❀ ก่อนร่วมงานแต่งงาน 3 ❀. . .
ใช้เวลาไม่นานทั้งสามก็มาเยือนถึงยังหอหลิงเซียวจู้จื่อ ด้วยเพราะอยู่แถบฝั่งชานเมืองจึงทำให้ห่างจากตัวกระท่อมสกุลกัวที่อยู่ยังนอกเมืองไม่มาก ตัวหอนั้นรายล้อมด้วยธรรมชาติตกแต่งได้สวยงามวิจิตรเสียจนดรุณีน้อยเผลอมองค้างดูชื่นชมไม่น้อย ยามลงจากม้าที่ทำการผูกฝากไว้ที่คอกไม่ไกล นางก็ยังไม่ละสายตาจากสวนหย่อมที่รายล้อมเสียที ให้แว่วเสียงเรียกของบุรุษแซ่กัวที่ดังขึ้น จิ้นอิ๋งจึงจำต้องผละสายตาและเร่งฝีเท้าเดินตามเข้าไป
ถานเจ๋อที่เห็นว่าสถานที่ของสหายอีกบุรุษอยู่ไหนคิ้วเข้มก็แทบผูกเป็นโบว์ รู้สึกสหายอีกคนนิสัยคงเจ้าสำราญไม่ต่างจากอีกฝ่ายแน่ มันจึงเร่งเท้าเดินไม่ห่างจากผู้เป็นายมากด้วยความติดห่วงขึ้นมา
" ท่านกัวฟ่งเสี้ยวนี่เจ้าคะ ไฉนถึงมาเสียยามเช้าตรู่เช่นนี้ เชิญก่อนเจ้าค่ะ "
ในตอนที่จิ้นอิ๋งยังสำรวจภายในหอไม่หยุด เนื่องด้วยอาจจะเป็นครั้งแรกที่เด้กสาวเคยได้เข้ามายังตัวหอโคมเช่นนี้ พลันได้ยินเสียงของสตรีฟังอ่อนหวานดังขึ้นเรียกความสนใจให้หันมองในที่สุด เถ้าแก่เนี้ยของหอค้อมอย่างสุภาพก่อนผายมือเชื้อเชิญอีกบุรุษที่เดินนำตั้งแต่เมื่อครู่ไป โดยที่เชิญจิ้นอิ๋งและถานเจ๋อไปด้วยหลังได้ยินว่าเป็นสหายของบุรุษแซ่กัว
" เข้าเรื่องเลยแล้วกัน พอดีสหายข้าแม่นางกู่ผู้นี้ได้เชิญข้าไปงานแต่งงานของคนรู้จักของนาง ข้าจึงอยากมาชวนไฉ่เมี่ยนไปร่วมงานด้วยน่ะ " นามสตรีที่ออกจากปากของอีกบุรุษเรียกความสนใจจากจิ้นอิ๋งขึ้นมาให้เผลอเลิกคิ้วฉงน รวมถึงถานเจ๋อที่เริ่มมุ่นคิ้วข้างกายเด็กสาวไม่ต่างกัน
" งั้นหรือเจ้าคะ.. เช่นนั้นท่านกัวต้องจ่ายตำลึงให้นางสำหรับหนึ่งคืน อาจมีมัดจำเพื่อให้มั่นใจว่าท่านกัวจะพาไฉเมี่ยนมาส่งคืนหอเจ้าค่ะ แต่สำหรับท่านกัวที่สนิทกับนาง.. ข้าจะคิดมัดจำเพียงครึ่งหนึ่งแล้วกันเจ้าค่ะ "
กัวฟ่งเสี้ยวที่ได้ยินก็ยกยิ้มคล้ายพอใจไม่น้อย ก่อนหนึ่งสตรีกับอีกหนึ่งบุรุษจะพากันผุดลุกขึ้นเพื่อไปพาตัวอีกสตรีที่ชื่อไฉเมี่ยนมา พร้อมกันนั้นสหายแซ่กัวก็บอกจิ้นอิ๋งว่ารอยังห้องนี้ได้เดี๋ยวเขาจะกลับมา ซึ่งทันทีที่ลับสายตาของทั้งคู่ไป จิ้นอิ๋งก็คล้ายมองค้างไปครู่หนึ่ง นางเผลอยกมือลูบแผ่นอกน้อย ๆ ก่อนหันมาหาถานเจ๋อเพื่อถามสิ่งที่สงสัยบางอย่างแต่ก็ต้องลอบสะดุ้งเสียไหล่ยกยามเห็นสีหน้าที่โกรธขึ้งอย่างที่ไม่เคยเห็นจากอีกฝ่าย
ใบหน้าดุนั้นยิ่งมืดครึ้มและบึ้งสนิท ดูโกรธในอีกระดับที่แม้แต่ตัวจิ้นอิ๋งยังไม่กล้าเอ่ยปากคุยด้วย แต่ทันทีที่สายตาก้าวร้าวนั้นคืนหาผู้เป็นนายที่ไม่ได้รู้ตัวนักว่าดวงหน้าดูสับสนไปไม่น้อย อีกฝ่ายก็ยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน ก่อนพยายามส่งยิ้มปลอบโยนแก่เด็กสาว
" ท่านหญิง.. ไฉเมี่ยนที่ว่าอาจเป็นสหายแบบที่ท่านเป็นสหายกับท่านกัวอย่างไรล่ะขอรับ "
ถานเจ๋อไม่คิดว่าจะมีตอนที่มันต้องมาเอ่ยเข้าข้างบุรุษหน้าหยกผู้นั้นให้แก่ท่านหญิงของมัน ตามจริงมันอยากพูดว่าร้ายมากกว่านี้ไปเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่อยากให้คนตรงหน้าแสดงสีหน้าที่มันกลัวจะเห็นออกมา ซึ่งจิ้นอิ๋งที่ได้ยินก็คล้ายร้องรับในคอขึ้นก่อนพยักรับเห็นด้วยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงให้อีกบุรุษที่นั่งข้างแอบลอบผ่อนลมหายใจออกมา
ในหัวกำลังคาดหวังกับบุรุษแซ่กัวขึ้นมาก่อนที่มันจะหมดความอดทนที่จะแก้ตัวแทนให้ .
.
หลังรอเพียงไม่นานคนทั้งคู่ก็กลับคืนยังห้องรับรองแขก โดยที่ยังไม่พบสตรีผู้เป็นสหายของกัวฟ่งเสี้ยวเพราะนางกำลังเตรียมตัวอยู่จากคำบอกเล่าของเถ้าแก่เนี้ย
" เช่นนั้นจะเช่ารถม้าดีหรือไม่เจ้าคะ จะได้เดินทางกันได้สะดวก " เถ้าแก่เนี้ยเสนอกัวฟ่งเสี้ยวขึ้นมาซึ่งอีกบุรุษก็พยักหน้าเห็นด้วยทั้งรอยยิ้มก่อนจะทำการเคลียร์ค่าใช้จ่ายกันสักพักถึงเรียบร้อยดีพร้อม ๆ กับที่สตรีงามนางหนึ่งเข้ามาในห้อง
สตรีที่คาดว่าจะมีนามว่าไฉเมี่ยนเผยรอยยิ้มทันทีที่พบหน้าสหาย ทั้งคู่ลุกเข้าสวมกอดกันและนั่นทำจิ้นอิ๋งเผลอเบิกตามองน้อย ๆ เถ้าแก่เนี้ยที่เห็นว่าไฉเมี่ยนได้มาถึงแล้วจึงเชื้อเชิญทั้งหมดให้ออกไปข้างนอกเตรียมตัวเดินทางกัน จิ้นอิ๋งต้องโดนเรียกอีกหนจากถานเจ๋อเลยเชียวถึงยอมลุกตามขึ้นมาได้
ดวงหน้านวลคล้ายหมองลงไปเล็กน้อยขณะแอบเอ่ยถามผู้ติดตามนางขณะที่หนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งสตรีกำลังพูดคุยทักทายกันอยู่
" ถานเจ๋อ… สหายบุรุษสตรีปกติกอดกันด้วยหรือ " คนโดนถามกัดฟันกรอดจนแว่วเสียงก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแข็ง
" ไม่ขอรับ "
สิ้นคำของผู้ติดตาม จิ้นอิ๋งก็ผินสายตาคืนหาคนทั้งคู่ที่บุรุษแซ่กัวที่เริ่มแนะนำนางและไฉเมี่ยนให้รู้จักกันพอดี ดรุณีน้อยค้อมตัวทักทายดูเก้กังเล็กน้อยเรียกเสียงหัวเราะแผ่วเจือเอ็นดูให้ดังมาจากอีกสตรี ไฉเมี่ยนคล้ายยกมือปิดบังรอยยิ้มที่เผยออกเล็กน้อยขณะลอบสำรวจจิ้นอิ๋งครู่หนึ่ง โดยมีสายตาของกัวฟ่งเสี้ยวที่สังเกตอยู่พอดีก่อนเขาจะเอ่ยให้ออกเดินทางกันพร้อมกับยื่นแขนส่งไปหาเด็กสาวที่มองไม่เข้าใจนัก
ทว่าขณะที่จิ้นอิ๋งยังทำความเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าได้ไม่ถูกนัก อีกสตรีที่เห็นสหายยื่นมือส่งให้สตรีน้อยผู้นั้นก็แตะยังข้อมืออีกข้างของกัวฟ่งเสี้ยวดูเย้าหยอกให้ยื่นแขนส่งให้นางบ้าง ถานเจ๋อที่ยังอยู่ในเหตุการณ์ไม่ต่างกันก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มือข้างหนึ่งยกแตะแผ่นหลังเล็กของผู้เป็นนายอย่างถือวิสาสะเพียงแผ่วเพื่อดันให้เดินตรงไปข้างหน้าและเอ่ยบอกเรียกความสนใจ
" รีบเดินทางก่อนจะไปไม่ทันงานกันดีกว่าขอรับ "
สิ้นคำจิ้นอิ๋งก็กระพริบตาคล้ายได้สติ นางยกยิ้มเอ่ยบอกขานรับ จริงด้วย แก่ถานเจ๋อกลับไปก่อนจะเร่งเดินนำผ่านแขนที่ส่งหาหลังจากที่คิดว่าคงไม่เหมาะสมนักและอาจทำให้ไฉเมี่ยนเกิดไม่พอใจขึ้นมาอีกด้วย เพราะตอนนี้ดรุณีน้อยคล้ายคิดได้แล้วว่า คำว่าสหายของกัวฟ่งเสี้ยวที่มีต่อไฉเมี่ยนคงต่างจากนางในระดับหนึ่ง ก่อนทั้งหมดจะพากันทอดเดินออกมาจนถึงนอกตัวหอ และเป็นจิ้นอิ๋งที่เอ่ยเสนอบอกให้สหายแซ่กัวและอีกสตรีขึ้นรถม้าไปด้วยกัน ส่วนนางจะขี่ม้ากับถานเจ๋อและคอยนำทางไปที่หอหมื่นหงส์ของเมืองหรูหนานให้
. " ท่านหญิงไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ? "
แต่แล้วคำถามที่ผู้ติดตามเอ่ยแก่นางในยามที่เดินทางสักพักและมั่นใจว่าคนจากรถม้าด้านหลังจะไม่ได้ยินทั้งคู่ ทำให้จิ้นอิ๋งที่กำลังครุ่นคิดด้วยความกังวลว่าจะไปไม่ทันงานถูกเรียกความสนใจให้หันมองและกลับมานิ่งคิดตามคำถามนั้นด้วยความฉงนสักพัก มือเล็กแตะลงแผ่นอกไม่รู้ตัวอีกหน มีท่วงทำนองหนึ่งที่นางไม่ชอบใจนัก มันบรรเลงบทชวนขมปร่าช่วงหนึ่งในคราแรกทว่าในตอนนี้หลังผ่านการคิดหลาย ๆ อย่างก็คล้ายเบาบางจนสุดท้ายแทบไม่ได้ยินมันอีก พร้อมกับที่ดวงหน้าหวานหันไปส่งรอยยิ้มสดใสคืนหาแก่ถานเจ๋อ
" ข้าต้องเป็นอะไรด้วยหรือ? ไม่ได้เป็นอะไรนี่ "
ถานเจ๋อแสดงสีหน้าเป็นห่วงส่งให้เล็กน้อย ในหัวพลันคิดไปแล้วว่าต่อไปคงเอ่ยห้ามท่านหญิงให้พบกับสหายผู้นี้น้อยลงอย่างจริงจังเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นไม่ต้องพึ่งคำห้ามของอีกฝ่ายจิ้นอิ๋งก็คิดไปแล้วเช่นกันว่าคงต้องแวะเวียนหาน้อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับที่อีกฝ่ายมีสตรีสนิทข้างกายแล้ว เพื่อจะได้เกิดความสบายใจกันทุกฝ่ายด้วย
อืม.. ต้องเตรียมตัวยินดีกับสหายอีกคนแล้วหรือเปล่านะ!
|