๋งได้ฝากตัวไป๋เซ่อไว้กับถานเจ๋อและบอกให้รอยังด้านนอกเพราะนางน่าจะรีบเข้าไปและรีบออกมาเนื่องจากอยู่นานแล้วจะไปถึงเมืองเฉินหลิวดึกดื่นเสียก่อน ไหนจะอาจจะถูกความไม่ถูกชะตาพาลให้นางเผลอเสียมารยาทกับจอมยุทธ์ผู้มีพระคุณผู้นั้นอีกหน

          ถานเจ๋อที่พบว่าคนที่ท่านหญิงจะมาพบไม่ใช่บุคคลที่เฉินหลิวก็พลอยถอนหายใจโล่งอกขึ้นมา แต่เพราะสุดท้ายก็ได้ยินประโยคที่ว่าจะแวะเข้าตัวเมืองเฉินหลิวอยู่ดี ผู้ติดตามที่กำลังกอดไก่ไป๋เซ่อไว้ก็คล้ายจะถอนหายใจอย่างปลงตกขึ้นมา ทั้งยังหวนคิดไปถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ที่ดูเป็นเพียงแค่สหาย แม้ฝ่ายบุรุษจะดูช่างเย้าหยอกหากแต่ก็คล้ายเป็นการทำด้วยความติดนิสัยเจ้าสำราญเสียมากกว่า ท่านหญิงของมันก็ดูไม่ได้เล่นด้วย เช่นนั้นมันควรจะทำใจให้สบายได้แล้ว

          พอคิดได้แบบนั้นผู้ติดตามที่ทำตัวเป็นพี่ชายอยู่ลึก ๆ ก็พลอยโล่งใจอย่างประหลาด ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ไป๋เซ่อจนเจ้าไก่ตัวขนพยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนมันพร้อมร้องกระต๊ากดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น
          .
          .
          ทางจิ้นอิ๋งกำลังกอดย่ามประจำกายแน่นเรียกกำลังใจระหว่างก้าวเดินระมัดระวังเข้าไปในตัวถ้ำที่บรรยากาศยังชวนให้รู้สึกผวาหวาดทุกคราที่มาเยือน กระทั่งหลุดพ้นช่วงทางเข้าได้ ภายในถ้ำที่เพดานสูงกว้างขึ้น ไร้ซึ่งเถววัลย์หนามพาดขวางตามทางก็ทำให้นางพอหายใจหายคอโล่งขึ้น ดวงตากลมพลันเลื่อนเห็นยังร่างคุ้นเคยที่ยังคงนั่งสมาธิบนโขดหินแสนคุ้นตา ทำเอาไม่กล้าเดินเข้าหาด้วยกลัวจะรบกวนการทำสมาธิของอีกฝ่าย

          สุดท้ายนางจึงค่อยคอยย่องเดินให้ไม่มีเสียงที่สุด กระทั่งใกล้ถึงตัวถุงบรรจุสุราชั้นดีขดหนึ่งก็ดึงออกมาจากย่ามก่อนจะเลื่อนช้า ๆ คล้ายจะวางลงยังเบื้องหน้าคนกำลังนั่งหลับตาอยู่ แต่แล้วท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของจิ้นอิ๋งก็โดนพบเห็นยังอีกบุรุษที่ลืมตาสบหานางที่กำลังจะวางของพอดีจนได้แต่ชะงักค้างยังท่านั้น

          ดวงตาสองคู่สบค้างหากัน ก่อนเป็นฝ่ายจอมยุทธ์หนุ่มที่หลุดรอยยิ้มขบขันออกมาให้พวงแก้มเนียนฝาดสีด้วยความอายกับท่าทางของตัวเองให้เร่งกลับมายืดตัวตรงกอดถุงใส่สุราไว้แน่นแทน

          " ท่าน! ถ้ารู้ว่าข้ามาก็เอ่ยทักตั้งแต่ก่อนหน้าด้วยสิเจ้าคะ "

          กล่าวโทษทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ผิดเพียงแค่เอ่ยขัดบรรยากาศไม่ให้ตัวนางอยากวิ่งหนีไปเสียตอนนี้ก็เท่านั้น ซึ่งก็คล้ายท่านจอมยุทธ์จะไม่ได้ถือสากับการกระทำนั้นเอ่ยถามเสียงเรียบตามปกติกลับไป

          " มาพบข้ามีเรื่องอันใด? "

          ทว่ารอยยิ้มที่ยังเจือความขบขันไม่หายระหว่างกล่าวประโยค ทำใบหน้าหวานพลันผินหันข้างหลบสายตาอีกฝ่ายไปขยับริมฝีปากเล็กขมุบขมิบเหมือนบ่นให้ตนบางอย่างถึงหันกลับคืนมาส่งรอยยิ้มกลบเกลื่อนแก่อีกบุรุษ ก่อนสุรานมม้าในมือจิ้นอิ๋งพลันถูกยื่นวางลงเบา ๆ ยังเบื้องหน้าอีกฝ่าย

          " ข้า.. เอาของตอบแทนมาให้ท่านจอมยุทธ์เจ้าค่ะ "

          " สุรานมม้างั้นหรือ? แค่ปลาเปรี้ยวหวานซีหูจานนั้นก็เพียงพอต่อการตอบแทนข้าแล้ว "

          จอมยุทธ์หนุ่มมองตามสุราชั้นดีเล็กน้อยก่อนกล่าวตอบกลับจิ้นอิ๋งคล้ายเกรงใจที่จะรับของจากนาง ซึ่งนางก็เร่งส่ายหัวปฏิเสธกับท่าทางที่คล้ายจะไม่รับของนี้กลับไปแทบจะเดี๋ยวนั้น ทั้งที่ตั้งใจว่าเจอกันครั้งหน้าจะไม่ทำตัวเสียมารยาท กระนั้นรู้ตัวอีกทีตัวจิ้นอิ๋งก็เอาแต่ใจกับบุรุษตรงหน้านี้ไปเสียแล้ว

          " ไม่ได้เจ้าค่ะ! ท่านต้องรับไว้.. เพราะเตากำยานของท่านจอมยุทธ์หลิวเลยนะเจ้าคะ ทำให้ข้ารอดจากกลิ่นในบ้านร้างนั้นมา... "

          จิ้นอิ๋งพาดพิงไปถึงวันที่ได้สำรวจบ้านร้างตงฟางที่นางตั้งใจจะซื้อไว้เมื่อวันก่อน ความที่เกือบจะเป็นลมล้มวูบในบ้านที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่นั้นทำให้ใบหน้านวลซีดเซียวลงเล็กน้อย จอมยุทธ์หลิวที่ลอบเห็นสีหน้านั้น แม้ไม่เข้าใจแต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าของที่ให้นั้นช่วยเหลือนางได้เป็นอย่างดีแน่.. ทว่าดูคล้ายจะใช้ผิดจุดประสงค์ไปเสียหน่อย

          " เช่นนั้นหรือ.. หากเจ้าสบายใจที่จะมอบให้ ข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน "

          สิ้นคำอีกฝ่ายก็คล้ายกลับเข้าสู่สมาธิอีกหน ปล่อยครุณีน้อยยืนเคว้งครู่หนึ่งอย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อได้นอกจากออกจากถ้ำไปหากไม่มีธุระอื่นอีก ซึ่งจิ้นอิ๋งที่ไม่สามารถคุมความคิดตัวเองไม่ให้นึกติดฉิวยามอยู่กับอีกบุรุษได้ก็ค้อมตัวลารวดเร็วไม่รีรอก่อนเร่งออกจากถ้ำไปไม่รบกวนเวลาต่อเช่นกัน จนเมื่อออกจากถ้ำมาได้ก็คล้ายกับพึ่งมานึกออกถึงการกระทำตัวเอง
          .
          " ข้าเสียมารยาทอีกแล้ว! "

          เสียงหวานบ่นขรมพร้อมทรุดนั่งยองปิดใบหน้าตัวเองที่แทบบิดเบ้ไม่พอใจตัวเอง จนถานเจ๋อที่เห็นมองตาปริบไม่เข้าใจ ก่อนจะค่อยคอยส่งไก่ไป๋เซ่อให้ท่านหญิงของมันเผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น ซึ่งก็ได้ผล จิ้นอิ๋งยอมผละมือมากอดตัวเจ้าไป๋เซ่อไว้พลางเรียกให้ถานเจ๋อขึ้นม้าเตรียมออกเดินทางไปยังตัวเมืองเฉินหลิวกันก่อนจะค่ำมืดไปเสียก่อน

[102] มอบ สุรานมม้าชั้นหนึ่ง ให้


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บทเพลงเฟิ่งฉิวหวง
ถุงหอมจูอวี๋
กระบี่
พู่หยกเลือดหงส์
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าเหลียง
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x3
x5
x2
x2
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x27
x2
x38
x40
x50
x50
x40
x40
x50
x3
x22
x19
x31
x10
x50
x5
x5
x5
x1
x12
x1
x2
x5
x2
x9
x1
x8
x6
x6
x1
x3
x2
x2
x1
โพสต์ 2021-10-2 16:49:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด

⌜57⌟

บทที่ 10
พบพานสหายใหม่
ฉากที่ 5
                    
     
          สรุปว่าของฝากที่จะเอาไปให้สหายของตงฮั่วก็คือ สุรานมม้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะมีสิ่งที่เขาว่ากันว่าเป็นของดีจากเหลียงโจววางจำหน่าย แน่นอนว่ามันราคาสูงกว่าซื้อที่แถบบ้านเกิดของเด็กสาวมากนัก ตอนระหว่างเลือกหาเห็นตงฮั่วด้อม ๆ มอง ๆ แถว ๆ ชั้นวางสุราหลูโจวก็เลยมอบให้เขาไปอีกหนึ่งไห ส่วนบัณฑิตเหลียงนางไม่รู้ว่าเขาชอบดื่มสุราอะไร ดูแลอีกฝ่ายเป็นคนรักสุขภาพก็เลยไม่ได้ซื้อสุราไปฝากเขา แต่กระนั้นเฟินเยว่ก็ไม่ลืมซื้อถังหูลู่ให้อีกฝ่ายทานแก้คลื่นไส้ระหว่างการเดินทางด้วยม้าเร็ว
         
          ในตอนนี้คณะเดินทางมีสามแต่ว่าม้ามีสอง ช่วยไม่ได้ที่เด็กสาวจะต้องซ้อนท้ายบุรุษไปอีกครา แต่ตอนนี้ตงฮั่วไม่เต็มร้อยยิ่งกว่าขาไปเด็กสาวจึงยิ่งเป็นห่วงเขายิ่งกว่าเดิม ทว่าเด็กหนุ่มก็ยังดื้อรั้นยืนยันว่าจะเป็นคนนำเองจึงต้องยอมเขาไป การเดินทางยามเที่ยงแสงแดดยิ่งแผดเผาใบหน้า ตอนนี้นางสละผ้าโพกหัวที่สวมใส่ไปเป็นผ้าพันแผลของตงฮั่วหมดแล้ว ระหว่างซ้อนมาจึงยิ่งมุดหน้าลงกับหลังบุรุษยิ่งกว่าเดิม
         
          ภาพเหล่านั้นถูกบันทึกไว้ในสายตาของชายหนุ่มอีกคนที่ขี่ม้าขาว นึกหมั่นไส้อยู่นิด ๆ ก็ใช่ ..แต่ตอนนี้ต้าซิ่นต้องเอาตัวให้รอดจากการเมาม้าก่อน จนในที่สุดทั้งสามก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านเซิ่งหุน
         
          “คุณชายเหลียงไหวไหมเจ้าคะ”
         
          เฟินเยว่ลูบหลังปลอบคนที่กำลังทำหน้าเขียวอยู่ ในมือก็ยื่นถังหูลู่ให้เขาทานแก้คลื่นไส้
         
          “ถ้าตอนนี้ก็ยังไหว แต่ถ้าไปต่ออีกไม่ไหวแล้ว...”
         
          ต้าซิ่นตอบเสียงแผ่วคลายกับว่าวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง
         
          “ถ้าอย่างนั้นคุณชายเหลียงพักอยู่ที่หมู่บ้านก่อนนะเจ้าคะ แล้วถ้าเสร็จธุระแล้วข้ากับคุณชายซูจะมารับอีกที”
         
          “อื้อ แล้วข้าจะรอนะ”
         
          เฟินเยว่กับตงฮั่วแยกทางกับต้าซิ่น ในที่สุดก็มีม้าใช้ไม่ต้องซ้อนหลังใคร ทางไปถ้ำต้องผ่านป่าเล็ก ๆ จึงพอมีร่มไม้กำบังแดดอยู่บ้างไม่เช่นนั้นคนแพ้แดดน่าจะแย่ เด็กหนุ่มนำทางเข้าป่าอย่างชำนิชำนาญจนเหมือนว่าเขามาที่นี่หลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดก็มาถึงที่ถ้ำหานกั๋ว ภายนอกถ้ำดูใหญ่โตกว่าที่อยู่เก่าของตงฮั่วมากนัก แต่เรื่องความเงียบสงบคงเทียบเท่าไม่ได้
         
          “พี่จื่อกงอยู่หรือไม่”
         
          ตงฮั่วพาเดินนำเข้าไปด้านในถ้ำพร้อมกับตะโกนเรียกขานนามสหาย เด็กสาวเดินตามเข้าโดยถือไหสุราอยู่ในมือ ภาพแรกที่ได้เห็นทำเอาเด็กสาวร้องว้าวในใจ ภายในถ้ำมีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมทั้งมีสระน้ำมรกตแอ่งใหญ่อยู่ตรงกลาง และที่กลางของสระน้ำมีเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งที่มีต้นเหมยหนึ่งต้นอยู่กลางนั้น ตัวถ้ำได้รับแสงแดดสว่างจากรูเพดานที่เปิดออกไม่ต้องพึ่งคบไฟในยามกลางวันเหมือนถ้ำที่เหอตง แสงสว่างสาดฉายลงมายังต้นเหมยที่ยังไม่ออกดอก ทุกอย่างอย่างพอเหมาะพอเจาะราวกับเทพเจ้าจัดสรร
         
          เพียงครู่เดียวที่เรียกขานร่างบุรุษก็ออกมาจากความมืด แสงสว่างฉาบฉายไปที่ใบหน้า คน ๆ นั้นเป็นบุรุษที่ค่อนข้างรูปงามเลยทีเดียว ตัวของเขาเหมือนกับมีรัศมีของผู้มีบุญญาบารมีลงมาเกิด เพียงแต่ขัดกันก็ตรงที่เขาเป็นมนุษย์ถ้ำนี่แหล่ะ…
         
          “ไม่ได้เจอกันตั้งนานดูสะบักสะบอมขึ้นเป็นกอง ฝีมือตกอย่างนั้นหรือเสวียนจิน”
         
          คำแรกที่ได้ยินบุรุษผู้นั้นเอ่ยทักกับสหายจากที่เฟินเยว่กำลังยิ้มอย่างมีไมตรีก็เจื่อนลงเล็กน้อย เด็กสาวไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วบุรุษเขาทักทายแบบนี้เป็นปกติ หรือว่าคนที่ชื่อจื่อกงมีนิสัยชอบจิกกัดกันแน่ ด้านหนุ่มพยัคฆ์ได้ยินดังนั้นเหมือนคำท้าทาย เขากอดอกตัวเองพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นอย่างองอาจ
         
          “ถ้าอยากรู้ก็ลองดูกันสักตั้งไหมล่ะ?”
         
          หลังได้ยินคำประกาศเฟินเยว่ก็เลิกลั่กยิ่งขึ้น เมื่อเช้าตงฮั่วเพิ่งจะดวลหมัดกับนักเลงข้างทางมา ตอนบ่ายก็จะท้าสหายสู้อีกอย่างนั้นหรือ ได้ยินว่าบุรุษมักจะเลือดร้อนและกระหายการต่อสู้ แต่นางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะชอบการต่อยตีกับชาวบ้านถึงเพียงนี้ ท้าดวลกับสหายคงไม่ถึงกับเจ็บหนักแต่วันนี้หนุ่มพยัคฆ์บอบช้ำมามากแล้วเด็กสาวทนเห็นเขาบาดเจ็บอีกต่อไปไม่ไหว
         
          “เอ่อ.. มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากกันนะเจ้าคะ”
         
          “หืม ไม่มีอะไรเนี่ย พี่จื่อกงก็ชอบข่มข้าแบบนี้ประจำ ชิ.. หงุดหงิดเป็นบ้า”
         
          ถึงตงฮั่วจะพูดเช่นนั้นแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกรธจริงจัง จากที่สังเกตว่าคุยกับคู่สนทนาเกินสามคำก็แปลว่าใช้ได้แล้ว ทางด้านจื่อกงเมื่อเห็นท่าทีของเด็กหนุ่มก็หัวเราะปร๋อได้ใจที่มักจะแหย่คนตรงหน้าสำเร็จอยู่เสมอ แม้นไม่ได้มีนิสัยขี้แกล้งเป็นทุนเดิมแต่ไม่รู้ทำไมว่าการที่ได้หยอกเย้ารุ่นน้องจึงสำราญใจได้ทุกครั้งไป
         
          “แล้วนี่ไม่คิดจะแนะนำแม่นางท่านนี้ให้ข้ารู้จักหรือ?”
         
          จื่อกงไล่สายตามองเฟินเยว่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ในสายตาของเขาราวกับจะสื่อว่านางเป็นเด็กสาวชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลาเพื่อเป็นสาวงามและไม่ได้มีสิ่งใดน่าสนใจ พอเห็นสายตานั้นเฟินเยว่ก็รู้สึกเหมือนถูกกดข่มอยู่หน่อย ๆ จนเผลอห่อไหล่ทำตัวหงอลงกว่าเดิม
         
          “ก็กำลังจะแนะนำอยู่นี่ไงเล่า”
         
          ตงฮั่วทำท่าทีฟึดฟัดออกมาอีกครั้ง ทำเหมือนโกรธได้ไม่โกรธ เป็นท่าทางที่ดูแปลกตาสำหรับเด็กสาวมากเหลือเกิน แต่นั่นก็พอจะการันตีได้ว่าทั้งสองฝ่ายสนิทกันมากเพียงใด อันที่จริงเฟินเยว่ก็อยากจะสนิทกันได้เช่นนี้บ้าง ในบางมุมก็ดูน่ารักเหมือนกับเด็ก ๆ ดี
         
          “นี่คือแม่นางซุนเฟินเยว่ เป็นสหายข้า เอ่อ..”
         
          เด็กหนุ่มมองมาทางนางเหมือนว่าเขาจะพูดอะไรต่อแต่ก็อมพะนำเอาไว้ แต่เด็กสาวก็รู้ว่าคนเพื่อนน้อยน่าจะแนะนำตัวให้รู้จักไม่ถูก นางจึงได้แต่ส่งสายตาให้กำลังใจกลับไป
         
          ‘สู้ ๆ นะเจ้าคะตงฮั่ว เอะเอะโอ้ววว!!’
         
          “ส่วนทางนั้นคือพี่จื่อกง หลิว จื่อกง อีกทั้งเขายังสืบเชื้อสายปฐมหวงตี้ผู้กอบกู้ฮั่นจากซินจนก่อตั้งฮั่นตะวันออกจนถึงทุกวันนี้ด้วยนะ ปู่ของเขาเป็นองค์ชายรองจากไท่จื่อ”
         
          “ชะ..เชื้อสายจากปฐมหวงตี้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ!”
         
          เพียงได้ยินแซ่ของอีกฝ่ายเด็กสาวก็มือไม้อ่อนเกือบจะทำสุรานมม้าร่วงหล่นออกจากมือ ไม่คิดว่าจะได้พบกับสายเลือดคนสำคัญในอดีต ถึงว่าสหายรุ่นพี่ของตงฮั่วถึงได้ดูมีบรรยากาศบางอย่างที่แตกต่างจากพวกชาวบ้านอย่างนาง สาวน้อยส่งสายตาจ้องไปที่สหายพลางคิดว่าแล้วคนที่อยู่กับนางมาตลอดคือเชื่อสายบุคคลสำคัญในอดีตด้วยหรือไม่
         
          “อะแฮ่ม!” หลิวจื่อกงกระแอมไอ เตือนว่าตงฮั่วพูดมากเกินไปแล้ว แต่ท่าทีของสหายกลับทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว เผลอ ๆ จะยิ้มกริ่มด้วยซ้ำที่ได้เอาคืน “นั่นมันเป็นเรื่องในอดีต ข้าเป็นเพียงเชื้อสายแต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวของกับเรื่องเหล่านั้นหรอก ตอนนี้แค่ภาวนาให้โจรผ้าเหลืองยุติโดยเร็ว แต่ดูท่ากำลังราชสำนักตอนนี้…. คงยากจะปราบ”
         
         เฟินเยว่ขยับเข้าไปกระซิบกับสหายหนุ่ม
         
          “คุณชายหลิวเป็นผู้สูงศักดิ์เพียงนี้ ทำไมตงฮั่วถึงไม่ติดตามเขาไปปราบโจรผ้าเหลืองล่ะเจ้าคะ” พูดไปพลางก็ส่งสุรานมม้าให้อีกฝ่าย “ฝากให้เขาด้วยได้ไหมเจ้าคะ พอรู้ว่าเขาเป็นใครแล้วข้าเกรงใจจัง”
         
          “ห๊ะ.. เอ่อ ได้” ตงฮั่วรับสุรานมม้ามาก่อนจะส่งต่อไปให้หลิวจื่อกง แล้วตอบเด็กสาวด้วยน้ำเสียงปกติ “งั้นข้าแยกกับเจ้าไปอยู่กับพี่จื่อกงเลยดีไหม”
         
          “เอ๋!?!”
         
          เด็กสาวร้องดังจนเสียงกังวาลก้องไปทั่วทั้งถ้ำ มารู้ตัวว่าหลุดส่งเสียงก็ยกมือตะครุบปากตัวเองไว้ ท่าทางเลิกลั่กไม่ขาดหาย อันที่จริงไปอยู่กับคุณชายหลิวก็ได้อย่างน้อยก็มีคนช่วยดูแล แต่ทว่านางก็กลัวว่าอีกฝ่ายหลุดรอดสายตาไปทำเรื่องเจ็บตัวอีก หน่อเนื้อหวงตี้เห็นท่าทางของเด็กหนุ่มสาวเข้าก็หัวเราะขำ ทั้งหมดที่ทั้งคู่พูดมาเขาได้ยินชัดเต็มสองรูหู
         
          “อย่างไรก็ขอบใจแม่นางซุนมากสำหรับของฝาก ส่วนเรื่องเสวียนจินเขาคงไม่มากับข้าหรอก หากว่าจะมาก็คงตามมานานแล้ว”
         
          “ใช่ ข้าไม่ไปกับพี่จื่อกงหรอก”
         
          ตงฮั่วกอดอกทำท่าเหมือนท้าทายคำพูดที่ดูจะจิกกัดกันได้อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เฟินเยว่เป็นฝ่ายที่หัวเราะขำได้บ้างแล้วกับท่าทางที่เหมือนเด็กน้อยนั้น สาวน้อยหันกลับไปหาคุณชายหลิวก่อนที่จะค้อมศีรษะให้
         
          “ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ หากเหลืออะไรก็แจ้งได้นะเจ้าคะ”
         
          หลิวจื่อกงส่ายหน้า
         
          “ข้าน่ะไม่ลำบากหรอก หมู่บ้านอยู่ใกล้แค่นี้ ชาวบ้านก็ชอบแบ่งปันอาหารมาให้กินทุกวัน”
         
          “วันใดพี่ไปสมัครทหารอาสาก็อย่าลืมส่งจดหมายถึงข้ากับเยว่เออ---... เฟินเยว่ด้วยนะ เห็นแบบนี้นางก็เป็นสตรีที่แข็งแกร่งอยู่ แถมยังตกปลาได้เต็มถังอีกต่างหาก”
         
          “หืม เป็นเช่นนั้นหรือ แบบนี้ชักน่าสนใจเสียแล้วสิ..” คุณชายหลิวผายมือออกไปทางสระน้ำก่อนจะหันมาสนทนาต่อ “ในสระนี้มีปลาเฉา ปลากงมากมาย แม่นางซุนสนใจจะมานั่งคุยไปพลางตกปลาไปพลางหรือไม่เล่า”
         
          “อะ..เอ๋ ตกปลาหรือเจ้าคะ?” เด็กสาวมองอีกฝ่ายตาปริบ ๆ ทางด้านตงฮั่วถือคันเบ็ดไปจับจองที่หมายแล้ว ดูท่าว่านางคงต้องยินยอมไปก่อน “ได้สิเจ้าคะ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เก่งนัก ตงฮั่--.. คุณชายซูก็ยกย่องเกินไปเจ้าค่ะ”
         
          ท่าทางตะกุกตะกักยามเรียกชื่อกันและกันของสหายรุ่นน้อง ไม่มีทางเลยที่หลิวไท่จะจับสังเกตไม่ได้ เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่แค่ยิ้มกริ่ม
         
          “เช่นนั้นปล่อยเสวียนจินไปแล้วมาทางนี้กันดีกว่า” บุรุษเดินนำเด็กสาวไปยังมุมตกปลาโปรดของเขาแล้วเชื้อเชิญให้นางนั่งลง มือหยิบคันเบ็ดขึ้นมาแล้วเริ่มหย่อนเหยื่อตกปลา เด็กสาวก็ทำตามคำเชิญโดยเว้นระยะห่างตามเหมาะสม “แม่นางซุนรู้จักกับเสวียนจินได้อย่างไรหรือ ร้อยวันพันปีข้าไม่เคยเห็นเขามีสหาย”
         
          “อื่ม.. ถ้าให้เล่าล่ะก็ ระหว่างเดินทางข้าประสบอุบัติเหตุตกเขาใกล้ ๆ กับถ้ำที่คุณชายซูพักอาศัยน่ะเจ้าค่ะ เขามีน้ำใจก็เลยช่วยเหลือข้าเอาไว้ บุญคุณนี้ไม่รู้จะชดใช้ได้อย่างไรก็เลยหมั่นช่วยดูแลอาหารการกินให้บ่อย ๆ เวลาเดินทางผ่านมาน่ะเจ้าค่ะ”
         
          “อย่างนี้นี่เอง แม่นางเป็นคนจิตใจดีและเสวียนจินก็คงหลงจะตกหลุมรักเสน่ห์ปลายจวักของเจ้าเสียแล้วสินะ พูดตรง ๆ ข้าก็นึกภาพของเขาไม่ออกเลยว่าจะมีวันนี้ที่เขาพาสตรีมาแนะนำ เหมือนว่าเด็กน้อยที่เคยดูแลได้เติบใหญ่แซงหน้าแซงตาไปเสียแล้วสิ”
         
          เฟินเยว่ตีความคำพูดของสหายรุ่นพี่อยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ทำไมนางจึงรู้สึกว่ามันทะแม่ง ๆ อย่างไรชอบกล เขินก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่านางก็จำต้องแจ้งความจริงให้เขาทราบ
         
          “เอ่อ.. คือว่าข้ากับเขายังเป็นเพียงแค่สหายกันอยู่น่ะเจ้าคะ คุณชายซูก็แค่พามาแนะนำให้รู้จักกับท่านเพราะว่าเราคุยกันเรื่องอยากจะปราบโจรผ้าเหลืองน่ะเจ้าค่ะ”
         
          เพียงได้ฟังหลิวไท่ก็เลิกคิ้วขึ้นสูง บุรุษนึกว่ารุ่นน้องจะไปไกลเสียแล้วแต่ที่ไหนได้ก็ยังเป็นเด็กน้อยใสซื่อและอ่อนหัดกันอยู่ แต่จากสายตาของผู้มีประสบการณ์ก็พอจะเห็นได้ว่าฝ่ายเด็กสาวน่าจะมีใจให้แล้ว ส่วนรุ่นน้องของเขาที่คิดแต่เรื่องการแก้แค้นก็คงยังไม่เติบโตขึ้นเสียที จากนี้คงต้องให้ไปเรียนรู้เรื่องราวอื่นเอาเอง
         
          “เสวียนจินนี่ไม่ได้เรื่องเลยนะ แต่ก็เอาเถอะ เดี๋ยวเขาก็จะได้รู้ด้วยตัวเอง อย่างไรเสียมันก็เป็นเรื่องของพวกเจ้าอยู่แล้ว ข้าขอมองดูอยู่ห่าง ๆ ก็แล้วกัน แล้วก็.. ข้าขอฝากเด็กคนนั้นด้วยล่ะ เสวียนจินเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย บางครั้งก็ติดหุนหันพลันแล่นเกินไป ข้าล่ะกลัวเสียเหลือเกินว่าเขาจะเอาชีวิตไปทิ้งก่อนจะได้ทำตามความตั้งใจที่ตั้งไว้”
         
          “เจ้าค่ะ ข้าจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด แต่ก็เอ่อ.. บางทีก็ห้ามไม่ได้เหมือนกันน่ะเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่รับปากอย่างมั่นเหมาะ แต่อยู่ ๆ ก็เสียความมั่นใจขึ้นมา เพราะว่าวันนี้เขายังไปต่อยกับโจรรังแกเด็กจนหน้าแหกมาอยู่เลย ทั้งที่นางก็อยู่ตรงนั้นแท้ ๆ แต่กลับช่วยอะไรไม่เลยเลยสักอย่าง ทวนและธนูที่พกติดหลังก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งไร้ค้า แต่ทว่าถึงนางจะใช้เป็นแต่ก็ไม่อยากจะนำมันออกมาฟาดฟันกับใครอยู่ดี
         
          “ของแบบนี้ก็ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปล่ะน่ะ เหมือนกับการตกปลานั่นแหล่ะ”
         
          หลิวไท่เหลือบสายตามองไปยังปลายเบ็ดของเด็กสาว ส่งสัญญาณให้รู้ว่าปลากินเบ็ดแล้วนะรีบดึงมันขึ้นมาสิ
         
          “จริงด้วยเจ้าค่ะ เหมือนกับเปี๊ยบเลย”
         
          เฟินเยว่ดึงสายเบ็ดขึ้นมาแล้วใส่ปลาไว้ในถัง ช่วงนี้ตกปลาบ่อยมากขึ้นก็ชักจะรู้สึกชำนาญไม่เคอะเขิน ทั้งสามตกปลากันต่อไปอีกสักพักก่อนที่จะถึงเวลาที่ต้องแยกจากแล้วกลับไปรับเหลียงต้าซิ่นเพื่อเดินทางต่อไปยังลั่วหยาง      
     
.
.
.
     
     
   

ตัวละครหลัก ซุน เฟินเยว่

ลักษณะนิสัยรักสงบ
-10 ลดความเครียด

ลักษณะนิสัยขยัน
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
-20 EXP จากการโรลทำงานในช่วงกลางวัน
หรือ โรลเดินทางช่วงกลางวัน (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[102] หลิว ไท่
มอบ สุรานมม้า
-15 ความสัมพันธ์จากการที่ธาตุคุณไปข่มธาตุตรงข้าม
หรือ ปีนักษัตร์ไม่ถูกโฉลกกัน
+10 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (รักสงบ)
+15 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (เห็นอกเห็นใจ)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)

[152] ซู ตงฮั่ว
มอบ สุราหลูโจว

[NPC ในสังกัด] เหลียง ต้าซิ่น
มอบ ถังหูลู่




ใช้งาน [152] ซู ตงฮั่ว

ลักษณะนิสัยรักสันโดษ
+3 Point เมื่อโรลเพลย์ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ

โบนัสการตกปลา x2























         
ซุนเฟินเยว่ + ซูตงฮั่ว
ตก ปลากง จำนวน 16 ตัว ที่เหลือขอรับเป็น ปลาเฉา



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-7 22:15:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
กัวฟ่งได้เดินทางมาถึงที่ปากถํ้านึง
เขาเดินเข้าไปแล้วได้พบชายที่ส่วมเกราะเหล็กเต็มชุดสัญชาตญาณเขาบอกว่าไม่ควรไปมีเรื่องกับชายคนนี้


"ข้าเหลาหู่คำนับท่านจอมยุทธ"เขาด้วยท่าทีที่นอบน้อมด้วยที่สุดนอกจากบิดากับมารดาแล้วเขาไม่เคยทำเช่นนี้


  อี้หลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ ก่อนมองร่างคุ้นตา (เด็กหนุ่ม/เด็กสาว)ที่เขาช่วยเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง "ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแล้วสินะ"


"เพราะท่านช่วยข้าไว้ทำให้รอดพ้นจากความตายข้าเหลาหู่ไม่ได้เป็นคนมีทรัพย์สินแต่หากท่านมีเรื่องอะไรข้ายินดีช่วยเต็มที่"


  "ตัวเจ้านับว่าเคยฝึกลมปราณอยู่ แต่ความสามารถเจ้าตอนนี้เหมือนโดนอะไรบางอย่างขัดทำให้มันไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เจ้าคงต้องค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาความสามารถไต่ระดับจาก 1 ใหม่ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะมีฝีมือกลับมาดั่งเดิมเป็นแน่ถ้าหมั่นฝึกฝน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอธิบายสอนอีกฝ่าย


ท่านจอมยุทธชั่งวิเศษนักหากข้าสามารถอยู่ฝึกที่นี่ได้สัก10ข้าก็คงกลายเป็นจอมยุทธเช่นกัน แต่ข้ามีเวลามากขนาดนั้นหรอ? คำตอบคือไม่ ปีนี้ข้า36 อีก10ปี ข้าไม่ต้องถือไม้เท้าลงจากเขาเลยหรือ


"เจ้าคงกำลังคิดจะไปจากที่นี่สินะถึงตั้งใจมาอำลาข้าที่นี่ในวันนี้" จอมยุทธ์หลิวกล่าวขึ้นด้วยเขาสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายที่ดูไม่ค่อยสบายใจและไม่กล้าเอ่ยบางอย่าง


"หากท่านจอมยุทธมีอะโปรดพูดออกมาเถอะข้าไม่เด็กน้อยที่จะไม่รู้อะไรเป็นอะไร"


  "หนุ่มน้อยแม้ข้าไม่อาจห้ามเจ้าได้ แต่ข้าขอกำชับแก่เจ้าให้ระวังตัวด้วย ภายนอกในเวลานี้เต็มไปด้วยโจรโพกผ้าเหลืองที่สร้างความเดือดร้อนให้แผ่นดินทั่วหล้า กองทัพราชสำนักเองก็ดูท่าทีว่าไม่น่าจะรับมือไหว" จอมยุทธ์หลิวกล่าวพลางถอนหายใจอย่างอดสูกับความวิบัติแผ่นดินที่ขุนนางตงฉินน้อยนิดก็มิอาจช่วยราชสำนักได้ตราบที่สิบขันทียังครองอำนาจ


"ท่านจอมยุทธโปรดคลายความกังวลแม้ข้าจะไม่สามารถเทียบพละกำลังเหมือนเซี่ยงซวี่หรือมีความสามารถเหมือนไป๋ฉี แต่ข้าก็น่าจะเทียบกับจ้าวเซ่อได้" เขาค่อนข้างมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าสารามถเทียบกับจ้าวเซ่อแห่งรัฐจ้าวในอดีตได้หรืออาจจะเก่งกว่าด้วยซํ้า


  "คนหนุ่มสาวเช่นพวกเจ้ามีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ วันหน้าข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จได้เป็นแน่" จอมยุทธ์หลิวกล่าวต่ออีกฝ่าย ก่อนจะหยิบถุงเงินกับสิ่งของหนึ่งออกมา  "เงินพวกนี้หวังว่าจะช่วยในการเดินทางของเจ้าไม่มากก็น้อยเพื่อตามฝันได้ ส่วนนี่เตากำยานเจ้าสามารถสวมใส่มันช่วยฝึกฝนด้านกำลังภายใน (QI) ได้เป็นอย่างดี"


"ขอบคุณท่านจอมยุทธ" ถึงแม้เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะช่วยอะไรเขาได้แต่ถ้าจอมยุทธให้มาเขาก็ไม่เห็นต้องปฏิเสธ


"อีกเรื่องเจ้าจำไว้ด้วย ในแผ่นดินกลียุคเช่นนี้จักต้องระวังตัวไว้ให้มาก มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เจ้าจะพบเจอข้างนอก มีทั้งคนมีคุณธรรมจิตใจดีแต่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากเธอและและบุคคลที่จะแทงด้านหลังย่อมมีถมเถไป อย่าวางใจทาง อย่าไว้ใจคน" จอมยุทธ์หลิวกล่าวบอกแก่คุณที่กำลังจะออกกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง


"ข้าขอสัญญาว่าจะทำให้แผ่นดินกลับมาสงบแม้ไม่สำเร็จในรุ่นข้าแต่คนสกุลกัวจะใช้ปณิธานนี้เป็นกฎของตระกูล!!!!" ขณะที่กัวฟ่งเตรียมจะจากไป


"เดี๋ยวก่อน เจ้าได้หินล้ำค่าจากจอมยุทธ์โจวมาก่อนใช่ไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่าย


"ท่านหมายถึงหินหน้าตาประหลาดนี้หรอ"เขาพูดพลางหยิบมันออกมาจากกระเป๋า


"เช่นนั้นตามข้ามา ข้าจะสอนการใช้หินพวกนั้น" อีกฝ่ายพูดก่อนเดินนำไปยังแท่นหินที่เหมาะสำหรับนั่งสมาธิโคจรปราณสองคน ก่อนเขาเดินไปนั่ง "เจ้าก็มานั่งตรงนี้สิ"


เขาเดินเข้าไปนั่งตามตำแหน่งที่จอมยุทธหลิวบอก "แล้วยังไงต่อ?"


  "เจ้านำอาวุธที่ต้องการจะตีบวกมาวางตรงหน้าและวางหินไว้ทับอาวุธ ก่อนค่อย ๆ ผ่อนปรนลมหายใจเข้าและออก โคจรลมปราณไปที่จุดตันเถียน เดินกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนกลับมาบรรจบจุดตันเถียน" อีกฝ่ายอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน


เขาได้หยิบกระบี่ของตัวเองออกมาแล้ววางไว้ตรงหน้าด้วยอารมตื่นเต้น


  "ตรึกตรองลมปราณให้เหมือนอุปกรณ์ตรงหน้าที่เจ้าจะดำเนินการ แปรรูปลมปราณพยายามนึกภาพให้มันเป็นอุปกรณ์อยู่ใจกลางท้องของเจ้า" จอมยุทธ์หลิวอธิบายก่อนจะสังเกตอีกฝ่าย "เมื่อเจ้าสัมผัสมันได้จนเห็นภาพชัด ค่อย ๆ ตรึกตรองภาพนั้นให้มีทรงกลมล้อมรอบกลางท้อง"


กัวเฟิ่งค่อยๆทำตามช้าๆแม้มันจะยากแต่ไม่เกินความสามารถเขา


"เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางเจ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาวุธและหินทั้งสองมาถูกันอย่างแผ่วเบา ในขณะนั้นทำสมาธิและถ่ายเทลมปราณผ่านไปยังหินและไหลสู่กระแสปราณของอาวุธ" อี้หลิงอธิบายก่อนจะพูดเตือน "ในขั้นนี้เจ้าจะได้ความแข็งแกร่งอาวุธมากน้อยขึ้น ๆ ลง ๆ ขึ้นกับวาสนา"


เขาตะหงิดใจเล็กน้อยเพราะเขาคือคนที่ใช้กำลังในการจัดการทุกอย่างเขาเลยไม่ค่อยเชื่อเรื่องวาสนาเท่าไหร่
เขาจดจ่อไปกับการทำสมาธิค่อยๆส่งลมปรานไปที่หินมันค่อนข้างยากที่จะควบคุมรมปราณกว่าเขาจะทำสำเร็จเขาเหนื่อยมากความรู้สึกเหมือนประดุจวิ่งขึ้นลงภูเขาไท่ซานไม่ผิด


"เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม" จอมยุทธ์หลิวกล่าวถามอีกฝ่ายที่ออกจากสมาธิแล้ว


"ข้าขอพักสักครู่ละกัน มันเหนื่อยมาก" เขาพูดพลางหอบ


   "หินเมื่อใช้งานแล้วมันจะดับแสงลง กระแสลมปราณที่ไหลเวียนถูกดูดซับไปเป็นส่วนหนึ่งกับปราณอาวุธ ตอนนี้เจ้าคงคิดว่าอาวุธเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่" จอมยุทธ์หลิวอธิบายการตีบวกอัพเกรดแก่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาถาม "ตอนนี้เจ้ารู้สึกตัวเองแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม"


"ข้ารู้สึกตัวเบาขึ้นมานิดหน่อยแต่นั่นก็มากพอที่จะล้มเสือ2ตัวพร้อมกัน"


     "ไว้เจ้าออกจากนี่หาเวลาว่างโคจรลมปราณปลดผนึกซ่อมแซมจุดชีพจรที่สึกหรอของเจ้า เพื่อปลดผนึกความสามารถแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ก่อนเจ้าโดนทำร้ายมาให้ฝีมือกลับคืนมา"


"ขอบคุณท่าจอมยุทธท่านได้ช่วยข้าไว้มากมายชีวิตของเหลาหู่มิอาจตอบแทนหมด ตระกูลกัวขอสัญญาว่าจะตอบแทนท่านถ้าไม่ตอบแทนในรุ่นข้า รุ่นลูกข้าก็จะตอบแทนท่าน"


  "เอาล่ะ ข้าไม่ส่ง ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย หวังว่าสักวันเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกนะ" จอมยุทธ์หลิวกล่าวอำลาอีกฝ่าย


"ข้าขอตัวลาท่านจอมยุทธ" เขาพูดพร้อมเดินออกจากถํ้าเพื่อตามหาพ่อแม่ที่จากกันต่อ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รถม้าใหญ่
กระบี่
ซัวเหวินเจี่ยจื้อ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x1
x1
x2
x6
x2
x20
x3
x1
x1
x17
x16
x2
x1
x4
x4
x1
x8
x40
x10
x3
โพสต์ 2021-10-10 16:58:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-10 21:43

      
⌜88⌟
บทที่ 15
ปลามาแล้วจ้า
ฉากที่ 2
                    
          นานเลยที่เฟินเยว่ไม่ได้บึ่งม้าเร็วและเดินทางด้วยตัวคนเดียวอย่างนี้ คราวนี้ไม่มีเปาเปาเป็นสหายคู่ใจ แต่ก็ยังมีถังถังม้าหนุ่มจากเจียซิ่วอยู่เป็นเพื่อนร่วมทาง เด็กสาวตัดสินใจว่าจะแวะไปยังถ้ำหลังหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยทำงานให้เสร็จทีเดียว จึงได้ซื้อสุราอาหารจากโรงเตี๊ยมแถวนั้นติดไม้ติดมือไปฝากหลิวจื่อกงสหายรุ่นพี่ของตงฮั่วไปด้วย
         
          แดดยามเที่ยงวันช่างร้อนนัก เมื่อเดินทางคนเดียวเด็กสาวไม่มีแผนหลังกว้างของสหายหนุ่มไว้บังแดด สิ่งที่นางพอจะทำได้เพื่อกันรังสีระหว่างการเดินทางก็คือนำผ้าโพกหัวออกมาพันหน้าพันตาจนเหลือแต่เพียงเสี้ยวตาและหางเปียที่ทอดยาวลงไป เป็นภาพที่ดูตลกตาแต่ระหว่างการเดินทางเช่นนี้คงไม่มีใครมัวมาสังเกต
         
          เฟินเยว่บังคับม้าไปที่ถ้ำหลังหมู่บ้าน แม้ว่าจะเคยมาเพียงครั้งเดียวแต่เด็กสาวก็พอจะจำทางได้จากความหัวดีของตัวเอง และส่วนหนึ่งมาจากรอยฝีเท้าที่ย่ำเหยียบเข้าออกผืนป่า จนในที่สุดนางก็มาถึงหน้าถ้ำที่งามตา ลงจากม้าแล้วหยิบของฝากติดมือเข้าไปด้านใน
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะ คุณชายหลิวอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ ข้าซุนเฟินเยว่สหายของคุณชายซูเองเจ้าค่ะ บังเอิญว่าผ่านทางมาทางนี้...”
         
          ทว่าเงาร่างที่ปรากฏกายออกมาไม่ใช่เทพบุตรรูปงามหลิวจื่อกงทว่าเป็นเด็กหนุ่มสูงใหญ่อายุรุ่นราวคราวเดียวหรืออาจแก่กว่าเฟินเยว่และตงฮั่วไม่กี่ปี ทว่าใบหน้าล้ำาหน้าทุกคนไปไกลจนได้เป็นที่หนึ่ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะตัวใหญ่แต่กลับแสดงท่าทางสุภาพอ่อนน้อมและมีมารยาทได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
         
          “คารวะขอรับแม่นาง ข้าอี้หลิง ศิษย์ของท่านอาจารย์หลิวจื่อกง หากมาขอเข้าพบกับท่านอาจารย์เกรงว่าจะไม่ได้ในตอนนี้..”
         
          “สะ..สวัสดีเจ้าค่ะ ซุนเฟินเยว่เจ้าค่ะ เป็นสหายของคุณชายซูที่เป็นสหายรุ่นน้องของท่านหลิวจื่อกงอีกทีหนึ่ง” เห็นเขาแนะนำตัวออกมานางก็จึงเผลอเอ่ยชื่อตัวเองออกไปเป็นครั้งที่สอง ความสัมพันธ์ที่ฟังดูซับซ้อนทำให้บุรุษผู้ถ่อมตนขยับยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “เอ่อ.. ไม่ทราบว่าพอจะถามได้หรือไม่เจ้าคะว่าคุณชายหลิวไปไหนหรือเจ้าคะ”
         
          “ท่านอาจารย์กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางขอรับ” อี้หลิงใช้สายตามองเด็กสาวพลางพินิจพิเคราะห์เอาคร่าว ๆ จากท่าทางของนาง สหายของสหายท่านอาจารย์ดูแล้วไม่น่าใช่คนไม่ดีเขาจึงตัดสินใจที่จะบอก “ตอนนี้ท่านอาจารย์อาจจะกำลังอยู่ที่เฉินหลิวขอรับ ...ข้าก็ไม่แน่ใจ”
         
          “เช่นนั้นเองเจ้าคะ...” เด็กสาวไม่เคยไปเฉินหลิว ตอนไปเจียงหนานครานั้นนางก็ใช้เส้นทางผ่านสวี่ซางแทนเสียอีก แต่ก็พอจะรู้ว่าเฉินหลิวอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคนี้นั่นเองก็นับว่าไม่ไกลเท่าไร “ขอบพระคุณนะเจ้าคะ แล้วก็.. ข้าซื้อสุราและกับแกล้มมาแล้วหากว่าไม่มีคนรับเอาไว้ก็เสียดายแย่ ข้าขอมอบให้ท่านแทน ไม่รู้ว่าคุณชายอี้ชอบสุราหรือไม่หากไม่ชอบก็พกติดไว้เผื่อได้ใช้ล้างแผลหรืออะไรแบบนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวนำของที่หาซื้อมาส่งที่มือของอีกฝ่าย แม้ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานหรือไม่แต่อี้หลิงก็รับมาไว้ด้วยรอยยิ้มที่สุภาพและนุ่มนวล
         
          “ขอบพระคุณแม่นางมากขอรับ”
         
          “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนแล้วนะเจ้าคะ ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
         
          อี้หลิงยืนส่งเด็กสาวที่หน้าถ้ำและเมื่อนางขี่ม้าหายไปจนลับสายตาเขาจึงกลับเข้าไปด้านใน

.
.
.
         

ลักษณะนิสัยรักสงบ
-10 ลดความเครียด

ลักษณะนิสัยขยัน
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
-20 EXP จากการโรลทำงานในช่วงกลางวัน หรือ โรลเดินทางช่วงกลางวัน (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน

มอบ สุรา และ ฮวาเจียวปิ้งย่าง ให้แก้ อี้หลิง
   


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

อย่าลืมเข้าสู่ระบบนะจ๊ะ เข้าสู่ระบบตอนนี้ หรือ ลงทะเบียนตอนนี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้