[เมืองเฉินหลิว] จวนสกุลเซี่ยโหว

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-9-5 11:47:12 |โหมดอ่าน


จวนสกุลเซี่ยโหว
{ เมืองเฉินหลิว }






【จวนสกุลเซี่ยโหว】

เรือนที่ร่มรื่นงดงามด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสาน
ร่างแบบโดยนายช่างสกุลเถียนแห่งลั่วหยาง ที่มีชื่อเสียงมาแปดสิบกว่าปี
ใช้เวลาหลายปีเพื่อต่อเติมและวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เสมือนต้นไม้ใหญ่ให้พักพิง
ที่ไม่สั่นคลอนต่อคลื่นลมแรง อีกทั้งภายในจวนยังมีสถานที่ตั้งของโรงตีดาบ
ที่มีการเลือกสรรช่างอาวุธที่มีชื่อเสียง เพื่อสักวันอาจจะช่วยนายที่ดีทำการใหญ่
มีบ่าวไพร่หลายสิบชีวิตที่ใช้ชีวิตภายในจวนแห่งนี้

ทุกท่านสามารถมาโรลเพลย์รับจ้างเฝ้ายามได้
ค่าจ้าง: 150 อีแปะ - 10 EXP (รายวัน)






เจ้าของจวน:
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) (ข้อมูลส่วนตัว)

สิ่งที่ชอบ: อาวุธประเภทธนูทุกชนิดคุณภาพดี (น้ำเงิน+) ,
อุปกรณ์ระดับดีทุกชนิด (คุณภาพม่วง+) , ชาผู่เอ๋อร์ , สุรากานเหม่ยจือ ,
สุราหลูโจว , อาหารประเภทหม้อไฟ , บะหมี่น้ำกุ้งทะเล ,
ขนมไหมเงิน , ไก่ขอทาน , วัตถุโบราณ
โบนัสพิเศษ: ประลองดวลกับอีกฝ่าย ชนะ ได้รับความสัมพันธ์พิเศษ+25 |
แพ้ ได้รับความสัมพันธ์พิเศษ+15
สิ่งที่เกลียด: สมบัติล้ำค่า , เงินทอง , อาหารพิสดาร






โพสต์ 2021-10-11 23:28:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-11 23:30

     ⌜92⌟
บทที่ 16
จุดหมายคือเฉินหลิว
ฉากที่ 2
                    
          “แล้วจากนี้จะเอายังไงกันต่อ”
         
          ตงฮั่วเอ่ยถาม เพราะว่ามาที่นี่ก็เพราะว่าเขาอยากเจอกับหลิวจื่อกงก็เท่านั้น ไม่คิดด้วยว่าจะได้พบกันเร็วขนาดนี้และพอแยกทางก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ
         
          “หางานทำดีหรือไม่เจ้าคะ” เฟินเยว่เสนอความเห็นสมกับที่เป็นคนขยัน ความสุขของนางก็คือทำงานไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ เสียด้วยสิ “แต่ว่าตงฮั่วทำไม่ได้นะเจ้าคะ จะต้องไปนอนโรงเตี๊ยม”
         
          “อะไรกันเล่า พูดแบบนี้ก็เหมือนกับว่าข้าเป็นตัวถ่วงเลย นี่ก็หายมากแล้วทำงานได้สบาย ๆ น่า หรือให้ต่อยคนก็ได้”
         
          เฟินเยว่อ้าปากค้างประโยคหลังที่เด็กหนุ่มกล่าว
         
          “ถ้าเป็นงานที่ไม่หักโหมมากก็คงไม่เป็นไร ข้าเคยอ่านตำรามาเขาว่าหากนอนเฉย ๆ เส้นสายจะยึด ถึงเป็นคนเจ็บแต่ก็ต้องหมั่นคลายเส้นด้วย”
         
          “อย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ แต่ว่างานที่ไม่หักโหมน่ะ..” เด็กสาวยกมือขึ้นทาบแก้มครุ่นคิด นึกไม่ออกเลยว่ามันคืองานประเภทไหนกันที่ไม่ต้องออกแรง เพราะขนาดว่าเป็นเสี่ยวเอ้อร์ร้านอาหารก็จำต้องเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเพื่อบริการลูกค้า “ลองเดินหากันดูก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
         
          ทั้งสามขึ้นมาแล้วตระเวนขี่กันไปหางานจนมาหยุดอยู่ที่หน้าจวนสกุลเซี่ยโหวที่เป็นจวนขนาดใหญ่โอ่อ่ากว้างกินอาณาเขตหลายสิบไร่ในเฉินหลิว ที่หน้าประตูเขียนป้ายรับสมัครทหารยามติดอยู่โดยไม่ระบุคุณสมบัตินั่นหมายถึงไม่ว่าใครก็สามารถสมัครงานได้
         
          “นี่อย่างไรล่ะ งานที่ไม่ต้องออกแรง”
         
          “จริงด้วย.. มีจริง ๆ ด้วยสินะ” คิดไม่ถึงเลยว่ามีงานประเภทนี้จริง ๆ การงานเฝ้ายามเป็นงานที่ต้องคอยสอดส่องดูแลสถานที่แต่ว่าสิ่งที่ทำก็เพียงแค่ยืนเฉย ๆ เพียงเท่านั้น “คิดว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?”
         
          “ข้าไม่ติดปัญหาหรอก”
         
          “อื่ม.. ก็ไม่เคยทำงานเฝ้ายามหรอกนะ แต่ว่าก็ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่ข้าจะทำไหวหรอก”
         
          “ถ้าอย่างนั้นก็ลองติดต่อพ่อบ้านดูนะเจ้าคะ”
         
          เมื่อปรึกษาหารือกันได้แล้วทั้งสามก็ลงจากม้าแล้วเคาะไม้แจ้งกับพ่อบ้านที่เฝ้าจวน
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะ ข้าซุนเฟินเยว่ และสหายทั้งสอง ซูเสวียนจิน และเหลียงต้าซิ่นมาสมัครงานเฝ้ายามน่ะเจ้าค่ะ”
         
          “สวัสดีขอรับ หากมาสมัครงานเช่นนั้นเชิญทางนี้ก่อน”
         
          พ่อบ้านผายมือเชิญทั้งสามให้เข้ามาด้านใน ภายในจวนตระกูลเซี่ยโหวทั้งสวยงามและใหญ่โต มีทั้งสาวใช้และพ่อบ้านมากมายที่ทำงานกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เด็กสาวนึกสงสัยว่าพ่อบ้านจะนำทางไปไหนนึกเสียว่าจะให้เริ่มงานยืนเฝ้าเลยเสียอีก และสถานที่ที่พ่อบ้านนำทางมาก็คือสนามฝึกซ้อมยุทธ์ที่เป็นลานกว้าง อาวุธยุโธปกรณ์ครบครัน สามารถฝึกซ้อมได้ทั้งทวน ดาบ และธนู
         
          หนึ่งลูกศรพุ่งปักเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำจากบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังฝึกฝนการยิงธนู
         
          “นายท่านขอรับ มีผู้มาขอสมัครงานขอรับ”
         
          และทันทีที่อีกฝ่ายหันหน้ามาก็มีคนถึงสามที่ร้องอ้าวขึ้นมาพร้อมกัน
         
          “อ้าว แม่นางน้อยซุน.. แซ่ซุนใช่ไหมถ้าข้าจำไม่ผิด”
         
          บุรุษผู้นั้นคือเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายที่เฟินเยว่เคยช่วยเหลือจ่ายค่าบะหมี่เอาไว้เมื่อตอนงานเทศกาลจงชิวเจี๋ยที่ฉางอัน แล้วเด็กสาวก็ยังทักพี่ชายของอีกฝ่ายผิดไปเรียกว่าท่านพ่อ
         
          “ใช่เจ้าค่ะ ข้าซุนเฟินเยว่เจ้าค่ะ คุณชายเซี่ยโหวเหมี่ยวฉาย” เด็กสาวค้อมศีรษะทักทายอย่างสุภาพอ้อนน้อมพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหาย “บังเอิญจริง ๆ เลยเจ้าค่ะ ข้าและสหายก็มาสมัครงานโดยที่ลืมดูชื่อจวนไปเสียสนิท”
         
          “แล้วมาสมัครงานอย่างนั้นหรือ ทั้งสามท่านเลย?”
         
          “ขอรับ ข้าเหลียงต้าซิ่น บัณฑิตจากไท่หยวนขอรับ นอกจากงานเฝ้ายามข้ายังสามารถช่วยเหลืองานอื่น ๆ ได้อีกขอรับ”
         
          ต้าซิ่นยกมือขึ้นคารวะท่านเจ้าบ้าน พร้อมกับสะกิดให้ตงฮั่วคำนับตามด้วย เขาล่ะเป็นห่วงจริง ๆ กลัวว่าเจ้าเด็กนี่จะแผลงฤทธิ์จนไม่ได้งาน แม้ตงฮั่วจะดูไม่สนโลกและไร้กาละเทศะในบางครั้งแต่ในตอนนี้เขาก็รู้ตัวดีกว่าควรจะวางตัวอย่างไร
         
          “ข้าซูเสวียนจินขอรับ ทำงานเฝ้ายามได้”
         
          “นับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถสินะเช่นนี้จวนข้าคงได้คนงานฝีมือดีเพิ่มหลายสาขา ทั้งนักสู้และบัณฑิต ส่วนแม่นางน้อยซุนมาสมัครเป็นแม่บ้านอย่างนั้นหรือ”
         
          “ข้าทำได้หมดทุกอย่างเจ้าค่ะ จะเฝ้ายามก็ได้ เป็นสาวใช้ก็ได้ ให้ทำสวนก็ได้ ให้ส่งของก็ได้ หรือว่าจะให้ไปคัดหนังสือก็ทำได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ตอบอย่างกระตือรือร้น ถ้าเป็นเรื่องงานล่ะก็นางมักจะมีไฟอยู่เสมอ และสายตาที่เป็นประกายนั้นไม่โกหก คล้ายกับว่านางกระหายในการทำงานเป็นอย่างมากหลังจากที่เทียวตะลอนไปนั่นมานี่อยู่หลายวัน งานส่งของจะว่าเป็นงานก็ใช่แต่เป็นสิ่งที่นางไม่ค่อยถนัดเสียเท่าไรเลย ในจุดนั้นทำให้เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายประทับใจในจุดนี้ไม่เบา
         
          “ได้สิ จวนเซี่ยหัวยินดีรับคงงานอยู่แล้วโดยเฉพาะคนขยันไม่ขี้เกียจ แต่ว่างานเฝ้ายามน่ะจะต้องมีการวัดฝีมือกันสักหน่อย ข้าอยากได้คนที่เป็นวิชายุทธ์อยู่บ้าง เจ้าพร้อมที่จะประลองหรือไม่ล่ะพ่อหนุ่ม”
         
          “เอ่อ.. ต้องประลองด้วยหรือเจ้าคะ” เฟินเยว่นึกเป็นห่วงขึ้นมาจึงโพลงขึ้นก่อนที่ตงฮั่วจะทันได้รับปาก สหายยังไม่หายขาดจากอาการบาดเจ็บดีนัก หากออกแรงเยอะก็เกรงว่าแผลจะฉีก “ถ้าเป็นข้าเป็นคนประลองแทนได้หรือไม่เจ้าคะ คุณชายซูยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บดีเจ้าค่ะ ข้ารับประกันเลยว่าฝีมือของคุณชายซูเหนือขั้นกว่าข้าอย่างแน่นอน หากว่าข้าสอบผ่านล่ะก็กรุณารับเขาเข้าทำงานด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”
         
          “เฮ้!”
         
          “ประเดี๋ยวก่อน จะให้ข้าประลองกับสาวน้อยเช่นเจ้าอย่างนั้นหรือ ถ้าเฝ้ายามไม่ได้ จะขอทำงานอย่างอื่นก็ได้ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”
         
          ชายชาตินักรบปรับสีหน้าไม่ถูก เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ใช้กำลังกับสตรี ในการต่อสู้เขามักจะเอาจริงเอาจังอยู่เสมอจึงไม่มั่นใจว่าเจอเผลอลงมือรุนแรงกับสาวน้อยไปหรือเปล่า
         
          “ข้าประลองได้เจ้าค่ะ ได้โปรดให้ข้าสู้แทนเข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ค้อมศีรษะของร้องอีกฝ่ายที่อาวุโสกว่าก็ทำตัวไม่ถูก ครั้นจะปฏิเสธก็ใจร้าย แต่หากให้ทำงานได้เลยก็ดูจะใจดีเกินไป
         
          “เช่นนั้นเจ้าอยากจะประลองอะไรกับข้าล่ะแม่นางน้อยซุน”
         
          ได้ยินท่านเจ้าบ้านรับปากเด็กสาวก็โล่งอก ถึงจะเป็นฝ่ายท้าเขาแต่นางเองก็ไม่ชอบความรุนแรง แต่นางก็ได้ความคิดดี ๆ เมื่อเห็นธนูในมือของอีกฝ่าย
         
          “ธนูเจ้าค่ะ ข้ายิงธนูได้ ถ้าประลองธนูจะถือว่าได้หรือไม่เจ้าคะ”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายลูบปลายคางพลางครุ่นคิด หากดวลธนูก็น่าสนใจเพราะไม่ต้องใช้กำลังกับสตรี และทักษะธนูนั้นฝึกยากกว่าหมัดมวยหากเด็กสาวคนนี้ยิงธนูเป็นล่ะก็อาจจะมีทักษะการต่อสู้อื่นซ่อนอยู่ก็เป็นได้ บุรุษหรี่ตาพินิจมองเด็กสาวชาวบ้านคนนี้ว่านางเป็นใครกันแน่...
         
          “ธนูสินะ ขอข้าคิดดูสักครู่...”
     
.
.
.
            
        
ลักษณะนิสัยรักสงบ
+1 Point ทุกครั้งที่โรลใช้แผนอุบาย หรือ ทางการทูต

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+2 Point จากการโรลการทูต
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลทางการทูต
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์หูดี
+2 Point ทุกครั้งที่โรลการทูต

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

อัตลักษณ์ขาดความรอบคอบ
+1 Point เมื่อโรลเพลย์ทางการทูต

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี]
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

--------------------------------

ซุนเฟินเยว่ ท้า เซี่ยโหว หยวน ประลองธนู
      



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-12 01:56:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
         
⌜93⌟
บทที่ 16
จุดหมายคือเฉินหลิว
ฉากที่ 3
                    
          “ตกลงตามนั้น หากว่าแม่นางน้อยชนะการประลองข้าจะรับซูเสวียนจินเข้าทำงานเป็นทหารยาม แต่หากว่าเจ้าแพ้ข้าจะไม่รับตำแหน่งนั้นและให้เขาทำงานอื่น หรือหากไม่สะดวกใจที่จะทำล่ะก็จะไม่รับเข้าทำงาน”
         
          อันที่จริงงานเฝ้ายามก็ไม่ได้มีอะไรมากเกินไปว่ายืนเฝ้าประจำจุด และมีเดินตรวจตราตามที่ต่าง ๆ เมื่อถึงโมงยามที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปก็ไม่มีเหตุร้ายเว้นเสียแต่ว่าวันนั้นจะดวงซวยมากจริง ๆ
         
          “ได้เจ้าค่ะ ข้าตกลงตามนั้น” เฟินเยว่รับคำแล้วหันไปมองทางสหายหนุ่ม “คุณชายซูไม่ว่าอะไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
         
          “ว่าสิ ไม่เห็นจะต้องมาประลองแทนข้าเลย ทั้งเรื่องประลองก็ไหว หรือจะให้ทำงานอื่นก็ไหว ถึงข้าจะอยากเห็นฝีมือการยิงธนูของเจ้าก็เถอะ”
         
          “สหายว่าอย่างนั้นจะยังตกลงประลองอยู่หรือไม่เล่าแม่นางซุน”
         
          “ประลองเจ้าค่ะ เอาไว้ให้เขาหายดีก่อนค่อยให้เขาวัดฝีมือกับท่านอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายหัวเราะในลำคอ รู้สึกทั้งประทับใจในความหัวแข็งและความรักพวกพ้องของนางจริง ๆ นักรบอย่างเขาย่อมรู้ว่าหากเพิ่งบาดเจ็บมาการอยู่กับที่ไม่ออกกำลังที่เสี่ยงต่อบาดแผลฉีกขาดเป็นสิ่งที่สำคัญ หากใช้พลังชีวิตสู้รบอย่างสิ้นเปลืองไม่รู้จักดูแลตนเองนับว่าโง่เขลา แต่น้อยคนนักที่คำนึงถึงจุดนี้ ซึ่งคนนั้นก็เป็นคนก็ไม่ใกล้ไม่ไกล….
         
          “เช่นนั้นก่อนประลองขออธิบายกฎกติกา การให้คะแนนวงนอกสุดเท่ากับหนึ่ง ไล่เข้ามาเรื่อย ๆ คะแนนจะได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ จนมาถึงเป้าในสุดคือสิบคะแนน ต้องยืนในวงเส้นที่พื้น หากปลายเท้าออกนอกเส้นถือว่าผิดกติกาแล้วปรับแพ้ ข้าจะยิงในระยะยี่สิบสองจั้ง (72 เมตร) และต่อให้เจ้าที่ระยะสิบแปดจั้ง (60 เมตร) เพราะเป็นสตรี เพื่อความรวดเร็ว เราจะประลองครึ่งหนึ่งจากกติกาสากลคือคนละสามสิบลูกดอกโดยผลัดกันยิง โดยที่เจ้าจะเป็นผู้เริ่มก่อน ตกลงหรือไม่”
         
          “ตะ.. ตกลงเจ้าค่ะ! ขอบพระคุณนะเจ้าคะที่ต่อให้เจ้าค่ะ!”
                  
          สาวน้อยตอบเสียงตะกุกตะกักแต่ทว่าเนื้อเสียงหนักแน่นมั่นคง พอฟังกติการการยิงธนูแล้วจึงเกิดความรู้สึกประหม่าจนมือไม้สั่น เฟินเยว่เดินเข้าไปในวงระยะสิบแปดจั้งแล้วสูดหายใจทำสมาธิ นางไม่ได้ยิงธนูมานานเท่าไรแล้วนะ ตั้งแต่ที่ท่านพี่เฮยหลงออกไปทำงานที่ฉางอันเด็กสาวก็แทบจะไม่ได้จับธนูขึ้นมายิงเป็นจริงเป็นจังอีกเลย ผ่านมาห้าปีเห็นจะได้แล้วกระมัง
         
          เมื่อทำใจสำเร็จเด็กสาวก็ยกคันศรขึ้นเล็งไปด้านหน้า พลางนึกถึงคำสอนของพี่ชายไปพลาง
         
          ‘ยืนแยกปลายเท้าให้มั่นคง แขนที่จับคันศรให้มั่นคงยางยืดออกขนานลำตัว แขนขวารั้งสายธนูให้สุดทาบริมฝีปาก ระยะโค้ง สัมผัสทิศทางลมในอากาศ สิ่งสำคัญของการแผลงศรคือ จิตใจ คันธนู และลูกธนู’
         
          เด็กสาวท่องคำสอนนั้นทวนซ้ำไปซ้ำมา แม้จะตื่นเต้นจนแขนสั่นแต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากความตั้งใจ และถ้าตั้งใจนางต้องทำได้ เมื่อคิดว่าจิตนิ่งพอแล้วนางจึงแผลงศรออกไป
         
          ฟิ้ว… ปุก
         
          แต่ก็ด้วยความตื่นเต้นนั่นแหล่ะที่ทำให้พลาด เพราะว่าลืมกะระยะมุมตกก็เลยเล็งเป้าต่ำเกินไป เป็นเหตุให้ปลายลูกดอกพุ่งต่ำลงและปักที่ขอบวงนอกหนึ่งคะแนนหมิ่นเหม่ที่จะไม่ได้คะแนนด้วยซ้ำ
         
          “หวาย.. จะแพ้หรือเปล่านะเนี่ย”
         
          “ทำได้ดี แต่ว่าเจ้าลืมกะระยะตกของลูกศรด้วยสินะ เล็งให้สูงขึ้นกว่านี้อีกนิดคราวหน้าจะได้ไม่พลาดเป้า”
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเข้าสนามมาแทนที่ จะด้วยความเอ็นดูในความใจสู้ของเด็กสาวหรือไม่ ๆ ทราบจึงได้ชี้แนะหลักการให้เป็นความรู้
         
          “จะ..เจ้าค่ะ”
         
          บุรุษนักธนูเข้ายืนประจำจุดเขาแผลงศรด้วยท่วงท่าที่สง่าผ่าเผย ปกติแล้วท่านเจ้าบ้านจะไม่เล็งยิงชักช้าแต่คราวนี้เขารั้งสายธนูเชื่องช้ากว่าปกติราวกับว่าต้องการจะสั่งสอนเด็กสาวให้ดูเป็นตัวอย่าง และเมื่อลูกธนูถูกปล่อยไปจากปลายนิ้วมันก็เข้าเป้าที่วงในได้เก้าคะแนน เฟินเยว่เห็นความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก ถ้าเขาทำคะแนนได้ แปด เก้า หรือสิบ ตลอดทุกการแข่งขันสามสิบดอก ไม่มีทางเลยที่เด็กสาวจะชนะในเมื่อนางพลาดไปในครั้งแรก
         
          ถึงคราวที่เฟินเยว่ต้องยิงอีกดอก นางนำเอาคำสอนของอีกฝ่ายมาปรับปรุง แต่ว่าให้เล็งสูงขึ้นจะต้องสูงกว่ามากเท่าใด นางมองลูกศรดอกแรกที่พุ่งปักยังเป้านอก จึงลองนับขึ้นในระยะที่เท่ากัน หากว่าจะให้เข้าตรงกลางนางจะต้องเล็งที่ขอบบนสุด เด็กสาวลงใช้กลยุทธ์นั้นในการแผลงศรในครั้งนี้
         
          ปัก!!
         
          แรงยิงจากสาวน้อยช่างไม่ธรรมดาจนทำให้เป้าธนูสั่นไหวหลังจากที่หัวลูกศรเข้าปักตรงกลางเป้า และคะแนนที่นางได้รับก็คือสิบ
         
          “หืม” เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายถึงกับหรี่ตามองเด็กสาวที่นำคำแนะนำจากเขาเพียงครั้งเดียวไปใช้ก็ทำคะแนนตีตื้นได้ราวกับพลิกฝ่ามือ สหายหนุ่มทั้งสองที่ติดตามมาก็ดูจะตกใจไม่น้อยเลยทีเดียวที่นางทำคะแนนสูงสุดได้ “เอาอย่างนี้ไหม มาเปลี่ยนกติกากันเสียหน่อย หากว่าเจ้ายิงเข้าเป้าสิบคะแนนอีกสองครั้งติดกันเพื่อยืนยันว่าไม่ได้บังเอิญ ข้าจะถือว่าเจ้าชนะ”
         
          “อะ.. จะดีหรือเจ้าคะ”
         
          เฟินเยว่อึกอัก แม้แต่เจ้าตัวยังไม่คิดเลยว่าจะได้แต้มสูง ถึงแม้ตอนฝึกยิงตอนเด็ก ๆ จะได้สิบคะแนนอยู่เป็นประจำก็ตาม แต่ตอนนี้นางไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลยว่าจะทำได้
         
          “มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ เจ้าน่ะเป็นคนเก่งมีความสามารถออกจะตายไป”
         
          “ใช่แล้วแม่นางซุน ฉายาที่เจ้าได้รับไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรอกนะ”
         
          “ตงฮั่ว.. คุณชายเหลียง” เฟินเยว่มองสหายทั้งสองที่ให้กำลังใจด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะหันไปตอบแก้คู่ประลองธนู “ได้เจ้าคะ ข้าตกลงกติกาใหม่นั้น”
         
          “ดี เชิญเลย”
         
          ฝั่งบุรุษผายมือให้เด็กสาวได้พิสูจน์ตัวเองอีกสองครั้ง คราวนี้เฟินเยว่ต้องใจเย็น ๆ และทำอย่างที่เคยทำมา ยืนให้มั่นคง กางแขนออกให้สุดขนานกับลำตัว สัมผัสสายลม และเล็งยิงเหนือเป้า
         
          ปัก!!
         
          เป็นอีกครั้งที่ลูกศรพุ่งเข้าที่สิบแต้มแถมยังปักเข้าตรงกลางไม่มีเอียงซ้ายขวา เสียงแซงแซ่ของใบไม้ดังขึ้นในหัวเป็นสัญญาณของสายลมกำลังจะเปลี่ยนทิศ เฟินเยว่ไม่รอช้ารีบแผลงศรออกไปอีกครั้งขึ้น
         
          ปัก!!
         
          ด้วยความรีบร้อนทำให้ลูกศรแฉลบออกไปไม่ตรงกลางเป้าพอดีอย่างเช่นครั้งแรก แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในพื้นที่สิบคะแนนอยู่
         
          “ยอดเยี่ยมมากแม่นางน้อย ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าเจ้าจะทำสิบคะแนนติดต่อกันถึงสามครั้ง เช่นนั้นข้าตกลงรับพวกเจ้าเข้าทำงานนี้”
         
          “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
         
          “ขอบคุณขอรับ”
         
          ทั้งสามต่างโค้งคำนับท่านเจ้าบ้านหลังได้รับการว่าจ้างเข้าทำงาน จากนี้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพ่อบ้านที่จะมอบหมายงานให้แต่ละคนได้ทำ ซูตงฮั่วได้งานเฝ้ายามกลางคืน ส่วนเหลียงต้าซิ่นให้ไปช่วยงานคัดลอกตำราเก่า ส่วนทางด้านเด็กสาว..
         
          “อืม.. ตกลงว่าแม่นางซุนจะรับงานอะไร”
         
          “เอ่อ.. ข้าเฝ้ายามก็ได้เจ้าค่ะ หรือว่าจะทำความสะอาด ทำครัวก็ได้ทุกอย่างเลย..”
         
          “รับงานครัวสิ”
         
          ตงฮั่วกระซิบบอก
         
          “งานผู้ช่วยแม่ครัวก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวเชื่อสหายส่วนหนึ่งเพราะตัดสินใจไม่ได้ เพิ่งรู้ก็ว่านี้ว่าการเก่งรอบด้านก็มีปัญหาเช่นกันสำหรับคนใจอ่อน
         
          “เรื่องที่พักของทั้งสามข้าจะให้สาวใช้จัดเตรียมเอาไว้ให้ ส่วนสัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวจะถูกรับฝากเอาไว้ที่คอกม้า เป็นเพียงการรับฝากพวกเจ้าต้องให้อาหารมันเอง เช่นนั้นทั้งสองมาทางนี้ ส่วนซูตงฮั่วไปรับชุดทหารยามแล้วให้หัวหน้ายามสอนงาน ”
         
          “ขอรับ”
         
          เด็กหนุ่มค้อมศีรษะรับคำก่อนที่จะเดินคล้อยหลังไปกับหัวหน้ายามหน้าเข้ม เฟินเยว่ได้แต่ภาวนาให้ระหว่างที่ไม่มีนางหรือต้าซิ่นคอยกำกับ สหายจะไม่เอ่ยวาจากวนบาทาจนถูกไล่ออก
         
          ทางด้านเฟินเยว่และบัณฑิตเหลียงไปรับชุดเป็นสาวใช้และพ่อบ้านสกุลเซี่ยโหว ชายหนุ่มถูกพาไปที่ห้องอักษรส่วนเด็กสาวก็ถูกพาไปทางครัว นางได้รับการแนะนำให้รู้จักกับหัวหน้าแม่ครัวรูปร่างตุ้ยนุ้ยดูก็รู้ว่าทำงานเกี่ยวกับอาหาร นางดูเป็นคนใจดีแถมช่างสนทนาไม่น้อย ทำให้เด็กสาวคลายความกังวลไปได้มาก
         
          “แม่นางซุนเคยทำอะไรมาบ้าง”
         
          “ข้าเคยทำงานที่ร้านติ่มซำมาสามปีเจ้าค่ะ เป็นทั้งเสี่ยวเอ้อร์และผู้ช่วยคนครัว ทำอาหารนวดแป้งได้เจ้าค่ะ”
         
          “เช่นนั้นหรือ ดี ๆ ถือว่ามีประสบการณ์พอตัวสำหรับเด็กสาวอายุเท่านี้ ข้าจะให้เจ้ารับผิดชอบเกี่ยวกับการทำแป้งก็แล้วกันนะ ในจวนมีบ่าวไพร่อยู่มาก ทำอาหารในแต่ละมื้อหัวหมุนทีเดียว เจ้าอย่าถอดใจเสียก่อนล่ะสาวน้อย”
         
          “ได้เจ้าค่ะ ข้าทำได้”
         
          เฟินเยว่เคยรับมือกับลูกค้าในช่วงงานเทศกาลมาแล้ว หากคนไม่เกินร้อยนางก็รับมือไหว จากนั้นเด็กสาวก็เริ่มทำงาน งานแรกที่ต้องทำก็คือนวดเส้นบะหมี่ที่เป็นอาหารของคนงานทั้งหลาย แม้จะเป็นแป้งคนละชนิดกับที่เคยทำติ่มซำแต่เด็กสาวก็เรียนรู้และทำตามสูตรที่หัวหน้าแม่ครัวสอนงานอย่างไม่อิดออด จนได้วิชามาเพิ่มและรู้ได้ว่าการทำเส้นบะหมี่ไข่สด ๆ ก็ไม่ได้ยากเท่าไร เพียงแต่แค่ทำเยอะจนแขนชาก็เท่านั้น
         
          ล่วงเลยเข้าสู่ตอนเย็น อาหารทั้งหมดถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อยเพื่อนายท่านทั้งหลายในตระกูลเซี่ยโหว และออกจะเสร็จเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำเมื่อมีมือดีมาช่วยงาน เพราะว่าอาหารคนงานทำเสร็จเร็วเฟินเยว่จึงได้เรียนรู้งานว่าคนในตระกูลเซี่ยโหวแต่ละคนชื่นชอบอาหารอะไรกันบ้าง เด็กสาวพยายามเรียนรู้และจดจำ ไม่เฉพาะคนที่อยู่ที่นี่ แต่สำหรับผู้ที่ออกไปประจำการที่อื่นอย่างท่านเซี่ยโหวหยวนยรั่งนางก็จดจำเอาไว้
         
          ‘ชาต้าหงเผา หมี่ซั่ว บะหมี่เนื้อวัว เป็ดอบยอดผัก ไก่ขอทาน... แม้แต่อาหารที่ชอบก็ยังเหมือนกับท่านพ่อเลยอย่างนั้นหรือ...’
         
          เฟินเยว่เหม่อลอยครุ่นคิดถึงบิดาผู้ล่วงลับ แม้ว่าตอนนั้นนางจะยังเด็กมากแต่ก็จำได้ว่าบิดาชอบทานอาหารดังกล่าว นางเลยเข้าครัวไปช่วยท่านยายเล่อเตรียมอาหารให้ท่านพ่ออยู่บ่อย ๆ แม้ว่าตอนนั้นจะทำได้เพียงแค่ช่วยเด็ดผักก็เถอะ
         
          เพล้ง!!
         
          เสียงของแตกดังขึ้นจนทำให้เด็กสาวที่กำลังเหม่อลอยไหล่สะดุ้ง และเมื่อหันไปทางต้นเสียงนางก็เห็นว่าท่านหัวหน้าแม่ครัวเข้าไปประคองเด็กสาวคนหนึ่งรูปร่างผอมกระหร่องดูไร้เรียวแรงขึ้นมา นางชื่อผางเอ๋อร์เป็นสาวใช้ที่ทำหน้าที่ช่วยงานในครัวอีกคน นางหกล้มสะดุดขอบประตูจนทำให้ไหสุราในมือแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี แถมยังถูกเศษกระเบื้องบาดเข้าจนได้แผลที่หัวเข่า
         
          “โธ่เอ๋ยผางเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรมากไหม”
         
          หัวหน้าแม่ครัวไม่ตำหนิติติงลูกน้องในใต้บังคับบัญชาที่ทำสุราชั้นดีแตกเสียหาย แต่กลับแสดงความห่วงใยมีจิตใจดีอันท่วมล้น เมื่อหลุดจากภวังค์เฟินเยว่ก็เข้าไปดูอาการของเพื่อนร่วมงานด้วย โดยคอยเก็บเศษไหที่แตกไม่ให้บาดมือบาดเท้าใครได้
         
          “แย่แล้ว ท่านหัวหน้าแม่ครัว ข้าทำสุราหลูโจวแตก ทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ ในโกดังก็เหลืออยู่ไหเดียว”
         
          ผางเอ๋อร์ร้องไห้น้ำตานองหน้า ไม่รู้ว่าด้วยความเจ็บปวดจากแผลหรือหวาดกลัวที่ทำงานพลาดกันแน่ สุราหลูโจวไหนึงก็ไม่ใช่ถูก ๆ เสียด้วย เฟินเยว่รู้มาว่าการจัดส่งสุรามีปัญหาเล็กน้อยจึงทำให้มาส่งช้าถึงสิบวันจึงทำให้สุราที่เก็บเอาไว้หมดคลัง ส่วนกำหนดการที่มาใหม่ก็คือพรุ่งนี้เช้า
         
          “สุราหลูโจวอย่างนั้นหรือ.. ข้ามีอยู่เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่เสนอตัว อันที่จริงไม่ใช่สุราของนางหรอก แต่เป็นของตงฮั่วต่างหาก แต่ช่วงนี้เขาต้องทำงานเป็นทหารยามจะดื่มของมึนเมาไม่ได้ หากคุยกันด้วยเหตุผลเขาน่าจะยอมรับในส่วนนี้แล้วเอาไว้นางไปซื้อใช้เขาคืนในภายหลัง
         
          “มีอยู่พอดีอย่างนั้นหรือ เฮ้อ.. สวรรค์โปรดจริง ๆ เช่นนั้นขอยืมก่อนนะแม่นางซุน เอาไว้ของมาแล้วจะใช้คืนให้”
         
          “ไม่เป็นไรเจ้าคะ ข้ายินดี รับไว้เถอะนะเจ้าคะ” เฟินเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมรับของชดเชย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในการตรวจนับเสบียง “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าขอตัวไปเอามาก่อนนะเจ้าคะ” นางรีบร้อนไปเอาสุราที่เก็บไว้มาให้เมื่อเห็นว่าสาวรับใช้ที่ทำหน้าที่ส่งอาหารมายืนรอหน้าห้องครัวแล้ว เพียงครู่เดียวนางก็นำสุราหลูโจวมาให้พร้อมกับชุดปฐมพยาบาลมาทำแผลให้ผางเอ๋อร์
         
          “แม่นางซุนช่างจิตใจดีจริง ๆ เอาไว้ข้าจะบอกท่านเจ้าบ้านให้นะ”
         
          “อะ.. ไม่ต้องให้เป็นเรื่องเป็นราวก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ทำท่าทีปฏิเสธแต่ดูเหมือนว่าหัวหน้าแม่ครัวจะไม่ยอมเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ เสียแล้วคงต้องเลยตามเลยไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
         
          ในคืนนั้นเด็กสาวได้เข้าพักกับแม่นางผางเอ๋อร์ ที่พักคนงานไม่ได้หรูหราอย่างโรงเตี๊ยม แต่ก็ไม่ได้ถือกับแย่ไปเสียทีเดียวหากว่าเฟินเยว่นอนในถ้ำได้ ก็แค่ที่นอนมีกลิ่นอับชื้นนิดหน่อย หากเอามาจากแดดฆ่าเชื้อก็ไม่น่าจะมีปัญหา
         
          ในระหว่างที่คล้อยจะหลับนางกลับนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้นั่นก็คือห่อที่บุรุษนามหยินหยางมอบให้มา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นชั่วขณะเด็กสาวจึงหยิบห่อดังกล่าวขึ้นมาเปิดออกเพื่อดูว่าเป็นอะไร หากไม่ทำสาวน้อยคงนอนไม่หลับในคืนนี้ แต่ด้วยความเพลียจัดก็ทำให้นางม่อยหลับไปก่อนที่จะได้เห็นว่าของในห่อนั้นคืออะไร...
         
.
.
.
                    
         
        
ลักษณะนิสัยรักสงบ
+1 Point ทุกครั้งที่โรลใช้แผนอุบาย หรือ ทางการทูต

ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+2 Point จากการโรลการทูต
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลทางการทูต
+5 Point จากการโรลเรียนรู้
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์หูดี
+2 Point ทุกครั้งที่โรลการทูต

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

อัตลักษณ์ขาดความรอบคอบ
+1 Point เมื่อโรลเพลย์ทางการทูต

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี] มอบ สุราหลูโจว
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-12 22:31:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-12 22:33

   
⌜94⌟
   
บทที่ 16
จุดหมายคือเฉินหลิว
ฉากที่ 4
                    
          ตื่นนอนมาตอนเช้ามียาสมานแผลสองกระปุกอยู่ข้างตัว สำหรับคนอื่นคงไม่ได้มองว่าสิ่งนี้สำคัญมากให้เป็นแก้วแหวนเงินทองจะดีกว่า แต่สำหรับเด็กสาวนั่นถือเป็นของมีค่าและได้ใช่งานอย่างแน่นอนเพราะว่าสหายของนางเปรี้ยวมือเปรี้ยวเท้าขนาดนี้ แม้จะพยายามควบคุมให้อยู่ในโอวาทแต่ก็ใช่ว่าจะปรามได้ทุกครั้ง
         
          “ขอบคุณนะเจ้าคะคุณชายหยินหยาง”
         
          เด็กสาวกล่าวขอบคุณบุคคลที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้เสียงเบาด้วยความไม่อยากรบกวนสหายร่วมห้องที่หลับอยู่ หลังจากที่ตื่นนอนเด็กสาวก็ลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวยามเช้าอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อที่จะทำงานครัว
         
          เป็นเฟินเยว่เสียอีกที่มาถึงเป็นคนแรก เมื่อวานได้คุยงานกันกับหัวหน้าแม่ครัวแล้ว กำหนดไว้ว่าเมื้อเช้าวันนี้ของเหล่าเจ้านายจะเป็นข้าวสวยทานคู่กับผัดผักและปลาย่าง มีน้ำแกงเผื่อไผ่ให้ซดคล่องคอ ส่วนของหวานคือขนมแป้งนึ่ง ช่างเป็นมื้อเช้าที่แสนเรียบง่ายจนไม่คิดว่านายใหญ่แห่งเซี่ยโหวจะสมถะเช่นนี้ ทำอาหารเลี้ยงบ่าวไพร่ยังจะยุ่งยากมากกว่า ในเมื่อเด็กสาวรู้แล้วว่าควรจัดการมื้อเช้าอย่างไรจึงหั่นผักล้างปลารอไว้ให้หัวหน้าแม่ครัวได้ปรุงเพียงอย่างเดียว
         
          “แม่นางซุนตื่นเช้ามาก ออกมาทำงานก่อนข้าเสียอีก ทีหลังเจ้าปลุกข้าก็ได้จะได้มาช่วยกัน”
         
          ผางเอ๋อร์ที่เป็นเด็กสาวตัวผอมเอ่ยเสียงแผ่ว เพราะว่าเฟินเยว่เตรียมทุกอย่างแทนหมดแล้วนางเลยแทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกเสียจากหยิบจับนั่นนี่ส่งให้หัวหน้าแม่ครัว
         
          “ข้าชินน่ะเจ้าค่ะ เมื่อก่อนต้องตื่นเช้ามาก บ้านอยู่นอกเมืองแต่ต้องมาทำงานในเมือง ต้องเตรียมของตอนเช้าก่อนเปิดร้านน่ะเจ้าค่ะ แล้วก็ข้าไม่อยากรบกวนการนอนของท่านด้วย..”
         
          “เจ้าขยันแบบนี้เป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ เดี๋ยวสักวันคงให้มาเป็นแม่ครัวใหญ่แทนข้าแล้ว”
         
          “อูยย ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่างข้าทำอาหารออกจะรสจัดไปหน่อย อาจจะไม่ถูกปากนายท่านก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          “แหม เจ้านี่ก็ถ่อมตัวไป” หัวหน้าแม่ครัวตีแขนเด็กสาว ๆ เชิงหยอก “จริงสิ อีกสักครู่เดี๋ยวสุราจะมาส่งแล้วข้าต้องไปรับของ พวกเจ้าก็มาช่วยกันหน่อยนะ”
         
          หลังเตรียมอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยสุราชั้นดีจากเหอไน่ก็มาส่ง ท่านหัวหน้าแม่ครัวออกมาตรวจนับ ส่วนเฟินเยว่ก็ช่วยลำเลียงขนไหสุราไปเก็บในครั้งเสบียง เป็นอีกครั้งที่สาวน้อยได้แสดงความแข็งแรงให้ประจักษ์แก่สายตาของเพื่อนร่วมงาน แม้แต่คนงานชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงยังตกใจกับพลังของสาวน้อยที่สามารถหิ้วไหสุราด้วยความคล่องแคล่วงว่องไว เมื่อได้เฟินเยว่มาช่วยงานทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะเสร็จลงไปได้อย่างรวดเร็ว
         
          เหลือเวลาพักสาวน้อยจึงกับไปที่ห้องพักแล้วจัดแจงทำความสะอาดเสียใหม่จนเงาวับ เปิดประตูหน้าต่างระบายกลิ่นอับ ส่วนฟูกนอนก็นำออกมาตากแดดฆ่าไรฝุ่นที่ฝังแน่นในที่นอน ไม่ได้ทำแค่ของตัวเองแต่ยังทำให้ผางเอ๋อร์ด้วย
         
          “ขอบใจนะจ๊ะแม่นางซุน หากว่าอยู่คนเดียวข้าไม่มีแรงขนที่นอนออกมาตากแน่ ๆ ”
         
          “ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ อยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยเหลือ ข้าเองก็ว่าง ๆ อยู่ด้วยน่ะเจ้าค่ะ”
          เฟินเยว่ยิ้มตาปิด ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองเป็นคนใจดี แต่เป็นเพราะว่าเด็กสาวปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยไม่ได้มากกว่า และเมื่องานครัวหมดแล้วนางก็ไม่มีอะไรทำ อันที่จริงอยากจะช่วยทำความสะอาดทั่วทั้งเรือนพักของคนรับใช้เลยด้วยซ้ำแต่ว่าเด็กสาวก็ไม่สนิทกับใครอื่น อาจจะต้องค่อยเป็นค่อยไปสร้างความสนิทสนมไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยขอเข้าไปทำความสะอาดให้ทุกคน
         
          น่าเสียดายที่นางเข้าไปทำความสะอาดห้องให้สหายร่วมทางยังไม่ได้ ตงฮั่วเป็นยามเวรกลางคืน ป่านนี้คงนอนหลับพักผ่อน ส่วนบัณฑิตเหลียงก็ไปช่วยงานคัดตำราจึงไม่อยากจะไปรบกวนเขา ด้วยความที่ต่างคนต่างทำงานในระหว่างที่ทำงานชั่วคราวอยู่ที่จวนตระกูลเซี่ยโหวนี้คงได้พบหน้ากันน้อยลงแม้จะอยู่ที่เดียวกันก็ตาม
         
          “แม่นางซุน ตอนนี้ติดงานอยู่หรือไม่?”
         
          คนที่มาหาคือท่านหัวหน้าพ่อบ้านวัยล่วงเข้าสู่วัยชรามีผมหงอกขาวสีดอกเลาขึ้นแซม ทว่ายังคงดูดีมีภูมิฐานสง่าผ่าเผย
         
          “ไม่มีเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าว่างอยู่มีอะไรให้รับใช้หรือเจ้าคะ?”
         
          “นายท่านเหมี่ยวฉายเรียกพบน่ะ แม่นางซุนไปหาเขาที่สนามฝึกด้วย”
         
          “เอ๋…?” สาวน้อยเอียงคอมอง ทำไมนายท่านถึงเรียกพบแถมยังเป็นที่สนามประลองอีก หรือว่าอยากจะประชันฝีมือการยิงธนูอีกนะ “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหล่ะเจ้าค่ะ”
         
          สาวใช้คนใหม่เดินตามพ่อบ้านไปที่สนามฝึก นางยังคงเห็นเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายยิงธนูอยู่ที่จุดเดิม
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะนายท่าน มีอะไรให้ข้ารับใช้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” สายตาเหลือบมองไปเห็นธนูในมืออีกฝ่ายนางก็หลุดพูดถาม “...คงไม่ใช่ว่าจะให้ประลองธนูกันอีกนะเจ้าคะ”
         
          “เจ้าต้องการเช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นจะมัวรออะไรหยิบธนูขึ้นมาเลยสิ”
          ท่านเจ้าบ้านหัวเราะเปราะ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ต้องการจะเรียกเด็กสาวมาเพื่อแข่งขันชิงชัยเป็นทุนเดิม แต่ในเมื่อนางกล่าวเช่นนั้นเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายก็ไม่ขัดข้อง และดูเหมือนว่าจะสนุกสนานที่ได้แข่งขันกับคนที่มีฝือมือหาตัวจับยากแถมยังเป็นแค่สาวน้อยชาวบ้านอีกต่างหาก
         
          “จะ..เจ้าค่ะ!” ส่วนเด็กสาวคิดว่าคำล้อคือคำสั่งนางจึงรีบไปหยิบธนูจากชั้นวาง จนกลายเป็นว่าจากพูดเล่น ๆ ก็กลายเป็นการท้าทายขึ้นมาจริง ๆ เมื่อไม่ได้ใช้ธนูประจำตัวที่เหมาะมือก็รู้ว่ามันหนักขึ้นแบบแปลก ๆ “กติกาของวันนี้เป็นอย่างไรเจ้าคะ”
         
          “เอาจริงหรือเนี่ย น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ” ไม่รู้ว่าจะอึ้งเรื่องไหนก่อนระหว่างความซื่อตรงและความจริงจังของสาวใช้หน้าใหม่ “ความจริงข้ากะจะแค่เรียกเจ้ามาชมเชยเรื่องเมื่อคืน หัวหน้าแม่ครัวรายงานข้าหมดแล้ว เห็นนางบอกว่าเช้าวันนี้เจ้าตื่นนอนมาเข้าครัวก่อนใคร ๆ น่าชื่นชมในความขยันจริง ๆ ” บุรุษนักรบกลั้วหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ “แต่ไหน ๆ แล้วก็มาแข่งขันกันอีกครั้งเอาขำ ๆ ก็แล้วกันนะซุนเฟินเยว่ วันนี้ก็อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกันล่ะ”
         
          “เจ้าค่ะ… ขอบพระคุณนะเจ้าคะ ความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลยเจ้าค่ะ”
         
          สาวน้อยส่ายหน้า สุดท้ายก็มารู้ว่าตนนั้นเข้าใจผิดมาโดยตลอดเลยได้แต่ยิ้มแหย แต่มาถึงขนาดนี้แล้วจะขัดขืนก็คงไม่ได้ เห็นทีคงต้องแสดงฝีมือไม่ให้นายท่านต้องผิดหวัง
         
          “คนทำดีก็ต้องได้รับการชื่นชมเป็นธรรมดา หวังว่าเจ้าจะไม่ได้ทำดีแค่วันเดียว” เสียงบุรุษเว้นช่วงก่อนเอ่ยต่อ “เอาล่ะ มาพูดถึงกติกาของวันนี้กันดีกว่า ข้าเห็นเรี่ยวแรงของเจ้าเมื่อวานแล้วก็พบว่ากำลังแขนของเจ้าไม่ธรรมดาเลย อยากจะลองยิงในระยะยี่สิบสองจั้งเท่าบุรุษดูหรือไม่เล่า”
         
          “เอ๋ จะดีหรือเจ้าคะ”
         
          เฟินเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ไม่ใช่เพราะว่าระยะทางไกลขึ้นแล้วกลัวแพ้ แต่นางเกรงว่านั่นคือการถือวิสาสะขึ้นมาเทียบชั้นกับผู้ที่เป็นนายหรือเปล่า
         
          “ดีหรือไม่แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจแล้วล่ะ แพ้ชนะไม่มีได้มีเสีย แต่หากอยากจะท้าทายตนเองก็ถือว่าน่าลอง”
         
          สรุปแล้วการประลองในวันนี้อาจไม่ชี้วัดว่าซุนเฟินเยว่หรือเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายใครคือสุดยอดนักธนูแต่เป็นการเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถของตนเอง
         
          “ข้ออยากลองเจ้าค่ะ.. เช่นนั้นรบกวนด้วยนะเจ้าคะ”
         
          “ได้ เจ้าเริ่มก่อนเลย”
         
          ดรุณีน้อยค้อมศีรษะคำนับผู้ทำการประลองก่อนที่จะไปยืนอยู่ในวงระยะยี่สิบสองจั้งเทียบเคียงบุรุษ ลมหายใจพรั่งพรูออกมาเป็นละอองสาย นางกำลังคิดคำนวนว่าเมื่อระยะไกลขึ้นแล้วควรจะต้องเพิ่มแรงยิงหรือคำนวนองศามุมตก ธนูที่อยู่ในมือไม่ใช่คันธนูประจำตัวที่สตรีใช้แต่เป็นธนูมาตรฐานที่ทหารเอาไว้ฝึก มันมีน้ำหนักมากกว่าและแรงดึงมากกว่า ในตอนนี้เด็กสาวยังคงไม่ค่อยเข้าใจในน้ำหนัก เป็นได้ว่าดอกแรกอาจจะต้องลองแผลงศรออกไปก่อนเพื่อกะระยะ เฟินเยว่ลองเล็งตำแหน่งเดียวกับเมื่อวานคือขอบหนึ่งแต้มด้านบน และเมื่อปล่อยศรออกไปลูกธนูก็พุ่งเข้าไปยังวงเจ็ดคะแนนที่อยู่ด้านล่าง นับว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับการทดลองยิง แต่ก็ยังไม่แม่นยำมากพอ
         
          “ถ้านี่คือแรงดึงสุดกำลังแล้วน่าจะต้องเล็งให้เหนือเป้ามากกว่านี้”
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          ถึงตาท่านเจ้าบ้านแสดงฝีมือ เขายืนในท่ายิงสบาย ๆ ลูกศรพุ่งเข้าที่เก้าคะแนน สลับมาที่เฟินเยว่อีกครั้ง นางคงจะเพิ่มแรงแขนมากกว่านี้ไม่ไหวจึงเล็งให้สูงขึ้นตามคำแนะนำ คราวนี้นางทำได้แปด ถือว่าใกล้เคียงตำแหน่งมากกว่าเก่า
         
          “จะว่าไปเจ้าเองก็เป็นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ แต่กลับมีเรี่ยวแรงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แถมยังมีความสามารถเรื่องการยิงธนู ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นใครเถือกเถาเหล่ากอมาจากไหนหรือ”
         
          ถามจบบุรุษก็แผลงศรอีกครั้งคราวนี้เข้าเป้าสิบคะแนน ได้ยินคำถามเช่นนี้เด็กสาวก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ไม่น้อยว่าควรจะดีใจกับคำชมดีหรือไม่ ความจริงแล้วสตรีหากถูกชมว่าอรชรอ้อนแอ้นก็น่าจะดีใจกว่าถูกบอกว่าพละกำลังแข็งแรงจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เช่นทุกครั้ง ส่วนคำถามไม่มีส่วนไหนที่ต้องปิดบัง ประวัติของนางก็เฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป ...ล่ะมั้ง
         
          “บ้านข้าอยู่อันติงเจ้าค่ะ ครอบครัวเคยทำธุรกิจทอผ้าขายผ้าทั้งในและนอกด่านเจ้าค่ะ”
         
          “เป็นคุณหนูร้านทอผ้าอย่างนั้นหรือ เห็นเจ้าเก่งกาจเรื่องการยิงธนูนึกว่าจะเป็นบุตรสาวขุนพลท่านไหนเสียอีก แล้วเหตุไฉนจึงออกเดินทางรอนแรมมาเป็นสาวใช้ถึงเฉินหลิวได้ล่ะ”
         
          ชายหนุ่มพอจะทราบมาว่าบิดาของเด็กสาวเสียชีวิตไปแล้ว แต่นั้นคือเหตุที่ทำให้นางต้องออกมาใช่ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นนั้นเชียวหรือ โดยปกติบิดาก็น่าจะเหลือมรดกไว้ให้บ้าง คำถามของเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายทำเอาเด็กสาวลำบากใจที่จะตอบ ไม่ใช่ว่าเป็นความเศร้าหากต้องย้อนกลับไปนึกถึงการสูญเสีย เรื่องนั้นนางทำใจมาตั้งนานแล้ว แต่ที่อึดอัดก็คือท่าทีของผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวของนางมากกว่า แต่ว่านางก็ควรจะตอบเพราะเจ้านายถาม
         
          “เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นข้าอายุได้ห้าขวบ.. อยู่มาวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ร้านทอผ้า บิดามารดาเสียชีวิตในกองเพลิง ข้ากับพี่ชายที่เหลืออาศัยอยู่ในคฤหาสน์นอกเมืองจึงไม่ได้รับอันตราย แต่ด้วยความเสียหายจึงทำให้ต้องจ่ายค่าชดเชยจนแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว เหลือเพียงแค่บ้านเป็นที่ซุกหัวนอนของเราสามพี่น้องกับท่านยายแม่บ้านอีกหนึ่งคน”

          “พี่ชายก็เลยเข้าไปทำงานในเมืองเจ้าค่ะ แต่สุดท้ายก็สู้ภาษีไม่ไหวจนต้องออกไปทำงานที่ฉางอัน พี่ชายทั้งสองที่ออกมาทำงานก็เงียบหายไปไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลังจากที่ท่านพี่หายตัวกันไปข้าก็ต้องออกมาหางานทำในเมือง รับปะผ้าบ้าง จักสานบ้าง จนได้งานประจำที่ร้านติ่มซำ แต่หลังจากที่ท่านยายแม่บ้านเสียบ้านถูกยึด ข้าก็เลยออกเดินทางนี่ล่ะเจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวเล่าทุกอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกับเป็นเรื่องที่ปลงแล้ว แต่พอหันไปเห็นสีหน้าผู้ฟังเท่านั้น นางก็ยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตกะพริบปริบ เป็นอย่างที่คิดเอาไว้เลย ไม่ว่าเล่าประวัติส่วนตัวให้ใครฟัง อีกฝ่ายก็ทำหน้าเหวอใส่ทุกที
         
          “ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าคงพูดมากไปหน่อย นายท่านโปรดอย่าได้ถือสาเลยนะเจ้าคะ”
         
          “ข้ารู้เพียงแค่เจ้าสูญเสียบิดาแต่ไม่คิดว่าชีวิตของเจ้าต้องผ่านเรื่องสู้ชีวิตมาถึงเพียงนี้”
         
          “แหะ ๆ ” ในเมื่อพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเฟินเยว่ก็เลยยิงธนูกลบเกลื่อน ด้วยความไม่ตั้งใจจึงทำคะแนนรอบนี้ไปได้เพียงแค่ห้าคะแนน “ส่วนที่ข้าพอจะยิงธนูได้เพราะพี่ชายคนโตสอนมาเจ้าค่ะ ท่านพี่คลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้จึงเอาดีไปทุกแขนง ข้าแอบไปดูท่านพี่ฝึกบ่อย ๆ จึงพอซึมซับมาบ้างอย่างผิวเผิน จะมีก็แต่เรื่องยิงธนูเท่านั้นเจ้าค่ะที่ได้ลองยิงจริง ๆ ”
         
          “เหลือเชื่อจริง ๆ หากเป็นจริงถามที่เจ้าเล่ามาก็นับว่ามีพรสวรรค์ และร่างกายแข็งแกร่งมาจากการทำงานหนักอย่างนั้นสินะ”
         
          “จะว่าอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายสลับยิงธนูอีกครั้ง คราวนี้เขาเองก็ทำคะแนนได้ไม่ดีพอ ๆ กับเด็กสาว ไม่รู้ว่าด้วยความตกตะลึงหลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดมาหรือเปล่าจึงทำได้เพียงแค่สามคะแนน
         
          “ตอนนั้นที่เจ้าทักพี่ชายว่าหน้าเหมือนบิดานั่นเรื่องจริงรึ?”
         
          “เจ้าค่ะ นายท่านหยวนยรั่งกับบิดาหน้าคล้ายกันมากจนข้าตกใจ..” เฟินเยว่พยักหน้า นางรั้งสายธนูขึ้นเล็งยิงคราวนี้ไม่ดีไม่เลวได้ที่เจ็ดคะแนน “แต่ว่านั่นมันก็นานมาแล้ว และข้าก็เพิ่งจะอายุเพียงค่าห้าขวบเองเจ้าค่ะ บางทีความเข้าใจอาจจะคลาดเคลื่อน ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด กรุณาอย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ”
         
          “ไม่หรอก เพียงแค่ข้าอยากจะรู้ว่าในเมื่อพี่ชายหน้าคล้ายบิดาเจ้าเช่นนั้นแล้วข้าจะคล้ายกับญาติเจ้าด้วยหรือไม่” บุรุษทำคะแนนต่อในทันทีหลังจากที่เด็กสาวยิงไปดอกที่แล้ว คราวนี้กลับมาทำดีที่แปดคะแนน แต่ท่าทางเจ้าตัวดูสบาย ๆ เหมือนไม่ได้สนใจเรื่องแข่งขันไปนานแล้ว “ล้อเล่นน่ะ อย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจังเสียล่ะ”
         
          แต่สายเกินไป หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำเด็กสาวก็จ้องใบหน้าเจ้านายตาแป๊วเสียแล้ว ท่าทางของนางแตกต่างจากบ่าวไพร่ทั่วไปที่ไม่กล้าสบตาเจ้าบ้านอย่างเขา ตอนนี่เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายจึงได้รู้อีกอย่างว่านอกจากเด็กสาวจะเป็นคนขยัน ซื่อตรง เอาจริงเอาจัง แล้วยังมีความกล้าอีกด้วย ถึงจะแปลกแต่บุรุษกลับถูกโฉลกในความแปลกของเด็กสาวคนนี้ในเชิงชื่นชมเอ็นดูไม่ใช่ในมุมชู้สาว
         
          “จะว่าเหมือนก็.. มีส่วนอยู่นะเจ้าคะ อาจจะคล้ายกับท่านพ่อตอนหนุ่ม ๆ ” เฟินเยว่กะพริบตาพินิจมองอีกครั้ง “พูดถึงญาติก็น่าเสียดายจังที่ข้าไม่มีญาติมิตรที่ไหนเลย ฉงหยางก็ใกล้เข้ามาแล้วแต่ไม่มีผู้ใดให้ตอบแทนบุญคุณ”
         
          นึกถึงก็แต่เถ้าแก่เนี้ยหมีแต่ครั้นจะเดินทางกลับไปอันติงตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว อาจจะต้องทำกล่องข้าวไปตอบแทนหญิงสาวผู้มีพระคุณในภายหลัง
         
          “ข้าก็บอกว่าพูดเล่นอยู่ แต่เจ้าพูดมาเสียขนาดนี้ทำเอาข้าเผลอคิดจริงจังไปด้วยเลย..” บุรุษนักรบเกาทัณฑ์มองไปยังเป้ายิง ด้วยความมัวแต่คุยเรื่องอื่นจึงลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ยิงกันไปกี่คะแนนแล้ว และตอนนี้เป็นตาของใคร “ตอนนี้ใครนำแล้วนะ?”
         
          “อะ.. ขอประทานโทษเจ้าค่ะ ข้าลืมนับแต้มไปเลย”
         
          เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปากแล้วค้อมศีรษะลงขอโทษขอโพยปลก ๆ
         
          “ไม่เป็นไร ถือเสียว่าผลแพ้ชนะไม่สำคัญก็แล้วกัน วันนี้ข้าสนุกมากแล้ว แล้วก็ได้รู้เรื่องของเจ้าเยอะขึ้นด้วย”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ดูแล้วเขาพึงพอใจกับการที่มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนขณะซ้อมอยู่ไม่น้อย
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ยิ้มตอบจนดวงตาหยีเป็นเส้นโค้ง ถึงการประลองจะจบลงไปแล้วแต่สิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจยังไม่หมดไปรอยยิ้มสดใสจึงเจื่อนลงเล็กน้อย สีหน้าราวกับมีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามก่อน ท่านเจ้าบ้านเซี่ยโหวเห็นท่าทางของเด็กสาวดูแปลกไปจึงเอ่ยถามออกมาก่อน
         
          “มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
         
          “คือว่า..” ดรุณีน้อยแสดงท่าทางอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จนอีกฝ่ายบอกออกมาว่าพูดออกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ “คือว่า.. ข้ายังติดใจเรื่องฉงหยางอยู่น่ะเจ้าค่ะ”
         
          “อ้อ ฉงหยาง.. ว่าอย่างไรเล่าฮึ หรือว่าเจ้าอยากจะให้ข้าแสดงบทญาติกำมะลอ ฮะฮะ..”
         
          นายท่านกลั้วหัวเราะออกมาทีเล่นทีจริง
         
          “ไม่ใช่นะเจ้าคะ แต่ก็เอ่อ.. อาจจะใช่ก็ได้เจ้าค่ะ..” พูดไปพูดมาชักไม่แน่ใจ คนล่กยกมือขึ้นลูบแก้มทำตัวไม่ถูก “คือว่าข้าอยากจะแสดงความกตัญญูตามเทศกาลนี้แต่ไม่มีใครให้ทำให้ จะเป็นอะไรไหมเจ้าคะหากว่าข้าจะขอให้นายท่านช่วยรับแทนครอบครัวของข้าในฐานะที่หน้าคล้าย.. เอ้ย ไม่ใช่! ในฐานะที่เป็นนายจ้างน่ะเจ้าค่ะ! นายจ้างก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณเช่นกัน หากว่าท่านไม่รับข้ากับสหายเข้าทำงาน ทั้งยังให้ที่พักอาศัย ทุกคนก็คงลำบาก.. ก็เลยอยากจะชวนไปปีนเขาด้วยน่ะเจ้าค่ะ หากว่านายท่านว่างล่ะก็..”
         
          พูดไปเสียงก็เริ่มแผ่วหาย เฟินเยว่รู้สึกเกรงอกเกรงใจเอามาก ๆ รู้สึกว่าคำขอของนางนั้นมากเกินไป และหากว่าเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายจะปฏิเสธก็ไม่ใช่ความผิดของเขาแม้แต่น้อย เด็กสาวช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ตัวสูงกว่าขึ้นนิด ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาก่อนจะหลุบสายตาลงไปไหมเตรียมรับคำปฏิเสธหรือไม่ก็อาจจะถูกลงโทษที่ตีตัวเสมอท่าน สนิทหรือไม่ก็ยัง แต่มีหน้ามาขออีก...
         
.
.
.
                    
     
ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้
      
ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ
      
อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลต่อสู้
+5 Point จากการโรลเรียนรู้
+30 EXP จากการโรลทำงาน
      
อัตลักษณ์หูดี
+3 Point ทุกครัั้งที่โรลต่อสู้ผ่านระบบ
      
อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)
        
เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี]
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

----------------------------
ประลองธนูชนะ และ
ชวนไปปีนเขาเทศกาลฉงหยาง


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-14 02:29:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
   
⌜95⌟
   
บทที่ 16
จุดหมายคือเฉินหลิว
ฉากที่ 5
                    
          “เช่นนั้นเชิญแม่นางมาลองหมากกับข้าสักตา หากเจ้าชนะหมากตานี้ ข้าจะยินดีไปร่วมเทศกาลในฐานะผู้อาวุโสเจ้า”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายกล่าวพลางยิ้ม สาวน้อยได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ หลังจากประลองธนูแล้วก็ยังถูกท้าให้แข่งเดินหมาก สาวใช้คนนี้ไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุไฉนนายท่านถึงเสนอข้อแลกเปลี่ยน คลับคล้ายกับว่าท่านเจ้าบ้านเพียงแค่เจอสหายเล่นสนุกที่ไม่ได้ทำเรื่องอย่างนี้ด้วยกันมานาน
         
          “แต่ว่า.. ข้าเล่นหมากล้อมไม่เป็นนะเจ้าคะ”
         
          แม้ว่านางจะไม่อยู่ในฐานะที่ปฏิเสธได้แต่การเล่นหมากล้อมนี้ช่างเกินมือเสียเหลือเกิน อย่างธนูหรือการเขียนอ่านยังมีพี่ชายทั้งสองคอยสอนสั่ง ทักษะเรื่องงานบ้านแม่บ้านเล่อก็อบรมดูแลมา ทว่าหมากล้อมนางเพียงได้ยินแค่ชื่อ รู้ว่าเล่นบนกระดาน ใช้หมากขาวหมากดำแต่ไม่เคยทราบว่าต้องเดินหมากอย่างไร
         
          “จะไม่ลองดูหน่อยเหรอ หรือว่าไม่อยากจะชวนข้าเสียแล้วล่ะ? หากไม่เป็นข้าจะช่วยชี้แนะให้”
         
          เด็กสาวอึกอักอยู่เล็กน้อยว่ามือใหม่อย่างนางจะเอาปัญญาที่ไหนไปชนะ แถมอีกเรื่องก็คือขาดคนไปแล้วงานครัวจะสะดุดหรือไม่ นางมองตะวันที่ขึ้นกลางหัว แสงแดดเจิดจ้าจนแสบตา ยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการเตรียมอาหารมื้อถัดไป เฟินเยว่คิดว่าสักหน่อยก็คงได้ เพราะประการแรกถูกนายท่านเรียกหา และประการถัดมาก็คือนางคงจะแพ้ในเวลาอันรวดเร็วคงไม่กินเวลางานไปมาก
         
          “เช่นนั้น กรุณาช่วยชี้แนะด้วยนะเจ้าคะนายท่าน”
         
          สาวน้อยค้อมศีรษะลงคำนับขอความกรุณา
         
          “เช่นนั้นก็มาทางนี้กันเถิด ท่านพ่อบ้าน ช่วยเตรียมกระดานมากและน้ำชามาให้ด้วย”
         
          “ขอรับนายท่าน”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเดินนำเด็กสาวไปยังศาลากลางสระบัวที่อยู่ไม่ห่างไปจากสนามฝึกเท่าใดนัก ศาลากลางน้ำได้ไอเย็นและความชุ่มชื่นมาจากวารีที่อยู่ใบบ่อ หอมด้วยกลิ่นอ่อน ๆ เคล้ากลิ่นหอมจากพฤกษาที่เฟินเยว่จับทิศทางไม่ได้ว่ามาจากที่ใด อาจเป็นถุงหอมที่แขวนเอาไว้ปรับอารมณ์สุนทรียามเจ้าเรือนได้แวะมาพักผ่อน และดูเหมือนว่านายท่านมักจะใช้สถานที่แห่งนี้ในการทำงานเอกสารเพราะกลางศาลามีโต๊ะและตู้อุปกรณ์วาดเขียนตั้งเอาไว้ ช่างเหมาะสำหรับการขับกวีหรือทำงานศิลปะเสียจริง ๆ คิดแล้วก็น่าเอาเยี่ยงไปปรับภูมิศาสตร์ของบ้านหลังเดิมที่อันติง
         
          เด็กสาวนั่งลงตามหลังจากที่ท่านเจ้าจวนนั่งลงยังอีกฝั่งหนึ่ง ครู่เดียวท่านพ่อบ้านก็นำกระดานหมากล้อมมาวางพร้อมทั้งเม็ดหมากขาวดำในกระปุกไม้ ตามมาด้วยสาวใช้คนสวยกลิ่นกายหอมรัญจวนรินชาให้แก่ท่านเจ้าเรือน ความงามของสาวใช้คนนั้นทำเอาเด็กสาวอีกคนเผลอมองค้างอยู่ชั่วครู่ และเมื่อสายตาประสานกันเฟินเยว่กลับรู้สึกว่าสายตาของแม่นางคนนั้นดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร แต่ความจริงแล้วนางอาจจะคิดไปเอง
         
          “เอาล่ะ ในการเดินหมากล้อมก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับกระดานและหมาก หมากสีดำส่วนมากจะใช้สำหรับผู้เป็นรอง และแน่นอนว่าผู้เล่นหมากดำจะเป็นฝ่ายเดินแต้มก่อน ส่วนของข้าเป็นหมากขาว วิธีการเดินหมากคือวางหมากของตนเองเอาไว้ที่จุดตัดไม่ใช่กลางช่องอย่างหมากรุก และตัวหมากเมื่อเดินไปแล้วจะไม่สามารถขยับที่ได้เว้นเสียแต่ถูกกิน”
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่พยักหน้ารับขณะรับฟังคำอธิบายอย่างตั้งใจ พื้นฐานฟังดูไม่ยากนางก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
         
          “ส่วนการตัดสินแพ้ชนะคือการดูว่าฝ่ายได้ล้อมพื้นที่ได้มากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ” เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายสาธิตให้ดู เขาหยิบหมากทั้งขาวและดำลงมาวางในกระดานเป็นเส้นตรง โดยหมากดำค่อนมาทางซ้ายมากกว่าส่วนฝั่งสีขาวที่วางหมากติดสีดำทำให้เหลือพื้นที่ฝั่งขวาเยอะ “จากตำแหน่งจะเห็นได้ว่าหมากขาวล้อมพื้นที่ด้านขวาได้มากกว่า แต่ในการเดินหมากจริงจะไม่เป็นเส้นตรงเช่นนี้ คะแนนที่ได้จะนับจากจุดตัดในกระดาน”
         
          “เช่นนี้เอง.. แล้วที่บอกว่าการกินหมากล่ะเจ้าคะ?”
         
          “หมากหนึ่งตัวจะมีชีพจรออยู่สี่จุด” บุรุษวางหมากดำไว้ยังกระดานในจุดว่าง พร้อมกับชี้จุดตัดบน ล่าง ซ้าย และขวาที่ล้อมรอบหมากตัวนั้น “นั่นเรียกว่าชีพจร และการกินหมากก็คือ เมื่อหมากสีตรงกันข้ามปิดล้อมทั้งสี่จุดเอาไว้จะเป็นการปิดชีพจรของหมากตัวนี้” เขาวางหมากขาวล้อมรอบทั้งสี่จุด “ก็จะเป็นการกินหมาก และหมากตัวนี้จะกลายเป็นหมากเชลย ในจุดที่ถูกล้อมไม่ควรวางหมากซ้ำจะเป็นการฆ่าตัวตายเพราะถึงลงไปหมากของเจ้าก็จะถูกกินอีกอยู่ดี” เขานำหมากดำที่ถูกกินไปใส่เอาไว้ในฝากระปุกที่หงายขึ้น
         
          “อ๋อ.. พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ.. แต่ว่าก็ยากอยู่นะเจ้าคะ”
         
          “มือใหม่จะพูดว่ายากก็คงไม่แปลก” เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเก็บหมากที่วางสาธิตเป็นตัวอย่างคืนใส่กระปุกแยกฝั่งสี “พื้นฐานก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนกลยุทธ์ต่าง ๆ น่าจะอธิบายเห็นภาพตอนเล่นจริง ไม่มีกำหนดระยะเวลาการเล่นที่ตายตัว ส่วนมากวัดผลกันเมื่อหมากเต็มกระดานและไม่สามารถวางต่อได้ถึงจะค่อยมานับแต้ม”
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          “เช่นนั้นก็เริ่มเลย”
         
          สัญญาณการประลองหมากล้อมเริ่มต้นขึ้น เฟินเยว่หยิบหมากดำมาถือเอาไว้พลางคิดว่าควรจะเดินที่ตรงไหนก่อน แต่มือใหม่อย่างนางยังไม่รู้กลยุทธ์จึงวางที่จุดดาวกลางกระดาน เพียงแค่เห็นการวางหมากนายท่านก็ขำออกมา ดูเหมือนว่ามือใหม่กี่รายต่อกี่รายก็เลือกวางยังตำแหน่งนั้นกันเสียทั้งหมด ย้อนนึกกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้วตอนที่เล่นหมากล้อมเป็นครั้งแรกเขาก็เลือกวางหมากที่ตำแหน่งนี้เช่นเดียวกัน
         
          ผู้อาวุโสกว่าเริ่มเดินหมากบ้าง เขาใช้ปลายนิ้วคีบเม็ดหมากขาววางแปะลงบนจุดตัดสามสี่ลงอย่างชำนิชำนาญ เมื่อเห็นท่าทางนั้นเฟินเยว่จึงลองเลียนแบบคีบดูบ้าง ทว่าหนีบไม่ดีเผลอทำเม็ดร่วงลงไปก่อนจะทันได้วางจนต้องขยับเรียงใหม่ให้ดี ๆ เรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างมาก ตำแหน่งที่เด็กสาวเลือกเดินก็คือต่อจากเม็ดดำกลางกระดานที่นางได้ลงไป
         
          “ทำไมเดินหมากเสียห่างไกล ปกติจะต้องรุกไล่มาเบียดแย่งชิงพื้นที่ของข้าแล้ว”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายวางหมากต่อยังจุดตัดสามสี่ใกล้เคียงตำแหน่งเดิมเป็นขาที่แข็งแรง
         
          “ก็ข้าไม่อยากแย่งชิงพื้นที่นี่เจ้าคะ ขอล้อมที่ไกล ๆ กินพื้นที่ใครพื้นที่มันไปก็พอเจ้าค่ะ”
         
          กล่าวจบเด็กสาวก็วางหมากดำต่อแถวเรียงรายเป็นระเบียบเช่นเคย สำหรับการเดินหมากมักจะสะท้อนถึงจิตใจของผู้เล่นได้ดี ใครใจเย็น ใครใจร้อน ใครโลภ ใครประมาท ใครเหลี่ยมจัด และสำหรับเด็กสาวคนนี้บุรุษฉกรรจ์วิเคราะห์ได้ว่านางเป็นคนที่ไม่ชอบระรานใคร จึงไม่รุกเข้ามาล้อมพื้นที่ตีประชิด แต่ด้วยความใจดีนั้นมันมักจะทำให้ผู้เล่นเป็นฝ่ายแพ้ ทว่าท่านเจ้าเรือนก็ลองมองไปอีกมุม เขาไม่เคยประลองหมากล้อมกับหญิงสาวเสียด้วย นั่นอาจจะเป็นนิสัยปกติของสตรีหรือเปล่าไม่อาจรู้
         
          “แน่ใจหรือว่าเดินหมากแบบนั้นแล้วจะชนะได้น่ะ หืม”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายลงหมากตัวที่สามใจจุดตัดสามสี่เช่นเดิมแต่อยู่ที่อีกมุมของกระดาน จนกระทั้งเขาตั้งขาที่สองได้เฟินเยว่ถึงได้เอะใจ
         
          “เอะ..”
         
          เฟินเยว่รู้สึกเอะใจในกระบวนหมากของนายท่าน ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงลงหมากแต่จุดเดิม ๆ นางพินิจมองลงไปที่กระดานพลางคิดว่าหมากที่นางลงไปนั้นสามารถล้อมพื้นที่ได้จริงหรือ เด็กสาวจึงลองเลียนแบบกลยุทธ์ของอีกฝ่ายโดยการวางหมากไว้บนจุดตัดสามสี่บ้างแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจถ่องแท้
         
          “เริ่มมีการเรียนรู้แล้วนี่” ชายหนุ่มลูบปลายคางพลางกลั้วหัวเราะสีหน้าดูชอบใจ แม้จะบอกว่าเล่นเพื่อหวังผลแพ้ชนะแต่ด้วยความถูกชะตาในราศีและนิสัยของเด็กสาวก็อดที่จะสั่งสอนไม่ได้ “การวางหมากที่จุดตัดสามสี่เป็นกลยุทธ์พื้นฐานของการเล่นหมากล้อม การล้อมพื้นที่ที่ว่าคือพื้นที่ด้านนอก การที่เจ้าวางกลางกระดานเช่นนี้เป็นไปได้ยากที่จะล้อมพื้นที่เอาไว้ และเสี่ยงจะถูกล้อมกินเสียเอง”
         
          “อ๋า.. แบบนี้เองหรือเจ้าคะ”
         
          เด็กสาวลูบแก้มแล้วที่ผ่านมานางก็วางตรงกลางไปเสียเยอะเชียว
         
          “แต่หากเล่นดี ๆ ใจเย็นก็มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาชนะได้” ชายหนุ่มลงมาไปอีกตาในตอนนี้เขาแทบจะวางรากฐานของหมากในตำแหน่งที่สมบูรณ์ได้แล้ว “ซึ่งสิ่งที่เจ้าควรจะทำก็คือล้อมหมากของข้าปิดจุดชีพจร ไม่เช่นนั้นไม่ได้ไปจริง ๆ นะฉงหยางน่ะ”
         
          “จะ.. เจ้าค่ะ”
         
          คล้ายกับถูกบีบให้ห้ามหนี ดูเหมือนว่าความต้องการที่จะล้อมของใครของมันในคราแรกจะทำไม่ได้เสียแล้ว เด็กสาวจึงเลือกวางหมากลงไปยังจุดตัดที่หนึ่งที่อยู่มุมกระดาน
         
          “ประเดี๋ยวก่อน หากเจ้าวางยังตำแหน่งนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการล้อมและนับคะแนนเพิ่มไม่ได้ด้วย ข้าให้โอกาส จะวางใหม่หรือไม่”
         
          “เอ๋.. จริงหรือเจ้าคะ” เฟินเยว่กะพริบตาปริบ ๆ มองเจ้าหมากไร้ค่าตัวนั้น นายท่านให้โอกาสทว่าเด็กสาวปฏิเสธ “แต่กฎระบุเอาไว้ว่าห้ามเคลื่อนย้ายหมากยกเว้นแต่ถูกกิน ข้าวางลงไปแล้วมันก็คือความไม่รอบครอบของข้าเอง หมากตัวนี้ถือเป็นบทเรียนเจ้าค่ะ ข้าขอไม่นำออก”
         
          “ซี่อตรงดี” ท่านเจ้าเรือนขยับยิ้มมุมปาก ด้วยอะไรบางอย่างทำให้เขาเอ่ยถามเรื่องการเมืองออกมาระหว่างที่เดินหมากไปด้วย “เจ้าคิดเช่นไรกับเหตุการณ์ในตอนนี้”
         
          “คิดเช่นไรหรือเจ้าคะ?” เฟินเยว่ก้มมองกระดานพลางขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจไปคนละทางกับที่เจ้านายถาม “เอ่อ.. กำลังคิดว่าต่อไปน่าจะต้องเชื่อมจุดจากตำแหน่งนี้น่ะเจ้าค่ะ” มือเล็กชี้ไปยังหมากดำที่จุดตัดสามสี่ที่เคยเลียนแบบนายท่านเอาไว้
         
          เพียงได้ยินคำตอบเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายก็หัวเราะพรืด
         
          “ไม่ใช่เรื่องนั้น! แล้วอีกอย่างอย่าเผยไต๋ให้คู่ต่อสู้รู้สิ เจ้าอยากจะชนะจริงไหมเนี่ย!”
         
          “ยะ..อยากสิเจ้าคะ! ถึงจะรู้ว่าไม่ชนะก็เถอะ..” แม้ประโยคหน้าจะขึงขังแต่ประโยคหลังเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาทำเสียงงุบงิบ “แล้วที่ว่าสถานการณ์ตอนนี้หมายถึง...”
         
          “หมายถึงสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ เจ้าเป็นประชาชนคนธรรมดาย่อมเจอปัญหาใช่หรือไม่เล่า ข้าอยากจะรู้ในจุดนั้นเสียหน่อย”
         
          “ข้า.. สามารถพูดออกมาได้หรือเจ้าคะ?”
         
          เฟินเยว่ลำบากใจที่ต้องเรียนออกไปตามตรง เพราะความเป็นอยู่ของชาวบ้านตาดำ ๆ ย่ำแย่กว่าขุนนางราชสำนักอยู่มากมายนัก เป็นการยากที่จะพูดออกไปโดยไร้ซึ่งข้อเปรียบเทียบ และหากไม่ไตร่ตรองดี ๆ อาจเป็นการประชดประชันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
         
          “แน่นอน เจ้าต้องพูดออกมาตามตรง ดีก็ว่าดี ร้ายก็ว่าร้าย ห้ามโกหกเชียวล่ะ”
         
          “เจ้าค่ะ” เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ หากว่านายท่านบอกว่าให้กล่าวตามตรงได้นางก็จะสาธยายออกมาให้หมด แต่กระนั้นก็ขอเรียบเรียงคำพูดสักหน่อย “โดยปกติชาวบ้านจะใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก ไม่มีกินมีใช้ น้อยคนนักที่จะได้งานทำ ข้าอาจจะเป็นผู้โชคดีคนนั้นที่ยังพอจะมีผู้อุปถัมป์ค้ำชูเจ้าค่ะ ในส่วนนี้ต้องขอบคุณนายท่านที่รับข้าและสหายเข้าทำงานเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ค้อมหัวลงคำนับจนศีรษะแทบติดพื้น การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การประจบสอพลอแต่ทว่าเป็นการขอบคุณจากใจจริง หากเถ้าแก่เนี้ยที่สนิทกันอยู่ตรงหน้าเด็กสาวก็อยากจะทำเช่นนี้กับนางด้วยเล่นกัน
         
          “ทว่าชาวบ้านที่ไม่มีงานทำก็คือไม่มีอะไรเลย เขาแทบจะไม่มีที่ดินทำกิน ต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ ข้าวปลาไม่ได้กิน ไม่มีแม้กระทั่งที่หลบฝนหรือน้ำค้าง ยามป่วยไข้ไม่มียารักษา สถานการณ์บีบคั้นให้กลายเป็นขโมย ทั้งหมดทั้งมวลมาจากภาษีที่แพงเกินกำลังที่ชาวบ้านจะจ่ายไหวเจ้าค่ะ”
         
          พูดไปก็นึกถึงเด็กชายชื่อาฉิงที่เจอกันก่อนเฟินเยว่จะเดินทางออกจากอันติง ปัจจุบันเด็กคนนั้นได้เถ้าแก่เนี้ยช่วยเหลือเรื่องเงินทอง น่าจะมีชีวิตดีขึ้นและได้รับการสั่งสอนให้เป็นคนดีไม่กลับไปลักขโมยอีก และไม่ใช่เพียงแต่เด็กคนนั้น นางยังเป็นอีกคนที่เป็นเหยื่อของระบบราชการที่เน่าเฟะและขูดรีดประชาชน
         
          ด้วยความที่บ้านของเด็กสาวเป็นคฤหาสน์ทำให้ต้องจ่ายภาษีที่ดินจำนวนมากในแต่ละเดือนซึ่งรายได้กลับสวนทางกันจนต้องถูกยึดบ้านและทำให้เด็กสาวต้องย้ายออกมาหลังจากไร้สมาชิกในบ้านแล้ว ทั้งที่คฤหาสน์ตระกูลซุนเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ก็ถูกใครก็ไม่รู้ที่เรียกตนว่าเป็นขันทีกอบโกยภาษีและยึดเอาบ้านไป หากเป็นผู้อื่นคงคิดเคียดแค้นทว่าเด็กสาวไม่อยากโกรธเคืองผู้ใด นางอาจจะเป็นคนโง่ก็ได้จึงคิดปลง ๆ เสียว่าฟ้าดินคงกำหนดเส้นทางชีวิตมาให้เป็นเช่นนี้
         
          “เรื่องนี้ข้าก็พอจะรู้” เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นหลังจากที่พูดคุยสนทนาเรื่องบ้านเมือง บุรุษเดินหมากต่อไปก่อนจะเอ่ยถามต่อ “แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับพวกโจรผ้าเหลือง”
         
          เฟินเยว่ลงหมากดำอย่างมีระบบมากขึ้น เริ่มจะล้อมกินพื้นที่แข่งกับนายหลังจากที่เดินตามั่วมานาน
         
          “ข้าไม่ค่อยรู้ละเอียดเท่าไร ทราบแต่ว่าหัวหน้าโจรโพกผ้าคือจางเจี่ยว เขาคิดว่าตนคือผู้วิเศษที่รวบรวมกลุ่มคนมากมายเพื่อโค่นล้มราชสำนัก ชาวบ้านหลายคนก็เข้าร่วมเพราะทนการขูดรีดไม่ไหว จนเมื่ออำนาจมากเข้ากลายเป็นเหลิงและออกปล้นทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไปทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข จากจะช่วยเหลือกลายเป็นปล้นคร่า ตอนนี้ราษฎรจึงถูกเบียดเบียนทั้งสองทางทั้งจากโจรผ้าเหลืองและราชสำนัก” เด็กสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากัน “บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าทั้งสองฝ่าย.. พอ ๆ กันเจ้าค่ะ”
         
          “นั่นสินะ เรื่องภายในก็ระสำระสายฮ่องเต้ครองบัลลังก์ตั้งแต่วัยเยาว์ถูกคุมอำนาจจากขันทีมาโดยตลอดจนจิตใจออกห่างบ้านเมือง.. เรื่องนี้ก็พูดได้ยาก”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายก็ถือว่าอยู่ในตระกูลข้าราชการคนหนึ่ง เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของฮ่องเต้ถือเป็นเรื่องมิบังควร ไม่ว่าเขาจะหวังในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่เป็นตระกูลใหญ่ที่ช่วยปกปักรักษาชาวเมืองเฉินหลิว ช่วยคนเท่าที่ทำได้ ตามตำนานของเมือง ในท่าทีที่สุขสำราญและเล่นหมากอยู่นี้สุภาพบุรุษเช่นเขาก็หาได้นิ่งนอนใจ
         
          “หากมีอำนาจเป็นเจ้าคิดจัดการอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้”
         
          “ถ้าหากข้ามีอำนาจหรือเจ้าคะ?” เด็กสาวเงยหน้าถามหลังจากการเดินหมาก “ขอคิดก่อนสักครู่นะเจ้าคะ ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” คล้ายกับคำถามที่เหลียงต้าซิ่นเป็นคนถาม แต่ตอนนั้นนางตอบในฐานะของตัวเองในมุมที่จะทำได้ “หากสันตินำพาความสงบได้ข้าก็อยากให้เดินไปในทางนั้นมากกว่าความรุนแรงเจ้าค่ะ”
         
          “หากการเจรจายอมความได้ง่ายแผ่นดินก็คงจะไม่ลุกเป็นไฟเช่นนี้หรอก”
         
          “เรื่องนั้นข้าเข้าใจเจ้าค่ะว่าทำได้ยาก แต่ข้าก็อยากที่จะเข้าใจพวกเขา ทั้งโจรโพกผ้าและขันทีที่โกงกินภาษีราษฎร อยากจะรู้ว่าทำไมเขาถึงเดินไปในทิศทางนั้น ถ้าหากว่าค่อย ๆ เกลี้ยกล่อมกันดี ๆ ไปเรื่อย ๆ พวกเขาอาจจะเปลี่ยนทัศนคติก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าคนเราไม่มีใครที่ดีและชั่วไปเสียทั้งหมด..”
         
          ระหว่างที่พูดนายท่านลงหมากมาใหม่หนึ่งตัวเด็กสาวมองลงไปในกระดานแล้วขมวดคิ้ว เด็กสาวเริ่มเล่นเป็นและมีชั้นเชิงการวางหมากอย่างก้าวกระโดดจนทำให้การแข่งขันสูสีขึ้นมา ในตอนนี้หากว่านางวางหมากลงไปเป็นตัวล่อแล้วให้อีกฝ่ายกินในครั้งถัดไปจะสามารถกินหมากของเจ้านายเพิ่มได้ถึงห้าตัว ทว่าเฟินเยว่ไม่ทำเช่นนั้น นางยอมที่จะเลี่ยงการใช้อุบายหลอกล่อ
         
          “เมื่อครู่ถ้าเจ้าวางหมากไว้ตำแหน่งนี้แล้วยอมให้ข้ากิน เจ้าจะสามารถกินข้าได้ถึงห้าตัวเชียวนะ นั่นเรียกว่ากลยุทธ์การวางยาพิษ”
         
          “เรียกว่าวางยาพิษนี่เอง เหมือนจริง ๆ ด้วย..”
         
          บุรุษนักรบเลิกคิ้วขึ้นมองท่าทางของเด็กสาวที่ดูเหมือนกับว่าจะอ่านทางออกตั้งแต่ต้นแม้ไม่รู้คำเรียก สร้างความประหลาดใจแก่เจ้าจวนเป็นอย่างมากที่นางไม่เดินตาเช่นนั้นมิเช่นนั้นอาจพลิกชนะได้ในทันที
         
          “เจ้าดูเหมือนจะรู้กลเม็ดนั้นแล้ว ทำไมถึงไม่วางเหยื่อล่อเสียเล่า”
         
          “อา...” เด็กสาวยิ้มค้าง ไม่รู้ว่าหากพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในหัวออกมาจะถูกหัวเราะเยาะหรือเปล่า “ข้าคิดว่าเม็ดหมากคือสหายของข้าเจ้าค่ะ หากรู้ว่าจะต้องส่งให้สหายเข้าไปในวงล้อมศัตรูแล้วถูกกำจัดเป็นอุบายเพื่อชัยชนะในอนาคตแล้วล่ะก็ทำใจไม่ค่อยได้น่ะเจ้าคะ..”
         
          “โธ่ คิดว่าหมากคือสหายอย่างนั้นหรือ”
         
          นายท่านหัวเราะออกมา ไม่ใช่ด้วยดูแคลนความคิดอันใสซื่อ แต่ชอบใจในทัศนคติแม้จะนำมาใช้จริงไม่ได้ อย่างที่เคยกล่าวว่าการเดินหมากสะท้อนความคิดของคน หากว่าเด็กสาวไม่ยอมใช้อุบายสละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเสียเปรียบแสดงว่านางเป็นคนรักพวกพ้องเป็นอย่างมาก ซึ่งลักษณะนี้เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเซี่ยโหวอยู่แล้วจนเผลอคิดไปว่าเด็กคนนี้มีความคล้ายกับพวกตนจนเหมือนกับว่าเป็นเชื้อสายห่าง ๆ จริง ๆ
         
          “หากเป็นสงครามเจ้าคงแพ้เพราะเพื่อนคนนี้ไปแล้ว” ชายหนุ่มวางหมากล้อมฝั่งดำเอาได้แต่ก็ถูกเด็กสาวขวางเอาไว้อีกครั้งจนปิดจุดเชื่อมต่อไม่ได้ “ร้ายจริง ๆ ฮะฮะ.. เจ้าน่ะฉลาด หัวดี เรียนรู้ไวนะซุนเฟินเยว่ แต่ติดอยู่ที่เป็นคนดีเกินไป”
         
          “เป็นคนดีแล้วไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
         
          “เป็นคนดีย่อมดีอยู่แล้ว ทว่าในยามยุคทุกข์เข็ญเช่นนี้เป็นคนดีมากไปก็อยู่ไม่ได้หรอกนะ เจ้าจะถูกเอารัดเอาเปรียบจนสูญเสียทุกอย่าง”
         
          “แต่ข้าคิดว่าเราควรจะเป็นคนดีให้สังคมเอาอย่างนะเจ้าคะ อาจจะลำบากหน่อยแต่ว่าหากมีคนดีเพิ่มขึ้นจากการเอาเยี่ยงอย่างแล้วล่ะก็สังคมอาจจะเต็มไปด้วยคนดีก็ได้เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้าและสหายตกปลามาได้มาก ตอนแรกกะจะขายเอาเงิน แต่คุณชายซูถูกโจรทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จึงคิดว่าอาจเป็นเพราะกรรมตามสนองก็ได้จึงนำปลาครึ่งหนึ่งไปบริจาคให้ชาวบ้าน ในการกระทำครั้งนั้นสอนให้ข้ารู้ว่าการทำความดีก็จะได้รับผลการตอบแทนมาด้วยโดยไม่หวังผล ดังนั้นหากว่าทำดีเป็นตัวอย่างสักคน ผู้อื่นก็อาจจะทำตามไปโดยไม่รู้ตัวเจ้าค่ะ อุ๊ย.. นี่ข้าพูดมากไปหรือเปล่านะ”
         
          เฟินเยว่ยกมือขึ้นปิดปาก นางสาธยายออกมาเสียยาวจนลืมไปเสียเลยว่าเป็นการเล่าเรื่องส่วนตัวมากจนเกินไป แม้ว่านายท่านผู้นี้จะรู้เรื่องยันโคตรเหง้าของนางแล้วก็เถอะ
         
          “คนคิดดีก็ยังมีอยู่.. นั่นสินะ หากมีคนในสังคมคิดเช่นเดียวกับเจ้าแผ่นดินก็คงจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้”
         
          ชายหนุ่มมองโลกในแง่ดีตามแต่ก็มองได้ไม่สุด เพราะนอกจากคนดีสุด ๆ คนชั่วโดยกำเนิดก็มีเช่นกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราวกับเป็นสมดุลย์ของหยินหยางอย่างไรอย่างนั้น
         
          การเดินหมากดำเนินต่อไปอย่างสูสี จนเมื่อนับคะแนนสรุปผลฝั่งเจ้านายมีเนื้อที่ในกระดานมากกว่า ถึงแม้เด็กสาวจะแพ้หมากในตานี้แต่ก็ดูเหมือนจะได้ใจนายท่านไปเต็ม ๆ
         
          “เอาล่ะ ถึงเจ้าจะแพ้แต่คะแนนก็สูสีมากแม้เป็นมือใหม่ จนข้าชักไม่คิดแล้วว่าเจ้าเล่นหมากล้อมเป็นครั้งแรก ได้พูดคุยสนทนากันมาก็มาก ทำเอาข้าอยากไปร่วมเทศกาลในฐานะผู้อาวุโสเสียแล้วสิ”
         
          “จริงหรือเจ้าคะ! ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ!”
         
          เฟินเยว่ค้อมประณตน้อมปลก ๆ เงยหน้าขึ้นมาก็ขยับยิ้มหน้าบานเกือบเท่ากระด้ง
         
          “ไหน ๆ แล้วข้ากับเจ้าก็พักอาศัยอยู่ที่เดียวกันเช่นนั้นก็ออกเดินทางพร้อมกัน ในเช้าตรู่ของวันเทศกาลฉงหยางก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น จะได้ไปดูเฉินหลิวที่ต้องแสงทองพร้อม ๆ กัน”
         
          “ได้เจ้าคะ ถึงวันแล้วข้าจะเตรียมอาหารให้พร้อมเจ้าค่ะ”
         
          “จะรอคอยให้ถึงวันนั้น เอาล่ะเจ้าไปทำงานเถอะ ตรงนี้เดี๋ยวให้พ่อบ้านจัดการเอง”
         
          “เจ้าค่ะ ขอบพระคุณมากนะเจ้าคะนายท่าน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ค้อมศีรษะลงอีกครั้งแล้วจึงไปทำงานอย่างแข็งขันเฉกเช่นคนมีไฟ แม้จะหายตัวไปนานทว่าเด็กสาวก็กลับไปทำงานเตรียมสุราอาหารมื้อเย็นนั้นโดยไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่แม้แต่น้อย และออกจะทำอะไรรวดเร็วขึ้นด้วยในขณะที่ยังคึกอยู่ โดยที่สาวไม่ได้รู้ตัวเลยว่าระหว่างที่นางกำลังตั้งใจทำงานอยู่นั้นกลับมีสายตาหนึ่งที่จ้องมองมาอย่างริษยา...
         
.
.
.
                    
   
ลักษณะนิสัยรักสงบ
+1 Point ทุกครั้งที่โรลใช้แผนอุบาย หรือ ทางการทูต
-10 ลดความเครียด
  
ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้
      
ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+2 Point จากการโรลการทูต
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ
      
อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลทางการทูต
+5 Point จากการโรลเรียนรู้
      
อัตลักษณ์หูดี
+2 Point ทุกครั้งที่โรลการทูต

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน
        
เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี]
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

------------------------------------
เป็นโรลต่อจากคราวที่แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-14 04:41:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-14 04:45

    ⌜96⌟
บทที่ 16
เทศกาลฉงหยาง
ฉากที่ 1
                    
          ก่อนวันงานเทศกาลเฟินเยว่ขออนุญาตหัวหน้างานออกไปซื้อของสำหรับทำอาหารและขนมฉงหยางให้กับนายท่านเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายหลังจากที่ชักชวนให้เขาเป็นผู้อาวุโสได้สำเร็จ ในตอนแรกหัวหน้าแม่ครัวบอกให้เบิกของจากคลังเสบียงไปใช้ได้เพราะอย่างไรเสียอาหารที่ทำก็เพื่อเจ้านายคนเดียวกันอยู่ดี ทว่าเฟินเยว่ไม่ขอรับไว้ด้วยความเกรงใจและคิดว่าไม่ถูกต้องเสียเท่าไร
         
          ในเช้าของวันที่สิบสี่เดือนสือเยว่เฟินเยว่ตื่นเช้าขึ้นกว่าทุกที ในยามนี้น่าจะเป็นยามสือฉินเห็นจะได้ ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดสนิทและเห็นแสงดาวอยู่ประปรายบนท้องฟ้า อากาศยามเช้าหนาวเย็นกว่าปกติจึงต้องห่อตัวด้วยเสื้อผ้าชุดหนาออกมาเข้าครัวโดยพยายามทำให้เงียบเสียงมากที่สุดจะได้ไม่รบกวนผู้อื่นที่นอนอยู่
         
          สิ่งแรกที่เด็กสาวเริ่มทำเลยก็คือขนมฉงหยางที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าโรยหน้าด้วยธัญพืชและผลไม้ตากแห้ง จากนั้นก็จัดแจงกล่องข้าวที่ตั้งใจจัดทำให้นายท่านเป็นพิเศษอันประกอบด้วยของโปรดนานาชนิดของเซี่ยโหวเหมี่ยวฉาย ประกอบไปด้วย ข้าวสวยหนึ่งถ้วย ไก่ขอทานหนึ่งตัว บะหมี่น้ำกุ้งทะเลหนึ่งห่อแยกน้ำแกงเพื่อไม่ให้เส้นอืด ขนมไหมเงิน ชาผู่เอ๋อร์ สุราหลูโจว และชุดทำหม้อไฟแปดเซียน เด็กสาวไม่ได้เตรียมอาหารชนิดนี้ตั้งแต่ต้นเนื่องจากว่าหากทำเตรียมเอาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้มันจะขาดเอกลักษณ์ของการเป็นหม้อไฟไป เฟินเยว่เตรียมสุราเบญจมาศไปเพิ่มด้วยอีกไหเล็ก ๆ พอให้ได้ดื่มเป็นพิธี
         
          และในระหว่างที่ทำครัวอยู่นั้นเอง…
         
          “นั่นใคร!?”
         
          เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นข้างหลัง จากนั้นร่างที่คุ้นเคยก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องครัวจนทำเอาคนจัดของลงกล่องตกอกตกใจไปหมด
         
          “อ้าวตงฮั่ว อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”
         
          “เจ้านี่เอง ข้านึกว่าขโมยเสียอีก” เด็กหนุ่มในชุดทหารยามสีฟ้าอันเป็นเครื่องแบบของตระกูลเซี่ยโหวและตระกูลเฉาลดท่าทีขึงขังลงเมื่อพบกับสหายสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายวัน “ทำไมวันนี้ลุกขึ้นมาเตรียมงานเสียตอนฟ้ายังไม่สว่าง ปกติเจ้าตื่นยามเหม่าไม่ใช่หรือ”
         
          “ข้าตื่นขึ้นมาเตรียมของเทศกาลฉงหยางน่ะเจ้าค่ะ อะ.. ตงฮั่วคงยังไม่รู้ คือว่าวันนี้ข้าขอร้องให้นายท่านช่วยเป็นผู้อาวุโสไปปีนเขายามเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นตามธรรมเนียมน่ะเจ้าค่ะ”
         
          “คิดยังไงถึงได้ชวน เจ้านี่บทจะใจกล้าก็เหลือเชื่อเลยนะ”
         
          “เอ๋ ใจกล้าหรือเจ้าคะ” มือบางยกขึ้นลูบแก้มพลางครุ่นคิด หางคิ้วค่อย ๆ ตกลงเมื่อคิดตามแล้วเห็นว่าเป็นความจริง “อา.. จริงด้วยสิเจ้าคะ แบบนี้จะถูกใครมองว่าไม่ดีหรือเปล่านะ”
         
          “ก็คงมี.. อีกอย่างนอกจากคำครหาเจ้าต้องระวังตัวเอาไว้ด้วย ถึงอย่างไรนายท่านก็เป็นบุรุษ ยังรู้จักกันผิวเผินเพียงไม่กี่วัน เจ้าก็หน้าตาไม่ได้ขี้เหร่..”
         
          ประโยคหลังเด็กหนุ่มพูดเสียงเบาเชียวแถมยังเบือนสายตาไปทางอื่นราวกับสนทนากับดินฟ้าอากาศ คำว่าไม่ขี้เหร่จากคนที่แอบชอบก็เหมือนกับคำชม เพียงเท่านั้นก็ทำให้เด็กสาวอายม้วนต้วนตาม ๆ ไป สายตาของเด็กสาวลอบมองไปที่สหายเมื่อใส่เครื่องแบบทหารยาม ด้วยความเป็นคนสูงใหญ่หน่วยก้านดีจึงขับให้เด็กหนุ่มดูดีมากขึ้นเป็นกอง แต่ก็รู้สึกเขินอายเหลือเกินหากจะชมเขากลับไปในตอนนี้ ก็เลยเปลี่ยนเรื่องดีกว่า
         
          “ขอบคุณนะเจ้าคะตงฮั่ว ข้าเองก็จะระมัดระวังตัวเองไว้.. ว่าแต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่เสียล่ะเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านจะประจำการอยู่ที่ประตูหน้าเสียอีกเจ้าค่ะ”
         
          “เป็นทหารยามไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เฝ้าประตูหรอก ข้าต้องเดินเวรยามทุกหนึ่งชั่วยามด้วยน่ะ”
          “อย่างนี้เอง แต่เพียงแค่เดินคงไม่กระเทือนแผลมากใช่ไหมเจ้าคะ”
         
          “สีหน้าเจ้าทำอย่างกับว่าข้าเป็นคนพิการอย่างนั้นแหล่ะ” เด็กหนุ่มกลั้วหัวเราะ “ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ได้ยืดเส้นยืดสายแล้วดีขึ้นจริง ๆ นั่นแหล่ะ”
         
          “เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านหายเจ็บไว ๆ จริงสิเจ้าคะ ข้าทำขนมฉงหยางเผื่อแผ่ทุกคนมาด้วย ถ้าอย่างไรตงฮั่วก็ช่วยรับเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ” เด็กสาวหยิบห่อขนมฉงหยางส่งให้กับอีกฝ่ายกับมือ “น่าเสียดายจริง ๆ ที่ตงฮั่วทำงานกะกลางคืนมิเช่นนั้นคงชวนเที่ยวงานเทศกาลตอนเย็นเสียแล้ว...”
         
          “นั่นสินะ พอเข้าทำงานเวลานี้แล้วก็แทบไม่ได้เจอเจ้าเลย แต่เอาจริง ๆ มันก็เงียบสงบดี ไม่ค่อยได้เจอใครด้วยนอกจากคู่กะอีกคน”
         
          “เช่นนั้นก็คงถูกใจท่านแล้วล่ะเจ้าค่ะ” เด็กสาวยิ้มจนตาปิด อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดเมื่อเข้าสังคมกับคนอื่น “ตงฮั่วมีคู่กะด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ เช่นนั้นข้าขอฝากขนมฉงหยางไปให้ด้วย”
         
          “นี่ทำเผื่อให้หมดทุกคนเลยสินะ.. ก็สมกับเป็นเจ้าดี” ตงฮั่วกล่าวโดยละถ้อยความในใจเอาไว้ประโยคหนึ่ง ‘แต่ข้าก็อยากได้อะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นบ้าง’ แต่เขาก็ไม่อาจบอกกล่าวความเห็นแก่ตัวของตัวเองออกไปได้ “วันนี้เจ้าลางานทั้งวันสินะ.. ตอนเย็นบัณฑิตเหลียงน่าจะเลิกงานแล้ว จะฝากข้าชวนเขาไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้าให้ไหม?”
          “ได้เหรอเจ้าคะ” เฟินเยว่ทำตาโต “ถ้าตงฮั่วอาสาชวนให้ข้าก็ขอบคุณมากเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอฝากขนมไปให้คุณชายเหลียงอีกชิ้นนะเจ้าคะ”
         
          “ต้องได้อยู่แล้ว เจ้าน่ะเป็นคู่หูของข้านี่ แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเจ้าน่ะอยากเที่ยวแค่ไหน” เด็กหนุ่มยิ้มตอบ ในรอยยิ้มนั้นมีแต่ความเสียดายฉาบฉายเต็มไปหมด “เอาล่ะ ข้าคุยกับเจ้ามานานมากแล้ว ต้องรีบกลับไปประจำการต่อ ยังไงก็เที่ยวให้สนุก แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
         
          “ขอบคุณเจ้าค่ะตงฮั่ว”
         
          เฟินเยว่ซาบซึ้งใจเหลือเกินที่อีกฝ่ายหวังดีกับนางเสมอมาและมีน้ำใจถึงเพียงนี้ หากเวลาว่างตรงกันนางจะต้องชวนเขาเป็นคู่เที่ยวอย่างแน่นอน
         
          เมื่อตงฮั่วจากไปเด็กสาวก็เตรียมอาหารต่อ ด้วยความที่ทำงานเสร็จเร็วอยู่แล้วจึงเหลือเวลาช่วยเตรียมวัตถุดิบทำอาหารสำหรับบ่าวไพร่ในเรือนทิ้งเอาไว้ ท่านหัวหน้าแม่ครัวกับผางเอ๋อร์จะได้ไม่เหนื่อยกันมากแม้ว่าวันนี้นางจะลาหยุดและไม่ขอรับค่าจ้างก็ตาม เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เขียนจดหมายน้อยแนบเอาไว้
         
          สุขสันต์วันฉงหยางเจ้าค่ะ ข้าตระเตรียมหั่นและล้างเนื้อผักเอาไว้เรียบร้อยแล้วตามแผนงานในวันนี้ แล้วก็ขนมฉงหยางที่ทำมาข้าทำเผื่อทุกคนนะเจ้าคะ รวบกวนฝากแจกจ่ายด้วยเจ้าค่ะ ขอบพระคุณมากนะเจ้าค่ะ
         
          จาก ซุน เฟินเยว่

         
          หลังเสร็จงานครัวก็ไปรอนายท่านที่จุดนัดพบก็คือคอกม้า ในระหว่างรอก็ช่วยดูแลม้าทั้งของตนและผู้อื่นไปด้วย
         
          “อู๊ดดดด”
         
          สัตว์เลี้ยงแสนรักเมื่อพบเจอกับนายก็เข้ามาเคล้าแข้งเคล้าขา นางไม่ได้นอนกอดเปาเปาหลายวันคิดถึงมันที่สุด ตอนนี้เด็กสาวกำลังคิดว่าหากนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยนายท่านจะว่าอะไรหรือไม่ แต่ก็ทึกทักเอาเองว่าวันนี้เป็นวันหยุดเพราะฉะนั้นทุกสิ่งอย่างก็น่าจะยืดหยุ่นตามได้เสมอจึงตัดสินใจที่จะพาสหายหมูน้อยไปเที่ยวเล่นอย่างที่เคย
         
          ใกล้ได้เวลายามเหม่านายท่านก็มาที่คอกม้าโดยมีท่านหัวหน้าพ่อบ้านที่ตื่นเช้าพอกันตามรับใช้ติด ๆ และเมื่อเลือกม้าได้แล้วทั้งสองก็ขี่ม้าพากันไปที่เขาเฟิ่งหวง
.
.
.
                    

   

ตัวละครหลัก ซุน เฟินเยว่

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

[152] ซู ตงฮั่ว [มาร] มอบ ขนมฉงหยาง
+10 ความสัมพันธ์ จากการคนธาตุและปีเดียวกัน
+10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
-10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ผิวเป็นฝ้ากระ)
+10 ความโหดเมื่อเจอคนหัวมาร

[NPC ในสังกัด] เหลียง ต้าซิ่น มอบ ขนมฉงหยาง

-------------------------------------------

มอบขนมฉงหยางให้คนงานในจวนเซี่ยโหว จำนวน 10 ชิ้น
วันนี้ลาหยุดแต่ยังช่วยงาน ไม่ต้องจ่ายค่าแรง
-------------------------------------------

รางวัลกิจกรรม
จัดเตรียมข้าวกล่องให้ผู้อาวุโส +15 EXP



ใช้งาน [152] ซู ตงฮั่ว [มาร]

ลักษณะนิสัยรักสันโดษ
-10 ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

อัตลักษณ์แข็งแรง
+5 ความสัมพันธ์กับคนที่ให้ความสนใจ

อัตลักษณ์แผลเป็น
+5 ความสัมพันธ์กับผู้ที่สนใจ

+10 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี




















         



←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-25 03:29:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-11-9 00:58

   
⌜105⌟
บทที่ 18
งานสกุลเฉา
ฉากที่ 6
                    
          ในช่วงเวลาอันดึกสงัดรอยต่อระหว่างยามโฉ่วเข้ายามหยินก็ใกล้ได้เวลาที่ทหารยามจะออกเดินเวร สำหรับคนทำงานอย่างซูตงฮั่วนั้นเวลากินและนอนของเขาตรงกันข้ามกับทุกคน วิถีชีวิตในช่วงเดือนนี้เขาต้องตื่นนอนตอนยามเซิน ทานอาหารมื้อแรกที่ต้นยามโหย่วแล้วเข้างาน ทานอาหารมื้อที่สองที่ยามโฉ่ว ทานอาหารมื้อที่สามและออกเวรที่ยามเฉิน แทบไม่ได้สนทนากับเพื่อนฝูงที่รู้จัก ส่วนเพื่อนใหม่อย่างทหารประจำกะด้วยกันเพียงแค่รู้หน้ากับชื่อก็พอ เขาถือว่าเวลางานก็ต้องทำงาน ไม่คุย ไม่เล่น ไม่ใช่ว่าจริงจังบ้างาน ทว่าด้วยนิสัยมนุษย์สัมพันธ์ต่ำเป็นส่วนใหญ่
         
          ถึงคราวเปลี่ยนเวรกันพักเพื่อทานอาหาร อาหารที่ได้ก็เป็นของที่คนครัวทำทิ้งออกไว้ให้ มันจึงออกจะเย็นชืดไปเสียหน่อยทว่าตงฮั่วก็ไม่เรื่องมาก และเมื่อทานไปเขาก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้คนที่ทำไก่ขอทานคือใคร แม้ว่าช่วงนี้เขาแทบจะไม่ได้คุยกับสหายหญิงเลยสักคำ แต่สิ่งที่เชื่อมต่อทั้งสองเอาไว้ยังคงเป็นอาหารในทุกมื้อ จะว่าโชคดีที่สนิทกับแม่ครัวก็ได้อาหารที่ได้ทานจึงมักเป็นของที่ถูกใจหลายต่อหลายครั้ง และยิ่งช่วงนี้เฟินเยว่ทำผลงานดีจนหัวหน้าแม่ครัวยอมให้เป็นคนคิดรายการอาหารเลี้ยงคนงานและปรุงรสชาติด้วยตนเอง
         
          อันที่จริงช่วงนี้ตงฮั่วสังเกตอาการของเด็กสาวเพื่อนรู้ใจเห็นว่านางดูซึมลงผิดปกติ ตั้งแต่ที่นางกลับมาจากลั่วหยางในคราวนั้นราวกับว่ามีเรื่องที่ไม่สบายใจบางอย่าง น่าเสียดายที่ไม่มีเวลาให้ซักถามบางทีเขาควรจะหาวันว่าง ๆ ลางานแล้วพานางไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง ให้นางได้ลืมเรื่องงานแล้วผ่อนคลายในวันหยุด และเมื่อทานอาหารมื้อนี้เสร็จก็ได้เวลาเข้าประจำการอีกครั้งโดยที่ต้องเดินตรวจจุดต่าง ๆ
         
          งานเดินตรวจตราความเรียบร้อยไม่ใช่เพียงแต่แค่ระวังโจรผู้ร้าย แต่ยังต้องคอยสอดส่องความปลอดภัย ทั้งระวังฟืนไฟ รวมถึงสัตว์ร้ายที่อาจจะหลบเร้นเข้ามาทำอันตรายคนในจวน ดังนั้นงานนี้เหมือนจะง่าย แต่เมื่อใส่ใจรายละเอียดลงไปไม่ทำส่ง ๆ ก็ไม่ถือว่าง่ายไปทั้งหมดเสียทีเดียว
         
          ในยามที่ฤดูกาลผันเปลี่ยนเช่นนี้ฟ้าฝนก็เทครืนลงมาระหว่างการเดินตรวจตราความเรียบร้อยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาร่างกายในชุดทหารจวนเซี่ยโหวเปียกปอนไปตาม ๆ กัน  แต่ใครเล่าจะสน ซูตงฮั่วเป็นคนที่หัวแข็งไม่เป็นหวัดง่าย ๆ เขายังคงเดินตรวจตราต่อไปโดยเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะสายฝนได้บดบังทัศนวิสัยยามค่ำคืนลงไปมาก
         
          ซวบ..
         
          “?”
         
          คล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลทำให้เด็กหนุ่มรีบหันไปทางต้นเสียงที่ข้างกำแพง เขายกตะเกียงขึ้นส่องไปด้านหน้าแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืด
         
          ‘หูฝาดไปเองอย่างนั้นหรือ?’
         
          คิ้วพยัคฆ์ขมวดมุ่นเข้าหากัน อยากจะคิดว่าตนนั้นหูฝาดจากเสียงรบกวนต่าง ๆ ที่แซงแซ่เข้ามา แต่สังหรณ์ใจกลับไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ตงฮั่วจึงลองเดินสำรวจรอบบริเวณนั้นอีกครั้งหนึ่ง
         
          ‘รอยเท้าคน?’
         
          สิ่งผิดปกติที่เขาพบก็คือรอยเท้าสดใหม่เหมือนเพิ่งเดินเหยียบโคลนมาทางนี้ มันอาจจะเป็นร่องรอยที่เขาทิ้งเอาไว้เองก็เป็นได้ แต่เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว..
         
          ‘ไม่ใช่’
         
          รอยเท้าใหม่นั้นมีขนาดเล็กกว่าเขาอยู่พอประมาณ ในเวลานี้ไม่มีใครออกมาเดินท่อม ๆ นอกจากทหารยามอย่างเขาเอง มีความผิดปกติเกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มรีบตามรอยเท้านั้นไป จนเห็นว่ามันมาหยุดลงใกล้กับเรือนใหญ่ของท่านเจ้าบ้าน
         
          ‘ขโมยอย่างนั้นเหรอ!?’
         
          ดวงตาพยัคฆ์แข็งกร้าวขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าต่อจากนี้จะต้องปะทะ สำหรับซูตงฮั่ว คำว่าประนีประนอมไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของเขา
         
          กุกกัก กุกกัก
         
          คราวนี้เสียงผิดสังเกตดังขึ้นที่หน้าต่างอีกฝั่งหนึ่งของจวนใหญ่ เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปยังทิศทางที่จับได้ทันทีและเขาก็พบเข้ากับตีนแมวกำลังปีนหน้าต่างลงมาพร้อมกับหีบสมบัติหีบหนึ่ง
         
          “หยุดนะเจ้าหัวขโมย!!!”
         
          ตงฮั่วตะโกนลั่น โจรที่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนทำหีบร่วงลงมาโครมใหญ่จนเศษไม้แตกกระจ่าย เห็นว่าด้านในเป็นเงินชั่งจำนวนหนึ่ง ทว่าเสียงดังที่เกิดขึ้นกลับถูกเสียงสายฝนและฟ้าคะนอนกลบไปจนเสียหมดสิ้น ท่านเจ้าบ้านก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น หรือเพื่อนทหารยามที่จุดหน้าก็ไม่ได้ยิน เห็นทีว่าเขาคงต้องจัดการเจ้าหมอนั่นด้วยตนเอง
         
          ทว่าใครเล่าจะยอมให้จับได้ง่าย ๆ โทษของการลักขโมยก็คือตัดมือ และยิ่งมาปล้นบ้านอดีตขุนนางมีชื่อยิ่งแล้วใหญ่ สิ่งที่ขาดไปคงไม่ใช่แค่มือ มันรีบวิ่งหนีไม่สนใจสมบัติ ในตอนนี้ต้องรักษาตัวให้รอดเป็นยอดดี
         
          “เฮ้ย!!”
         
          เห็นโจรคนนั้นโกยแนบไปอย่างรวดเร็วทหารหนุ่มก็รีบวิ่งกวดตาม ทว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะเหนือกว่าด้วยความเร็ว ทางด้านเด็กหนุ่มวิ่งเร็วมากไม่ได้กลัวจะลื่นโคลนหน้าทิ่มพื้นไปเสียก่อน กระนั้นเขาก็ตามโจรไปจนสุดความสามารถ แต่เมื่อเห็นว่าจะไม่ทันจึงชักกระบี่ออกมาพุ่งปักเข้าที่สะบักไหล่ของคนร้ายเสียจนมิดด้าม
         
          “อ๊ากกกก!!!”
         
          โจรคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและมันหยุดชะงักไปชั่วครู่จนตงฮั่วตามทัน
         
          “ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปได้หรอก-... เหวอ!!”
         
          ใกล้จะได้ตัวโจรแต่ตงฮั่วก็ดันลื่นโคลนก้นกระแทกพื้นไปเสียก่อน ทั้งเสียมาดและเจ็บตัวอีกด้วย แต่ผลแค่นี้ถ้าให้เทียบกับตอนที่ถูกลูกธนูปักแล้วสิว ๆ เมื่อคนร้ายเห็นทหารยามลื่นล้มแทนที่จะรีบหนีมันกลับเข้ามากระทืบซ้ำโดยไม่ประมาณตนเลยว่าคู่ต่อสู้อาจมีฝีมือเหนือกว่า ตงฮั่วหลบลูกถีบนั้นง่าย ๆ ก่อนที่จะกวาดขาเตะส่งแรงลุกขึ้นมา ส่งสายตาอาฆาตคล้ายกับจะฆ่าฟันแทนการจับกุมจนโจรขนลุกซู่ นอกจากสายตาอันดุดันยังมีร่องรอยแผลเป็นที่พาดข้างแก้มอีก ตงฮั่วดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าทหารยามหลายขุม ยิ่งเห็นดังนั้นมันยิ่งสู้แบบหมาจนตรอก ดึงเอากระบี่ที่ปักแขนอยู่ออกมากวาดฟันเบื้องหน้า สายเลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาจากบาดแผล ส่งกลิ่นคาวคลื่นเหียนแข่งกับกลิ่นไอดินและสายฝน
         
          ด้านตงฮั่วก็หลบคมกระบี่โดยไม่ถูกมันทำร้ายได้เลยสักแผล แต่จากการที่ล้มกระแทกก็ทำเอาเอวเคล็ดไปเล็กน้อย ทำให้เขาเคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวกที่จะสวนกลับในทันควัน และเมื่อสบโอกาสเด็กหนุ่มก็เข้าไปล็อคแขนของผู้ร้ายคนนั้นเอาไว้แล้วออกแรงสะบัดจนได้ยินเสียงกระดูกแขนของอีกฝ่ายลั่นดังกร๊อบ มันยิ่งส่งเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นกว่าเดิม แขนข้างนั้นห้อยต่องแต่ง ไม่หักก็ข้อต่อหลุด
         
          “โอ๊ย!! ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าเป็นเพียงแค่อันธพาลธรรมดา ๆ ที่มาลักทรัพย์ก็เพราะว่ายากจนไม่มีจะกิน”
         
          ตงฮั่วไม่ฟัง เขาเตะหลังข้อพับขาของชายคนนั้นให้ทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างสมยอม หากที่นี่มีเขาเป็นใหญ่คนร้ายจะได้รับการตัดสินโทษเสียบัดนี้ และโทษที่มันจะได้รับคือทุพพลภาพ
         
          “จงสำนึกผิดเสีย ส่วนการลงโทษนั้นไม่ใช่หน้าที่ของข้า”
         
          แววตาของลูกสิงห์ยิ่งมองยิ่งดูดุร้ายในความมืด เขาถูลู่ถูกังลากคนร้ายที่สิ้นสภาพไปให้หัวหน้ายามกะกลางคืนเป็นผู้ตัดสินใจ และหน้าที่ของตนก็จบสิ้นเพียงแค่นั้น เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจใยดีต่อว่าชะตากรรมของอันธพาลนักย่องเบาจะเป็นเช่นไรต่อไป
         
         
.
.
.
                    

ใช้งาน [152] ซู ตงฮั่ว [มาร]
มอบ ไก่ขอทาน

ลักษณะนิสัยรักสันโดษ
+2 Point จากโรลการต่อสู้ประลองกับขุนพล
เปิดใช้งาน เดียวดาย เมื่อทำงานตามลำพังสำเร็จจะได้รับ EXP+25

อัตลักษณ์แข็งแรง
+2 Point เมื่อโรลเพลย์ต่อสู้ระบบ

อัตลักษณ์คิ้วพยัคฆ์
+10 EXP จากการโรลเพลย์สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่นให้เกรงกลัวเรา
+2 Point ทุกครัั้งที่โรลต่อสู้ผ่านระบบ

--------------------------------------------------------




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-26 10:04:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
   
⌜108⌟
     
บทที่ 19
ม่านหมอกสีจางในจิตใจ
ฉากที่ 2
                    
          ในวันเดียวกันหลังจากที่เด็กสาวซื้อผลไม้ตามคำขอของหัวหน้าแม่ครัวนางก็รีบกลับมาที่จวนเซี่ยโหวทันทีโดยพยายามมุ่งมั่นกับงานไม่ทำใจลอยไปตกอยู่ที่ข้างทางอีก และเมื่อกลับมาเข้าครัวก็เห็นว่าท่านหัวหน้าแม่ครัวดูอาการไม่ดีเอาเสียเลย ท่าทางวันนี้นางน่าจะทำงานต่อไม่ไหว
         
          “ท่านหัวหน้าเจ้าคะท่านกลับไปพักที่เรือนก่อนดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ งานครัวจากนี้ข้ากับผางเอ๋อร์จะเป็นคนทำต่อแทนเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่เอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง วันนี้ให้นางพักสักวันจะได้หายป่วยเร็ว ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี และเมื่อหายดีแล้วจะได้กลับมาทำงานต่อได้ หัวหน้าแม่ครัวลังเลอยู่เล็กน้อยแต่สุดท้ายนางก็ไว้วางใจมอบหมายงานให้เฟินเยว่ได้ทำ
         
          “อูย.. ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วย รายการอาหารของนายท่านวันนี้เป็นหม้อไฟมองโกล ส่วนของบ่าวไพร่--... โอ๊ย...”
         
          “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะจัดการให้เองเจ้าค่ะ”
         
          “ท่านป้า เดี๋ยวข้าพากลับไปพักนะเจ้าคะ”
         
          ผางเอ๋อร์สาวใช้ก้นครัวตัวผอมช่วยพยุงหัวหน้าแม่ครัวที่เป็นโรคปวดข้อไปพักผ่อน เหลือแค่เฟินเยว่ที่อยู่ในครัวเพียงลำพัง นางจึงล่วงหน้าจัดเตรียมมื้ออาหารเย็นไปก่อน
         
          น่าประหลาดนักเมื่อวันงานฉงหยางนายท่านเคยขอให้นางทำหม้อไฟมองโกลให้รับประทานแต่จวบจนบัดนี้นางยังไม่เคยได้ลงมือทำให้เขาด้วยตัวเอง แล้ววันที่หัวหน้าแม่ครัวป่วยก็ถึงรายการที่จะทำหม้อไฟประเภทนี้พอดี คิดแล้วก็เป็นห่วง เฟินเยว่กะจะทำงานที่จวนถึงแค่สิ้นเดือน แล้วหลังจากที่นางไม่อยู่เกิดหัวหน้าแม่ครัวป่วยไข้ขึ้นมาอีกใครจะหุงหาอาหารเลี้ยงคนทั้งจวน ลำพังผางเอ๋อร์ที่เชื่องช้าคงทำอาหารจำนวนมากเลี้ยงคนงานไม่ทันอย่างแน่นอน
         
          ‘หากว่าจะขอทำงานต่อไปอีกสักพักตงฮั่วกับคุณชายเหลียงจะว่าอะไรหรือเปล่านะ...’
         
          เรื่องนั้นคงต้องเอาไว้ถามทั้งสองอีกทีหนึ่ง แต่ตอนนี้มาคิดรายการอาหารที่จะเลี้ยงคนงานในจวนก่อนดีกว่า ยิ่งเป็นห่วงอาการของหัวหน้าแม่ครัวก็ยิ่งคิดถึงของที่จะนำมาบำรุงนาง เฟินเยว่พอจะมีความรู้ว่าหัวไชเท้ามีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อได้ และเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมจากถั่วที่จะทำให้เจ็บกระดูกยิ่งขึ้น เช่นนั้นก็ทำอาหารที่เน้นหัวไชเท้าเป็นหลักก็แล้วกัน
         
          ‘เอาเป็นต้มจับฉ่ายดีหรือเปล่านะ มีผักสิบอย่าง ให้คุณค่าทางสารอาหารและหนึ่งในนั้นก็มีไชเท้าด้วย’
         
          เด็กสาวครุ่นคิด และเล็งเห็นว่าอาหารรายการนี้นั้นเหมาะสม ด้วยประการแรกคือเหมาะสำหรับการต้มหม้อใหญ่สามารถรับประทานได้หลายคน และไม่มีส่วนประกอบของอาหารที่ผู้ทานจะแพ้ นอกจากนั้นก็ทำหมูย่าง และเกี๊ยวสี่ฤดู นางเลือกปรุงอาหารของคนงานก่อนด้วยความที่อาหารของนายท่านเป็นหม้อไฟจึงไม่จำเป็นจะต้องปรุงอาหารมาตั้งแต่ในครัวเพียงแค่ตระเตรียมวัตถุดิบเอาไว้ก็พอ
         
          และเมื่อถึงเวลาอาหารนางก็เป็นคนออกไปบริการด้วยตนเองอันเพราะเหตุที่ว่าหม้อไฟเป็นอาหารที่ต้องปรุงไปพร้อมกันระหว่างทาน
         
          “รายการอาหารวันนี้เป็นหม้อไฟมองโกล ทานคู่กับซี่โครงแกะย่าง และสุรานมม้า ส่วนของหวานเป็นผลไม้ลอยแก้วเจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวรินสุราใส่จอกให้แก่ท่านเจ้าบ้านเซี่ยโหวเหมี่ยวฉาย ด้วยความที่นางมาแย่งหน้าที่บริการของสาวใช้เจ้าประจำจึงทำให้เฟินเยว่ถูกมองเขม่นจนตาเขียวทว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้ตัว
         
          “วันนี้มาในแบบนอกด่านสินะ ได้แม่ครัวจากเหลียงโจวมาปรุงให้แบบนี้คงจะได้รสชาติแบบนอกด่านดีนะว่าไหม ฮะฮะ”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางร่ำสุรานมม้าอย่างสุขสันต์ กลับกันเด็กสาวที่ให้บริการต้มเนื้อลงในหม้อก็ถึงกับชะงักมือเมื่อได้ยินคำว่า ‘นอกด่าน’ ทว่านางก็คลี่ยิ้มกลบเกลื่อนได้ทันควัน คีบเนื้อแบ่งใส่ชามพร้อมน้ำแกงรสชาติเข้มข้นตามตำหรับซีเหลียงขนานแท้
         
          “ฝีมือของข้ายังห่างกับชาวนอกด่านนักเจ้าค่ะ ส่วนมากจะประยุกต์ปรับสูตรให้ถูกปากของตัวเองเสียมากกว่า”
         
          ยิ่งได้ยินคำสนทนาของเฟินเยว่ สาวใช้นางนั้นก็ยิ่งมองเขม่นนาง น้อยคนนั้นที่กล้าสนทนาตอบท่านเจ้าบ้านโดยไม่ถูกถาม และยิ่งเพิ่มความริษยาขึ้นอีกขึ้นเมื่อเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายไม่ได้ถือสาหาความแถมยังตอบกลับอย่างสนิทสนมราวกับว่าเป็นสหายกันแล้ว
         
          “ถ่อมตัวเกินไป รสชาติจัดจ้านเช่นนี้ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
         
          “ขอบพระคุณเจ้าค่ะนายท่าน”
         
          ได้ยินคำชมเด็กสาวก็ค้อมศีรษะน้อมรับเอาไว้
         
          “ว่าแต่เจ้าทำงานวันสุดท้ายเมื่อไรนะ?”
         
          “ถึงแค่สิ้นเดือนนี้เจ้าค่ะ.. แต่ว่าข้ารู้สึกเป็นห่วงท่านหัวหน้าแม่ครัวเหลือเกินเจ้าค่ะ”
         
          ในกระแสเสียงปกปิดความห่วงใยที่มีต่อเพื่อนร่วมงานเอาไว้ไม่มิด อาการปวดข้อแม้ไม่เคยเป็นแต่ก็คิดว่าทรมาณอยู่ไม่น้อย
         
          “ไม่ต้องเป็นห่วงนางมากนักหรอก หัวหน้าแม่ครัวมักจะเจ็บป่วยเช่นนี้อยู่เสมอ ได้พักเพียงแค่วันสองวันก็หายเป็นเรื่องปกติ”
         
          “เป็นเรื่องปกติอย่างนั้นหรือเจ้าคะ....”
         
          ได้ฟังเช่นนั้นก็คิดไม่ตก หากนายท่านกล่าวเช่นนั้นแสดงว่ารู้เรื่องภายในบ้านเป็นอย่างดี และน่าจะมีคนที่ทำแทนได้
         
          “อยู่ที่ตัวเจ้ามากกว่าแม่นางซุน ว่าอยากจะกลับบ้านแล้วหรือว่าอยากจะทำงานต่อไปอีก”
         
          “เรื่องนั้นข้าขอไปปรึกษากับสหายก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ แล้วข้าจะมาให้คำตอบทีหลัง”
         
          “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
         
          “ขอบพระคุณเจ้าค่ะนายท่าน”
         
          เด็กสาวค้อมศีรษะให้ผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง ความเมตตาของนายท่านชาตินี้เฟินเยว่คงไม่มีวันลืม อย่างไรเสียวันนี้นางขอตอบแทนด้วยการลวกเนื้อสัตว์ในหม้อไฟให้ดีที่สุดแทนคำขอบคุณก็แล้วกัน
        
.
.
.
         
          หลังเลิกงานเด็กสาวก็ชำระร่างกายให้สะอาดหมดจดล้างกลิ่นอาหารที่ทำมาในเย็นของวันนี้แล้วกลับมาที่ห้องนอน เปิดอ่านบัตรเชิญที่แม่นางกู่จิ้นอิ๋งแนบมาให้พร้อมถุงหอม…
     
     
          “อ่านอะไรอยู่หรือ?”
         
          เพื่อนร่วมห้องอย่างผางเอ๋อร์ชะโงกหน้าเข้ามาทักถามจากด้านหลัง
         
          “อ๋อ บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยงน่ะเจ้าค่ะ พอดีว่ามีแม่นางคนหนึ่งให้ข้ามา”
         
          “บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยงอย่างนั้นหรือ น่าสนใจจัง เจ้าอ่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”
         
          สตรีตัวผอมกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น ผางเอ๋อร์คนนี้การศึกษาน้อยด้อยวาสนา นางอ่านหนังสือไม่ออกทำอะไรไม่เป็น ไม่พ้นคงได้เป็นเพียงแค่คนรับใช้ระดับล่างไปตลอดชีวิต
         
          “เจ้าค่ะ..” เฟินเยว่สูดลมหายใจเข้าก่อนจะอ่านออกเสียงให้อีกฝ่ายฟัง “ถึง แม่นางซุน ข้า กู่จิ้นอิ๋ง อยากขอเชิญแม่นางซุนเฟินเยว่ไปร่วมงานฮาโลวีนของสหายหลิวจื่อเค่อในวันที่สามสิบเอ็ด เดือนสือเยว่นี้ ยามเซิน ที่โรงเตี๊ยมชิงหมิง ในด่านหู่เหลากวน เขตกวนจงตะวันตก”
         
         “งานหาโล่วอวิ๋น?”
         
         ผางเอ๋อร์ก็เหมือนกับเฟินเยว่ในตอนแรกที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กล่าวมาคืออะไร
         
         “ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันเจ้าค่ะ.. อ๊ะ ในนี้มีบอกเอาไว้เจ้าค่ะ ข้าขออ่านต่อนะเจ้าคะ”
         
         “อื้ม!”
         
         “ซึ่งในตัวงานนี้ สหายแซ่หลิวของข้าได้กล่าวว่า เป็นประเพณีวันปล่อยผีจากนรกของชาวโรมันที่เทพพลูโตเปิดประตูให้วิญญาณใต้พิภพที่ตายไปได้มาสนุกบนโลกหนึ่งคืน ท่านหลิวเลยอยากจัดงานที่ต้องสวมหน้ากากไปร่วมงานเพื่อไม่ให้เหล่าผีสางจับได้ว่ามีคนเป็นร่วมงานน่ะเจ้าค่ะ! โดยมีรางวัลให้กับคนที่สวมหน้ากากได้งดงามที่สุดในงานด้วยล่ะเจ้าค่ะ..”
         
         ‘หน้ากากสินะ...’
         
         พูดถึงหน้ากากเฟินเยว่ก็หวนรำลึกถึงบุคคลที่ชอบสวมใส่หน้ากากปิดครึ่งใบหน้าเป็นอาจิณ และเมื่อนึกถึงใบหน้านั้นดวงตาสีน้ำค้างก็เริ่มจะรื้นชื้นขึ้นอีกครา
         
         “ฟังดูแล้วเหมือนกับงานเช็งเม้งเลยนะเจ้าคะ”
         
         น้ำเสียงชวนสงสัยของผางเอ๋อร์ช่วยเรียกสติของนางให้กลับคืนมา ในเวลานี้มีคนอื่นอยู่ด้วยนางจะแสดงความอ่อนแอให้ใครรับรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
         
         “นะ.. นั่นสิเจ้าคะ แปลกจัง ชาวซีอวี้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองกับผีสางด้วย” ทว่าคิดไปก็ป่วยการ ในเมื่อนางไม่รู้จักประเพณีของชาวนอกด่านก็คงจำต้องศึกษาหาความรู้ใส่หัวไม่มากก็น้อย ไม่ให้ทิ้งช่วงนานเด็กสาวก็อ่านต่อ “หากยังไม่มีหน้ากาก ในเหลียวซี สกุลอิงนับว่ามีชื่อเสียงในงานฝีมือประเภทนี้มาก เขาสามารถทำหน้ากากได้ตามสั่งทุกรูปแบบ แม่นางซุนสามารถไปขอให้ทำหน้ากากให้ได้ถ้ายังไม่มีนะเจ้าคะ อย่าลืมนะเจ้าคะ! ใส่หน้ากากมาตั้งแต่เข้าด่านมาเลยเจ้าค่ะ ภายในงานห้ามถอดหน้ากากเด็ดขาดรวมถึงการแนะนำชื่อด้วยก็ห้าม! ใครอยากรู้จักกับใครให้เดิมพันลองไปคุยดู แต่อย่างที่บอกคือห้ามถามชื่อ! หากแม่นางซุนรู้สึกว่าน่าสนุกก็ต้องมางานเลี้ยงให้ได้นะเจ้าคะ! ข้าจะรอเดาว่าแม่นางซุนคือใครในงานเองเจ้าค่ะ”
         
         “แม่นางกู่คนนั้นบอกว่าต้องมางานเลี้ยงให้ได้ ดูท่าว่าเจ้าจะต้องไปแล้วล่ะแม่นางซุน”
         
         “เรื่องนั้นน่ะ...”
         
         เฟินเยว่เงียบเสียงไปด้วยความกังวลต่าง ๆ นานา ทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ อันที่จริงวันจัดงานก็เป็นวันสุดท้ายที่เด็กสาวจะได้ทำงานที่จวนสกุลเซี่ยโหวอยู่พอดี
         
         “ไม่ต้องเป็นห่วงคนทางนี้หรอก เห็นช่วงนี้เจ้าไม่ร่าเริง ข้าคิดว่าไปเที่ยวผ่อนคลายบ้างก็ดีนะ”
         
         “อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เด็กสาวครุ่นคิดต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “ดูเป็นงานที่น่าสนใจจริง ๆ ด้วยล่ะเจ้าค่ะ หากว่าเป็นเพียงแค่งานเลี้ยงธรรมดาอาจปล่อยวางไป แต่ข้าเองก็ชักอยากจะรู้แล้วสิเจ้าคะว่างานฮาโลวีนเป็นอย่างไร จะแตกต่างจากจงชิวเจี๋ยและฉงหยางหรือไม่นะ”
         
         “ไม่ม้า~~ เช่นนั้นเจ้าต้องไปแล้ว แล้วก็อย่าลืมกลับมาเล่าให้ฟังด้วยนะว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
         
         “เจ้าค่ะ เอาไว้ข้าจะกลับมาเล่าให้ฟังนะเจ้าคะ ข้าสัญญา”
         
         เฟินเยว่ยกนิ้วก้อยขึ้นมาสัญญากับสาวใช้เพื่อนสนิท แม้ว่าตอนที่กลับมาอีกครั้งนางอาจไม่ได้อยู่ในฐานะของสาวใช้แล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าจะในสถานะไหนแม่นางผางเอ๋อร์ชื่อโหลที่เป็นสาวใช้ในจวนเซี่ยโหวคนนี้ก็จะยังคงเป็นสหายของนางเสมอ...
         
.
.
.
                    
        
ลักษณะนิสัยรักสงบ
-10 ลดความเครียด

ลักษณะนิสัยขยัน
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
-15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงกลางวัน (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี] มอบ หม้อไฟมองโกล
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

[152] ซู ตงฮั่ว [มาร] มอบ เกี๊ยวสี่ฤดู

[NPC ในสังกัด] เหลียง ต้าซิ่น มอบ เกี๊ยวสี่ฤดู




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-30 02:49:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-30 02:51

         
⌜109⌟
   
บทที่ 19
ม่านหมอกสีจางในจิตใจ
ฉากที่ 3
                    
          ใกล้ถึงกำหนดการจดหมายแจ้งจากศูนย์อสังหาริมทรัพย์ก็ส่งมาถึงมือว่าสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ดีใจขึ้นมาได้ในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์นี้ เด็กสาวนำเรื่องไปปรึกษาแก่สหายด้วยเรื่องงานเลี้ยงหน้ากากที่จะจัดขึ้น ณ โรงเตี๊ยมด่านหู่เหลา ด้วยความที่เฟินเยว่เป็นสาวชาวบ้านจึงไม่มีชุดเสื้อผ้าดี ๆ ใส่
         
          “งานฮาโลวีน? ข้าคุ้น ๆ ชื่อนี้อยู่นะ...”
         
          “คุณชายเหลียงมีความรู้เกี่ยวกับฮาโลวีนสินะเจ้าคะ”
         
          หากเป็นเรื่องความรู้รอบตัวก็มักจะพึ่งพาบัณฑิตเหลียงได้อยู่เสมอราวกับว่าเขาเป็นสาราณุกรมเคลื่อนที่ เด็กสาวรอฟังชายหนุ่มอธิบายอย่างใจจดใจจ่อ แม้ในอดีตเฟินเยว่จะได้ทำความรู้จักกับชาวตะวันตกมาบ้างทว่าเรื่องราวก็ผ่านเลยมากว่าสิบปีและนางก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว
         
          “ถ้าจำไม่ผิดนะ ฮาโลวีนเป็นเทศกาลที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวเซลติคโบราณ ถือเป็นวันสิ้นสุดฤดูร้อนและมีขึ้นเพื่อฉลองจุดสิ้นสุดของช่วงสว่างแห่งปีเข้าสู่ช่วงมืด จะเรียกว่าเป็นงานตรุษของชาวเซลติคก็ได้”
         
          “ว้าว เทศกาลฉลองปีใหม่แบบชาวตะวันตกหรือเจ้าคะ” เด็กสาวตาเป็นประกาย รู้สึกตื่นเต้นกับงานฉลองจนลืมเรื่องไว้ทุกข์ไปชั่วขณะ.. แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อยู่ดีเพราะว่าเด็กสาวปิดปากเงียบไม่ยอมบอกเรื่องทุกข์ในใจแล้วพยายามแสดงทุกอย่างออกมาให้เป็นปกติ “แต่ว่า… เห็นในจดหมายบอกเป็นเทศกาลต้อนรับดวงวิญญาณ… มันคืออย่างไรหรือเจ้าคะ?”
         
          “ใช่แล้วล่ะ นอกจากเป็นวันตรุษของชาวเซลติคแล้วยังเป็นเทศกาลแห่งความตาย ที่เชื่อว่าเป็นวันที่โลกนี้และโลกหน้าโคจรมาอยู่ใกล้กันมากที่สุด ทำให้เหล่าวิญญาณสามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ หากเป็นวิญญาณของผู้ที่เคารพรักจะได้รับการต้อนรับกลับบ้าน แต่หากเป็นวิญญาณร้ายจะถูกขับไล่ โดยสามารถขับไล่วิญญาณร้ายนั้นด้วยการสวมชุดและหน้ากากผี ถือเป็นการแฝงตัวเป็นผีร้ายเพื่อเลี่ยงอันตราย”
         
          “อย่างนั้นเองหรือเจ้าคะ ฟังดูเข้าใจง่ายแต่ก็มีจุดที่เข้าใจยากอยู่นะเจ้าคะ...”
         
          ชั่วขณะหนึ่งที่เด็กสาวใจลอย นางคิดถึงว่าหากเป็นวันที่ต้อนรับวิญญาณของบุคคลอันเป็นที่รักจะสามารถพบกับท่านพ่อ ท่านแม่ ได้อีกหรือไม่ และหากท่านพี่เฮยหลงตายไปแล้วจริงนางจะพบเขาอีกได้หรือเปล่านะ.. เพียงแค่คิดน้ำตาก็รื้นขึ้นมา โชคดีที่เหลียงต้าซิ่นเล่าเรื่องการละเล่นในคืนวันฮาโลวีนให้ฟังก่อนจึงเรียกสติของเด็กสาวให้กลับมาอยู่กับร่องกลับรอยได้
         
          “ในช่วงเย็นของวันนั้นเด็ก ๆ ชาวเซลท์จะแต่งตัวเป็นภูติผีถือตะเกียงฟักทองไปเคาะที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับถามว่า ‘จะเลี้ยง’ หรือ ‘จะให้หลอก’ ถ้าพูดว่า ‘จะเลี้ยง’ เจ้าของบ้านจะต้องให้ขนมหวานแก่เด็ก ๆ พวกนั้น แต่หากเลือก ‘ให้หลอก’ เด็ก ๆ ต้องแสดงอะไรก็ได้ให้เจ้าบ้านเห็น สุดท้ายจะลงเอยด้วยการแจกขนมอยู่ดี”
         
          “ขนมหรือเจ้าคะ..” เฟินเยว่ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย น่าจะดีไม่น้อยเลยทีเดียวถ้าหากว่านางทำขนมเป็นของตอบแทนไปด้วย ทั้งให้เจ้าของงานเลี้ยงและคนที่ชวนนาง ไม่พอนางควรให้สหายทั้งสองอีกด้วยแต่เรื่องนี้ควรจะอุบเอาไว้ก่อน แล้วก็ทำทีเปลี่ยนไปซักถามเรื่องอื่นแทน “แล้วเครื่องแต่งกายล่ะเจ้าคะ ข้าควรจะแต่งอะไรดี?”
         
          “ปกติชาวซีอวี้จะแต่งชุดเป็นผี อย่างง่ายที่สุดคงนำผ้าขาวมาคลุมตัวเสียกระมัง แต่ชาวฮั่นอย่างเราถือสาเรื่องอัปมงคล ข้าคิดว่าไม่ควรแต่งเป็นคนตายเสียเท่าไร”
         
          แม้ต้าซิ่นจะหัวก้าวหน้า ทว่าด้วยความเป็นขงจื๊อของเขาทำให้ยังคงมีความยึดติดในธรรมเนียมบางสิ่ง
         
          “ข้าก็คิดเช่นนั้นนะเจ้าคะ..”
         
          เด็กสาวมีความลังเลเล็กน้อย ตอนแรกนางกะว่าจะสวมชุดไว้ทุกข์นัยหนึ่งเพื่อเนียนไว้ทุกข์ให้ท่านพี่ที่หายสาบสูญไม่รู้ว่าเป็นหรือตายที่นอกด่าน แต่ในงานรื่นเริงถึงจะเป็นงานเลี้ยงเกี่ยวกับภูติผีก็เถอะ หากว่าใส่ชุดไว้ทุกข์ดูจะเป็นลางร้ายอย่างหนึ่ง ดีที่นางไถ่ถามสหายอาวุโสที่มีความรู้มากกว่าเสียก่อน ระหว่างครุ่นคิดถึงเครื่องแต่งกายในที่สุดเฟินเยว่ก็เกิดความคิด
         
          “ตอนเด็ก ๆ ข้าเคยพบกับคุณนายชาวซีอวี้ท่านหนึ่ง ยังพอจะจำชุดที่นางสวมใส่ได้อยู่บ้าง หากว่าข้าจะแต่งกายเยี่ยงชาวนอกด่านคุณชายเหลียงคิดว่าจะเหมาะสมหรือไม่เจ้าคะ?”
         
          “ชุดเช่นชาวนอกด่านอย่างนั้นหรือ?”
         
          ต้าซิ่นหรี่ตาพลางลูบคางคิดตาม ไม่แน่ใจว่าชุดที่เด็กสาวเคยเห็นจะเป็นชุดของชาวโรมันหรือว่าชาวเปอร์เซียกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นชุดแบบไหนก็ล้วนแต่นุ่งน้อยห่มน้อยเผยเนื้อหนังมังสาด้วยกันแทบทั้งนั้น
         
          ‘อยากใส่เองเป็นบ้า’
         
          บัณฑิตหนุ่มได้แต่เก็บความคิดของตนเองไว้ในใจและตอบเด็กสาวไปในฐานะของที่ปรึกษาที่ดี
         
          “ชุดของชาวนอกด่านค่อนข้างจะเผยเรือนร่าง ถึงจะเป็นความคิดที่ดีแต่เจ้ากล้าใส่อย่างนั้นหรือ”
         
          “อะ..เอ่อ..”
         
          เฟินเยว่อ้ำอึ้งตอบไม่ได้ บางทีนางก็ลืมคำนึงถึงจุดนี้ไป แม้นางจะเป็นสาวน้อยนิสัยลุย ๆ ติดดินแต่ก็ยังคงมีความหวงเนื้อหวงตัวอยู่บ้าง
         
          “หากอยากใส่ข้าก็ไม่ว่า แต่อาจต้องเพิ่มผ้าคลุมเข้าไปเพื่อไม่ให้เผยผิวกายมากเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกลือเสีย ๆ หาย ๆ ได้”
         
          “เจ้าค่ะ ข้าจะจดจำเอาไว้”
         
          “แล้วเรื่องหน้ากากเล่า เจ้ามีแล้วหรือ?”
         
          ได้ยินคำถามเด็กสาวก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าลงช้า ๆ
         
          “สมัยเด็กพี่ชายเคยทำหน้ากากขาวให้ข้าน่ะเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าจะใช้หน้ากากอันนั้น”
         
          รอยยิ้มที่มีบนใบหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อยจนอยากที่จะนำหน้ากากขาวใบนั้นมาสวมใส่ปิดทับใบหน้าเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้
         
          “เช่นนั้นก็แล้วไป ขาดเพียงแค่ชุดสินะ”
         
          “เจ้าค่ะ ช่วงเย็นหลังเลิกงานข้ากะว่าจะเข้าเมืองไปซื้อผ้ามาเย็บปักสักหน่อยเจ้าค่ะ”
         
          “ได้เวลาลูกสาวร้านผ้าแสดงฝีมือแล้วสินะ” ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะเป็นการแซว “เช่นนั้นวันงานข้าจะช่วยแต่งหน้าให้”
         
          “เอ๋ ใส่หน้ากากต้องแต่งหน้าด้วยหรือเจ้าคะ”
         
          เฟินเยว่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ยิ่งในกฎระบุเอาไว้ว่าห้ามเปิดเผยหน้าตาเสียด้วย
         
          “แน่นอน ถึงจะเปิดเผยในหน้าไม่ได้ แต่ตอนรับประทานอาหารก็จำเป็นจะต้องเปิดหน้ากากออกใช่ไหมล่ะ หรือมีเหตุฉุกเฉินอันใดเกิดขึ้น หน้าสวยให้คนอื่นเห็นย่อมดีกว่า”
         
          “ยะ..อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เด็กสาวยิ้มแหย แต่ก็รู้สึกดีในใจที่สหายหวังดีต่อนางเช่นนี้ “เช่นนั้นขอบพระคุณมากนะเจ้าคะ ถึงวันงานต้องรบกวนคุณชายเหลียงแล้วเจ้าค่ะ”
         
          หลังจากปรึกษาเรื่องงานเลี้ยงเสร็จเรียบร้อยทั้งสองก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงานทำการของตัวเอง
         
.
.
.
         
          อาการของท่านหัวหน้าแม่ครัวดีขึ้นแล้วจริง ๆ อย่างที่นายท่านเหมี่ยวฉ่ายกล่าวไว้ เฟินเยว่จึงได้กลับมารับผิดชอบเพียงแค่อาหารของคนงานตามปกติ อาหารของนายใช้เนื้อปลามากจึงมีหัวปลามาทำอาหารเลี้ยงลูกน้องให้ได้ทานแกงเต้าหู้หัวปลา แน่นอนว่าทั้งต้าซิ่นและตงฮั่วก็ได้รับประทานอาหารเหล่านี้เช่นเดียวกันแม้ว่าจะไม่ได้ทานด้วยกันต่อหน้าต่อตาก็ตาม
         
          ในเย็นวันนั้นเด็กสาวขออนุญาตออกไปซื้อผ้าที่ย่านการค้าอย่างที่ตั้งใจไว้ รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งอย่างอื่นเล็กน้อย นางไม่ได้เลือกผ้าสีแต่กลับใช้ผ้าขาวเหมือนชุดไว้ทุกข์ เท่าที่จำได้นายหญิงซีอวี้คนนั้นก็มักจะสวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ดังนั้นคงจะไม่ผิดธรรมเนียมของชาวโรมันมากนักหรอก รวมถึงผ้าคลุมไหล่ก็ใช้สีขาวด้วยเช่นกัน คิดเสียว่าเนียน ๆ เป็นชุดไว้ทุกข์ให้แก่พี่ชายไปด้วยเสียเลย
         
          รีบไปรีบกลับมาที่จวนก็ไม่ได้ดึกดื่นมาก ในคืนนั้นเฟินเยว่ร่างแบบชุดสำหรับตัดเย็บเอาไว้แล้วเริ่มลงมือตัดผ้าอย่างเบาเสียงไม่ให้รบกวนสหายร่วมห้องจนถึงดึกก็ตัดเย็บมาได้พอประมาณ ด้วยความชำนาญที่เมื่อครั้งอยู่อันติงก็รับงานตัดเย็บง่าย ๆ เป็นอาชีพเสริม จึงสามารถตัดเสื้อผ้าที่น้อยชิ้นเสร็จโดยไว เหลือเพียงแค่เก็บรายละเอียดและตกแต่งไม่กี่อย่างชุดที่ทำสำหรับออกงานเลี้ยงก็จะเสร็จสมบูรณ์ ยังเหลือเวลาจึงเอาไว้ทำต่อในวันหลัง
         
          คืนนั้นไม่รู้ว่านางคิดถึงแต่เรื่องของซุนเฮยหลงหรือไม่จึงทำให้เด็กสาวฝันถึงเขา พี่ชายของนางแต่งกายเหมือนชาวนอกด่าน กระนั้นก็ยังสวมหน้ากากครึ่งหน้าเป็นเอกลักษณ์ไม่ทิ้งหาย เขาขี่ม้าออกไปล่าสัตว์ ตกเย็นเข้ากระโจมเพื่อเลี้ยงลูกเมียที่เป็นชาวนอกด่านเหมือนกัน เฟินเยว่ภาวนาเหลือเกินว่าต่อให้ท่านพี่ไม่กลับมาก็ขอให้ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะของชาวนอกด่านก็ยังดี ทว่านางก็ได้แต่ละเมอฝันโดยไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร ครั้นตื่นขึ้นมาหมอนหนุนก็เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำตาเต็มไปหมด...
         
         
.
.
.
                    
        
ลักษณะนิสัยรักสงบ
-10 ลดความเครียด

ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+5 Point จากการโรลเรียนรู้
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
+15 EXP จากการโรลทำงาน หรือ โรลเดินทางช่วงค่ำ (เรียลไทม์)

พัฒนาขุนนางในสังกัด
[152] ซู ตงฮั่ว [มาร] มอบ ซุปเต้าหู้หัวปลา
[NPC ในสังกัด] เหลียง ต้าซิ่น มอบ ซุปเต้าหู้หัวปลา




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-10-31 09:40:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-10-31 09:46

           
⌜110⌟
      
บทที่ 19
ม่านหมอกสีจางในจิตใจ
ฉากที่ 4
                    
          ในที่สุดวันทำงานวันสุดท้ายที่จวนเซี่ยโหวก็มาถึง ดังนั้นเฟินเยว่จึงตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทั้งงานครัวแล้วยังไปช่วยเก็บกวาดส่วนเรือนคนรับใช้ โดยทั่วไปคนที่ทำงานวันสุดท้ายจะเป็นวันสบาย ๆ ของเขา ใช้เวลาไปกับการร่ำลาและส่งต่องานให้แก่เพื่อนร่วมงานคนอื่น และเพราะว่าเป็นวันทำงานวันสุดท้ายให้คุ้มค่าตงฮั่วจึงควบกะทำงานลามมาถึงเช้าจะเลิกงานอีกครั้งราว ๆ ยามเซินเช่นเดียวกับเฟินเยว่และต้าซิ่น
         
          ราวกับว่าเป็นการสั่งลาท่านเจ้าบ้านเซี่ยโหวเปรยเอาไว้ว่าอยากจะทานอาหารฝีมือของเด็กสาวอีกสักครั้งก่อนลาจาก หากจะกล่าวถึงนายท่านเหมี่ยวฉายแล้วล่ะก็ท่านเป็นคนหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความสามารถมิหนำซ้ำยังเป็นคนดีมีจิตใจเมตตา ไม่ว่าแท้จริงแล้วผู้น้อยมิอาจทราบอุปนิสัยเชิงลึกของผู้เป็นนาย ทว่าการอยู่ใต้บารมีมาร่วมเดือนทำให้เฟินเยว่เคารพนับถือชายผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับญาติฝั่งบิดาอยู่มาก บางทีอาจจะเป็นสายสัมพันธ์บางอย่างของคนที่หน้าคล้ายกันก็เป็นได้
         
          ดังนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายเด็กสาวจึงเป็นผู้เตรียมอาหารหลักแก่ผู้เป็นนายแทนหัวหน้าแม่ครัว ซึ่งนางก็ใจดีไม่ได้ว่าอะไร หรือหากไม่เห็นด้วยก็ไม่อาจขัดคำสั่งนายได้อยู่ดี แต่คงเขลานักหากว่าคิดขัดใจ เพราะการที่เด็กสาวมาทำครัวแทนเช่นนี้สามารถลดภาระงานให้ท่านหัวหน้าฯ ได้มากมายเลยทีเดียว
         
          มื้อเช้าเฟินเยว่จัดรายการอาหารเป็นติ่มซำหกอย่างพร้อมด้วยโจ๊กหมูใส่ไข่แบบที่เคยทำเมื่อตอนทำงานอยู่ร้านหมีฟ่านกว่าน แม้ว่านางจะไม่รู้สูตรโดยละเอียดแต่ก็เข้าใจวิธีการทำอาหารอย่างช่ำชอง ปรุงรสมือของตนเองฉีกจากสูตรต้นฉบับจนได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์
         
          “ข้าเคยทำงานที่ร้านติ่มซำที่อันติงมาก่อน หากว่านายท่านมีโอกาสได้ผ่านไปผ่านมาเหลียงโจวก็อยากเรียนเชิญไปอุดหนุนรสชาติต้นตำหรับสักครั้งนะเจ้าคะ”
         
          เด็กสาวเอ่ยบอกขณะที่ออกมาจัดอาหารเช้าให้ท่านเจ้าบ้าน ดูเหมือนว่านายท่านเองก็จะพึงพอใจอยู่ไม่น้อยที่ได้ชิมรสชาติอาหารมื้อเช้าอย่างอิ่มหนำสำราญ และด้วยความที่ทำโจ๊กมาเสียหม้อใหญ่เหล่าคนงานทั้งหลายในจวนก็ได้ทานโจ๊กร้อน ๆ เป็นอาหารเช้าด้วยเช่นกัน และยิ่งสำหรับตงฮั่วที่ทำงานควบกะเขาคงจะรู้สึกดีไม่น้อยที่ได้ทานอาหารเช้าร้อน ๆ ให้สดชื่น
         
          ส่วนมื้อกลางวันนางกะว่าจะทำหม้อไฟแปดเซียนที่เป็นอาหารประเภทหม้อไฟที่นายท่านโปรดปรานทั้งยังเต็มไปด้วยสารอาหารครบครันเรียกได้ว่ารวมของดีทั่วทั้งใต้หล้ามาไว้ในหม้อไฟชนิดนี้ จะว่าไปเด็กสาวก็เพิ่งนึกได้ว่าคราที่ตงฮั่วบาดเจ็บหนักนางกะว่าจะทำหม้อไฟบำรุงเขาทว่ายังไม่มีโอกาสเสียที แม้ว่าเด็กหนุ่มก็อาจจะลืมไปแล้วว่าเคยอยากทานหม้อไฟ แต่ในครั้งนี้เฟินเยว่สัญญาเลยว่าเมื่อได้กลับไปบ้านและได้ทำครัวของตัวเองดี ๆ จะทำหม้อไฟแปดเซียนให้เขาได้ทานอย่างจุใจ
         
.
.
.
         
          กรรมวิธีการทำหม้อไฟแปดเซียนมีความแตกต่างจากหม้อไฟมองโกลอยู่บ้าง สำหรับหม้อไฟมองโกลนั้นควรจะค่อย ๆ นำเนื้อไปลวกในน้ำแกงรสจัดทีละชิ้นค่อยรับประทานจึงจะอร่อยที่สุด แต่สำหรับหม้อไฟแปดเซียนนั้นจะต้องต้มวัตถุดิบชั้นดีในหม้อเสียก่อนแล้วจึงค่อยยกหม้อไฟเดือดปุด ๆ มาบริการ และแน่นอนว่าแม่ครัวสาวก็เป็นผู้ที่ยกมาให้แก่นายท่านด้วยตัวเองพร้อมกับอธิบายรายการอาหารจานนี้
         
          “หม้อไฟแปดเซียนเป็นหม้อไฟที่รวบรวมเอาวัตถุดิบชั้นเลิศ อาทิ กุนเชียงจากยูนนาน เอ็นสัตว์ เนื้อสด หูฉลาม กระเพาะปลา ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ ซี่โครงเป็ด เห็ดเยื่อไผ่ และถังเช่า มาอยู่ในหม้อไฟนี้ ว่ากันว่าหากทานเข้าไปแล้วจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงขนาดกระโดดรวดเดียวข้ามกำแพงได้เลยล่ะเจ้าค่ะ”
         
          “เช่นนั้นเลยหรือ เห็นทีว่าโจรที่มายกเค้าเรือนข้าวันนั้นก็จะกินหม้อไฟแปดเซียนมาด้วยสินะ”
         
          “อุ๊ย!”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อหลายคืนก่อนเป็นเรื่องขำขัน ซึ่งในจุดนี้ไม่รู้ว่าเด็กสาวควรจะขำด้วยดีหรือไม่จึงได้แต่ยิ้มแหย ทั้งหมดต้องขอบคุณตงฮั่วจริง ๆ ที่ทำหน้าที่อย่างดีแม้ว่าไม่มีบท…
         
          หลังจากมื้ออาหารใหญ่ช่วงกลางวันเฟินเยว่ก็ไม่มีงานอะไรอีกนอกเสียจากช่วยเตรียมวัตถุดิบทำครัวในมื้อเย็นในช่วงบ่าย และจัดการช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดจวนเซี่ยโหวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกเดินทางในยามเซิน
         
.
.
.
         
          ...ยามเซิน...
            
          เมื่อถึงเวลาเด็กสาวและสหายคืนชุดพ่อบ้าน แม่บ้าน และทหารยามคืนแก่จวนแล้วกลับไปสวมเสื้อผ้าของตนเองที่ไม่ได้สวมใส่มานาน และไปบอกลาท่านเจ้าบ้านเป็นครั้งสุดท้ายบริเวณลานฝึกซ้อมยิงธนู
         
          “นายท่านเจ้าคะ พวกข้าทั้งสามมาขอตัวลาเจ้าค่ะ”
         
          “พวกเจ้าจะไปกันแล้วสินะ” นายท่านคลี่ยิ้มมุมปากมองบุคคลทั้งสาม “ขอบคุณที่มาช่วยงานร่วมหนึ่งเดือน อาหารที่จัดมาให้ในแต่ละวันนั้นดีมาก บ่าวไพร่ทั้งหลายต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารที่เจ้าทำมีสีสันและสร้างสรรค์ ทำให้พวกเขามีแรงและทำงานอย่างมีความสุข”
         
          “ขอบพระคุณเช่นกันเจ้าค่ะ ได้ยินเช่นนี้ข้าก็ดีใจเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่คลี่ยิ้มด้วยสีหน้าปิติในรอบหลายวันที่ผ่านมา ความสุขใดเล่าจะเท่ากับได้เห็นผู้คนมีความสุขและสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์จากอาหารที่นางทำ
         
          “ส่วนการคัดลอกตำราเก่าของบัณฑิตเหลียงก็ช่วยได้มาก หากไม่ได้เจ้ามาช่วยงานเอกสารการจัดห้องอักษรคงเป็นไปอย่างล่าช้ากว่านี้”
         
          “ขอรับ การได้ทำงานในส่วนนี้ยิ่งช่วยเพิ่มพูนความรู้แก่บัณฑิตเช่นข้าในเรื่องที่บกพร่องไป นับว่ามีเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานในจวนเซี่ยโหวขอรับ”
         
          “สุดท้ายก็ต้องขอบคุณคุณชายซูมากด้วยเช่นกัน ที่ตั้งใจทำงานไม่มีวอกแวกแม้เป็นยามราตรี หากไม่ได้เจ้าช่วยจับโจรในคืนวันนี้ทรัพย์สินที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้าคงสูญหายไปเป็นแน่”
         
          “ขอรับ...”
                    
          คนพูดไม่เก่งอย่างตงฮั่วกล่าวเพียงแค่สั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นก็นับว่าดีแล้ว หากไม่ใช่นายเผลอ ๆ เขาจะปล่อยให้ความเงียบเป็นผู้สนทนาแทน
         
          “นายท่านเจ้าคะ ข้ามีของขวัญเล็กน้อยจะมอบให้ด้วยเจ้าค่ะ”
         
          “หืม?”
         
          เซี่ยโหวเหมี่ยวฉายเลิกคิ้วขึ้นถามอย่างประหลาดใจ โดยปกติแล้วหากมีคนมาทำงานเขามักจะเป็นผู้มอบรางวัลให้เสียมากกว่าที่จะมีลูกจ้างมอบของขวัญกลับคืนมา
         
          “จะให้เลี้ยง หรือว่า จะหลอกก่อนเจ้าคะ”
         
          “หา?”
         
          บุรุษผู้มีอำนาจอุทานอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าเด็กสาวคนนี้จะมาไม้ไหน เมื่อมองหน้าไปก็เห็นว่านางยิ้มกว้างจนตาหยี ถ้อยคำนี้ไม่มีผู้ใดเข้าใจนอกเสียจากเหลียงต้าซิ่น ทว่าบัณฑิตหนุ่มเองก็คิดในใจว่าร้ายนักนะที่กล้าเล่นมุกนี้ หลังจากทำให้นายท่านงงไปเด็กสาวก็กลั้วหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะยื่นกล่องขนมห้าสีไปให้บุรุษตรงหน้า
         
          “คุณชายเหลียงเล่าให้ฟังว่าวันนี้เป็นวันตรุษของชาวนอกด่านเจ้าค่ะ และยังมีธรรมเนียมแต่งชุดผีมอบขนมให้แก่กันด้วย ในโอกาสตรงวันเช่นนี้ข้าจึงอยากจะมอบขนมให้แก่นายท่านเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”
         
          “วันตรุษของชาวนอกด่านอย่างนั้นรึ ข้าเพิ่งเคยได้ยินนี่แหล่ะ น่าสนุกดีเหมือนกันนี่นา” พอได้ฟังคำอธิบายเซี่ยโหวเหมี่ยวฉายก็รับเอากล่องขนมมาพลางหัวเราะเปราะ ดูเขาเป็นคนอารมณ์ดีน่าจะชอบงานรื่นเริงอยู่ไม่น้อย “อ้อ ใช่ที่เจ้าเคยบอกว่าวันนี้จะต้องไปงานเลี้ยงด้วย คืองานนี้อย่างนั้นหรือ”
         
          “เจ้าค่ะ”
         
          “งานจัดที่ด่านหู่เหลาใช่หรือไม่? เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรจะออกเดินทางกันได้แล้ว ประเดี๋ยวจะไม่ทันเวลางานเลี้ยงเอานะ”
         
          “แหะ ๆ งั้นเดี๋ยวพวกข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ส่วนเรื่องทำบุญบ้านเมื่อไหร่จะส่งจดหมายเชิญร่วมงานมาอีกทีนะเจ้าคะ”
         
          “ได้เลย แล้วข้าจะรอจดหมายจากพวกเจ้านะ เดินทางปลอดภัยล่ะ”
         
          นายใหญ่แห่งเซี่ยโหวกวาดตามองอดีตลูกจ้างทั้งสามด้วยรอยยิ้ม
         
          “เจ้าค่ะ นายท่านก็ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ แล้วพบกันใหม่เจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ค้อมศีรษะลา สหายทั้งสองก็เช่นกัน ในเมื่อเด็กสาวเป็นผู้นำพูดทั้งหมดแล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก และเมื่อลาจากนายมาแล้วทั้งสามก็หิ้วสัมภาระของตนเองไปที่คอกม้า....
           
          “อู๊ดดดดดดด”
         
          เปาเปากระโดดโลดเต้นเข้ามาน้วยขาเจ้านายทันทีจากที่ช่วงนี้มันไม่ได้นอนร่วมเตียงกับเด็กสาวเลยสักวันเดียว เจ้าหมูขาดความอบอุ่นคงคิดถึงแย่ เฟินเยว่ยิ้มรับก่อนที่จะอุ้มมันขึ้นมากอดในอ้อมอกทั้งที่สัมภาระยังพะรุงพะรัง ทว่าท่าทางของเด็กสาวดูมีพิรุธเป็นอย่างมากราวกับเก็บความลับบางอย่างเอาไว้ นางไม่ยอมให้บุรุษช่วยขนข้าวของจนกระทั่ง...
         
          “คุณชายเหลียงเจ้าคะ ตงฮั่วเจ้าคะ จะให้เลี้ยง หรือว่า จะหลอกก่อนเจ้าคะ?”
         
          เมื่อนางยอมปริปากออกมาทั้งสองก็ถึงบางอ้อเพราะเห็นมุกเดียวจากก่อนหน้านั้นมาแล้ว
         
          “ข้าไม่มีอะไรจะหลอก งั้นยอมให้เจ้าเลี้ยงก่อนก็แล้วกัน”
         
          เหลียงต้าซิ่นคลี่พัดประจำตัวปิดบังครึ่งใบหน้าขณะเปิดปากหัวเราะ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปด้านหน้าแล้วเด็กสาวก็วางกล่องขนมแบบเดียวกันลงไปบนมือเขา
         
          “ตงฮั่วล่ะเจ้าคะ?”
         
          “ถ้าบอกว่าหลอกจะต้องทำยังไงล่ะ?”
         
          ดูท่าเด็กหนุ่มจะเป็นคนเดียวที่ยังไม่เข้าใจในธรรมเนียมของชาวตะวันตกและไม่รู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรกันบ้าง
         
          “ถ้าจะหลอกล่ะก็ต้องแสดงอะไรบางอย่างออกมาจนกว่าผู้ให้ขนมจะยอมรับน่ะเจ้าค่ะถึงจะรับของหวานไปได้”
         
          “อย่างนั้นเหรอ..” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ในหัวเต็มไปด้วยคำถามที่เขาไม่เข้าใจ “แล้วทำไมต้องหลอก จะหลอกผู้อื่นไปเพื่ออะไร”
         
          “เจ้าเนี่ยนา.. เอาไว้ข้าจะเล่าเทศกาลของชาวเซลติคให้ฟังขณะเดินทางก็แล้วกัน”
         
          ต้าซิ่นพูดตัดบทคนที่เอาแต่สงสัยจนไม่ยอมเลือกสักที เฟินเยว่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้สึกเอ็นดู ต่อให้เขาไม่หลอกนางก็พร้อมที่จะเลี้ยงเขาอยู่แล้ว ไม่รอให้ตงฮั่วตอบนางก็ส่งกล่องขนมห้าสีไปให้เขา
         
          “จริง ๆ แล้วยังมีอีกเรื่องที่ข้ายังไม่ได้บอกตงฮั่วนะเจ้าคะ”
         
          “อะไรเหรอ?”
         
          เด็กหนุ่มหันเหความสนใจจากกล่องขนมที่เพิ่งรับมา ช่วงนี้เฟินเยว่ดูมีลับลมคมในแปลก ๆ ไม่เท่านั้นท่าทางของนางก็ดูฝืนทำบางอย่างอยู่ บางทีนางอาจจะเฉลยในเรื่องนั้น ทว่าเขาก็คิดผิดเมื่อนางไปจูงม้าโกคูรยอฝีเท้าเร็วที่เขาคิดว่าเป็นม้าของจวนเซี่ยโหวมาให้
         
          “ข้าขอมอบม้าตัวนี้ให้เจ้าค่ะ ข้ากับคุณชายเหลียงไปเลือกซื้อมาตั้งแต่วันเทศกาลฉงหยาง จากนี้จะได้เดินทางกันสะดวกมากยิ่งขึ้นนะเจ้าคะ”
         
          “ม้าตัวนี้เจ้าให้ข้าอย่างนั้นเหรอ!?”
         
          เด็กหนุ่มมีสีหน้าดีใจยิ่งกว่าได้ขนม ไม่คิดเลยว่าจะได้ม้าตัวนี้เป็นของขวัญอีกอย่างหนึ่งด้วย ก่อนหน้านี้ช่วงที่ว่างไม่มีอะไรทำไม่ได้คุยกับผู้ใดก็มีม้าและหมูในคอกนี่แหล่ะที่เป็นเพื่อนยามเหงา เขาเองก็ดูแลเจ้าม้าดำตัวนี้บ่อย ๆ โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันคือม้าที่เขาจะได้เป็นเจ้าของ ราวกับว่าเป็นบุพเพสันนิวาสก็ไม่ปาน
         
          “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้มันเป็นของตงฮั่วแล้วจะตั้งชื่อให้ก็ได้นะเจ้าคะ”
         
          “ตั้งชื่ออย่างนั้นเหรอ...” เด็กหนุ่มเบ้หน้า ไม่รู้ทำไมเด็กสาวต้องมอบหมายเรื่องยาก ๆ อย่างการตั้งชื่อม้าให้แก่เขาด้วย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาเช่นนั้นเห็นทีว่าคงต้องลองคิดดูเสียหน่อย ตงฮั่วพินิจมองม้าดำจากแดนเหนือสุดของต้าฮั่นสลับมองม้าขาวและม้าน้ำตาลตัวเก่า พวกมันล้วนมีชื่อตามสี เช่นนั้นเขาก็ขอตั้งตามสีบ้าง “เฮยเฮยก็แล้วกัน”
         
          “แหม เข้าพวกกันดีเชียว ไป๋ไป๋ ถังถัง เฮยเฮย”
         
          บัณฑิตหนุ่มแซวเปราะ ฝั่งเด็กสาวได้ยินคำว่า ‘เฮย’ ก็ยิ้มจืดไปชั่วครู่เพราะมันทำให้นางคิดถึงพี่เฮยหลงขึ้นมา ทว่าก็กล่าวโทษสหายหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องไม่ได้ และชื่อก็บังเอิญคล้ายเพราะฉะนั้นเขาไม่มีความผิด
         
          “เป็นชื่อที่ดีนะเจ้าคะ”
         
          “เจ้าก็ชอบอย่างนั้นเหรอ”
         
          แลดูหนุ่มคิ้วพยัคฆ์ก็จะดีใจอยู่หน่อย ๆ เมื่อได้รับคำชม สีหน้าของเขาเหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่ยามลูบ ๆ คลำ ๆ เจ้าม้าที่เชื่องมือ เฟินเยว่ตอบคำไปด้วยเสียงหัวเราะใส
         
          “พวกเราเตรียมตัวกันพร้อมแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็เดินทางไปจุดพักม้ากันเถิด”
         
          “จุดพักม้า... ไปทำไม?”
         
          จากที่ยิ้มแย้มอยู่ตงฮั่วก็หน้าหุบคิดว่าจะได้ลองซิ่งม้าตัวใหม่เสียแล้วเชียว
         
          “คืออย่างนี้เจ้าค่ะ ข้ากับคุณชายเหลียงวางแผนกันว่าเราจะเดินทางกันด้วยรถม้าแล้วให้ม้าทั้งสามวิ่งตามไปเพื่อจะได้ไม่เสียเวลา ระหว่างที่อยู่ในรถม้าคุณชายเหลียงจะแต่งหน้าทำผมให้ ส่วนตงฮั่วก็จะได้งีบพักผ่อนด้วยเจ้าค่ะ”
         
          แม้ว่าหนทางอาจจะมีขรุขระอยู่บ้างแต่ทางด้านบัณฑิตหนุ่มก็มั่นใจมากพอว่าเขามือนิ่งพอที่จะแต่งหน้าให้เด็กสาวในรถม้าได้ แต่ถึงไม่ได้จริงเฟินเยว่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะอย่างไรก็มีหน้ากากขาวปิดบังใบหน้าอยู่ดี
         
          “ว้า น่าเสียดาย แต่ก็เข้าใจล่ะ งั้นเราก็ไปกันเถอะ”
         
          เด็กหนุ่มอดีตทหารยามกล่าวอย่างเสียดายก่อนที่จะกระโดดขึ้นขี่บนหลังม้าตัวใหม่พร้อม ๆ กับที่สหายก็ขึ้นม้ากันพอดี พวกเขาทั้งสามออกเดินทางไปยังจุดพักม้าเมืองเฉินหลิวโดยนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคณะเดินทางก็จะได้สมาชิกเข้าร่วมทางเพิ่มอีกหนึ่ง...
         
.
.
.



   

ตัวละครหลัก ซุน เฟินเยว่

ลักษณะนิสัยรักสงบ
-10 ลดความเครียด

ลักษณะนิสัยขยัน
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ
     
ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่นหรือ ทำงานช่วยเหลือ

อัตลักษณ์อัจฉริยะ
+30 EXP จากการโรลทำงาน

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
-20 EXP จากการโรลทำงานในช่วงกลางวัน
หรือ โรลเดินทางช่วงกลางวัน (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[075] เซี่ยโหว หยวน (แฮหัวเอี๋ยน) [ดี] มอบ หม้อไฟแปดเซียน
และ กล่องขนมห้าสี (ตามธรรมเนียมเทศกาล)
+20 ความสัมพันธ์พิเศษ ธาตุดิน เกื้อหนุน ธาตุทอง
+20 ความสัมพันธ์คนที่มีนิสัยเดียวกัน (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
+15 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนชื่อเสียงเดียวกัน
+30 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี

[152] ซู ตงฮั่ว [มาร] มอบ
กล่องขนมห้าสี และ ม้าโกครูยอ
+10 ความสัมพันธ์ จากการคนธาตุและปีเดียวกัน
+10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ขยัน)
-10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ผิวเป็นฝ้ากระ)
+10 ความโหดเมื่อเจอคนหัวมาร

[NPC ในสังกัด] เหลียง ต้าซิ่น มอบ กล่องขนมห้าสี



ใช้งาน [152] ซู ตงฮั่ว [มาร]

ลักษณะนิสัยรักสันโดษ
-10 ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

อัตลักษณ์แข็งแรง
+5 ความสัมพันธ์กับคนที่ให้ความสนใจ

อัตลักษณ์แผลเป็น
+5 ความสัมพันธ์กับผู้ที่สนใจ

+10 คุณธรรมเมื่อเจอคนหัวดี


























         

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

อย่าลืมเข้าสู่ระบบนะจ๊ะ เข้าสู่ระบบตอนนี้ หรือ ลงทะเบียนตอนนี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้