แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jinying เมื่อ 2021-9-4 21:06
❀ เควสส่งก้อนสำริดสู่เฉินหลิว ❀ (ส่งสำริดแก่บ่อนเฉาเหอจวิน)
เพราะฝนตกระหว่างทางทำให้ตัวจิ้นอิ๋งหลังได้เข้าเมืองจำต้องหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนก่อนส่งสำริดในวันรุ่งขึ้นแทนเพื่อให้นางและตัวผู้ติดตามได้อาบน้ำพักผ่อนกันไม่ให้เป็นหวัดกันไปเสียก่อน ในคืนนั้นจิ้นอิ๋งเฝ้ามองยังร่มคันหนึ่งอยู่เกือบค่อนคืน นึกถึงคำพูดของเจ้าของมันไม่หยุดสลับกับนึกถึงคำกล่าวของบิดาขึ้นมา
‘ จิ้นอิ๋งของพ่อจิตใจดีเป็นเรื่องที่ดี แต่ข้างนอกยังมีคนอีกหลายประเภทนักลูกเอ๋ย.. ตัวพ่อคาดหวังแค่ให้เจ้าระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ ’
ในเพลานั้นตัวจิ้นอิ๋งยังเยาว์วัยนัก ไม่อาจเข้าใจเรื่องการระมัดระวังตัวของผู้เป็นบิดาแม้แต่น้อย ไม่นึกว่าจะมีวันที่โดนบอกทวนความทรงจำของนางให้หวนคืนอีกหน เพียงแต่คนที่เอ่ยทักกลับไม่ใช่ผู้เป็นบิดาเช่นดังเมื่อก่อน หยาดน้ำใสไหลออกยังดวงตาโศกจนต้องรีบปาดออกไม่ให้จมดิ่งคืนสู่ความคะนึงถึง และหวนคืนมาทบทวนกับสิ่งที่โดนบุรุษผู้นั้นพูดเตือนตนอีกหน
‘ ระมัดระวังตัวงั้นหรือ.. ข้าควรวางตัวกับบุรุษเพศให้ดีกว่านี้งั้นสิ ’
เสียงถอนหายใจแว่วผ่าน เพราะตัวนางนั้นหวนนึกถึงคนในครอบครัวอีก โดยที่ตัวจิ้นอิ๋งคุยปร๋อกับบุรุษและทำตัวเสมอภาคได้อย่างไม่กระดากอายมากนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับผลจากการดูแลน้องชายของนางทั้งสิ้น ในยามนั้นนางยังไม่ถูกเข้าใจอะไรผิดด้วยเพราะจิ้นเล่อก็คือน้องชาย และมักจะตามติดนางเสมอเวลาพบพานกับบุรุษแปลกหน้าอื่น ในยามนี้ไม่มีจิ้นเล่อคอยเคียงกาย กลายเป็นโดนเข้าใจผิดไปเสียได้ ไหนเลยจะเรื่องพักม้าที่จิ้นอิ๋งก็พอจะรู้ตัวว่ากำลังโดนผู้ติดตามกำเริบอยู่ชัดเจน แต่ก็เป็นเพราะตัวนางที่ใจอ่อนเกินไปด้วยนั่นแล
ถึงอย่างนั้นเหตุใดบุรุษเจ้าของร่มถึงมองออกไปเสียทั้งหมดได้ในทันทีกัน
“ กัวฟ่งเสี้ยว.. งั้นหรือ ”
ทวนชื่อบุรุษเจ้าของร่มในมือผะแผ่ว ก่อนจะวางร่มลงยังโต๊ะข้างเตียงและเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
ในยามเช้าวันใหม่ ตัวจิ้นอิ๋งออกมาจากโรงเตี๋ยมและมารวมตัวกับผู้ติดตามถานเจ๋อยังคอกฝากม้า นางส่งเบี้ยหวัดประจำวันให้ตามปกติและให้เพิ่มเล็กน้อยในส่วนที่ช่วยฝากสำริดไว้กับอีกฝ่ายแล้วสำริดทั้งหมดที่มียังอยู่ครบถ้วน
“ แวะทานข้าวก่อนแล้วกันค่อยเดินทางไปส่งที่บ่อนเฉาเหอจวิน ”
เอ่ยกับถานเจ๋อระหว่างเอาอาหารให้แก่ไป๋เซ่อและม้าอีกสองเรียบร้อย โดยระหว่างทางที่หาร้านอาหารนั่งทานตัวจิ้นอิ๋งก็คอยสอบถามถึงการพบเห็นครอบครัวของตนไปด้วย แต่ผ่านมากี่ร้านก็ไม่มีใครคุ้นเคยถึงลักษณะคนที่นางตามหา สุดท้ายจิ้นอิ๋งจึงจำต้องยอมรับว่าครอบครัวของนางไม่ได้ย้อนผ่านทางมายังเมืองเฉินหลิวแต่อย่างใด ในหัวเลยพลอยนึกไปถึงสถานที่ที่ครอบครัวน่าจะหนีไปคาดว่าคงเป็นในส่วนของเขตเหลียงโจวแล้ว
และเพราะใบหน้าเศร้าซึมของนางที่แสดงออกในยามจูงม้าเฮยเซ่อที่แบกกระเป๋าสำริดตรงไปยังบ่อน ทำให้ถานเจ๋อที่สังเกตเห็นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความกังวลตามขึ้นมา
“ ท่านหญิงต้องเจอครอบครัวแน่ อย่าเศร้าไปเลย ”
จิ้นอิ๋งที่ได้ยินประโยคดูมั่นใจจากปากของอดีตโจรโพกผ้าเหลืองเช่นนั้นก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อยากเอ่ยแซวบางอย่างกลับหาแต่ก็พาลนึกถึงเรื่องที่โดนดุให้เพียงผงกหัวรับแก่ถานเจ๋อกลับไปเท่านั้น
ทั้งคู่เดินอีกไม่นานก็มาถึงยังบ่อนเฉาเหอจวินที่ตั้งเด่นยังถนนทิศตะวันตกให้จิ้นอิ๋งแทบทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่งที่สถานที่ประเภทนี้วางตั้งอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย และดูเหมือนชาวเมืองก็คุ้นชินเสียจนไม่ได้มีท่าทางประหลาดใจใดให้นางต้องพยายามหลิ่วตาตามพวกเขาและเดินเข้าไปคุยกับคนงานของสถานที่เหล่านั้นเพื่อแจ้งจุดประสงค์การมาเยือน
“ สวัสดีเจ้าค่ะ ข้ากู่จิ้นอิ๋ง ได้รับมอบแท่งสำริด 100 แท่งจากพ่อค้าหวังให้มาส่งยังบ่อนเฉาเหอจวิน ต้องส่งไว้ที่ไหนหรือเจ้าคะ? ”
พนักงานที่คุมเฝ้ายังส่วนทางเข้าของบ่อนได้ยินเช่นนั้นก็ผงกหัวรับแข็งขัน ก่อนต้อนรับจิ้นอิ๋งให้เข้าไปยังส่วนอาคารด้านในที่มีเถ้าแก่เฉาอยู่เพื่อแจ้งถึงของที่สั่งได้มาถึงแล้ว ตัวเฉาปินทันทีที่เห็นของก็เดินหน้าเคร่งเข้ามาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เมื่อพบว่าของทั้งหมดอยู่ครบไม่ขาดใด ๆ ถึงได้ยกยิ้มยินดีต้อนรับแก่จิ้นอิ๋งที่แทบจะส่งรอยยิ้มแห้งกลับไปให้หลังเห็นความระแวดระวังก่อนหน้าของอีกฝ่าย
“ เสียมารยาทแล้ว ข้าเฉาปิน เป็นเจ้าของบ่อนเฉาเหอจวินแห่งนี้ อย่างไรก็ขอบใจแม่นางมากที่อุตส่าห์แบกสำริดทั้งร้อยนี่มาส่งได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน มิเช่นนั้นต้องแย่แน่ ๆ ”
แม้คำพูดจะฟังแล้วไร้ความคุกคามใด แต่รูปประโยคในตอนท้ายที่ไม่ระบุถึงว่าใครกันที่จะต้องแย่หากของไม่ครบนั้นทำจิ้นอิ๋งเผลอเม้มปากด้วยความประหม่าเพียงชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจริงใจกลับไปให้ ราวกับจะแสดงให้เห็นว่าตนไม่ใช่คนที่บุรุษตรงหน้านี้ต้องคอยระมัดระวังอยู่เป็นแน่
“ เช่นนั้นแล้วสำริดทั้ง 100 แท่งนี่ให้ข้าจัดการส่งไว้ที่ไหนหรือเจ้าคะ ”
จิ้นอิ๋งไม่ได้เอ่ยชวนคุยอะไรเพิ่มมากมาย เพียงแต่ถามถึงสถานที่วางส่งยังถุงที่ประกอบด้วยสำริดที่ถานเจ๋อคอยช่วยแบกอยู่เหล่านั้นว่าควรเอาไปวางไว้ที่ไหน เพื่อผู้ติดตามของนางจะได้คลายความหนักของของที่กำลังขนอยู่รวมถึงตัวนางจะได้รีบออกจากสถานที่แห่งนี้ตามคำเตือนของพ่อค้าหวังที่บอกกล่าวนางตั้งแต่วันแรกที่ส่งมอบงานให้แก่นาง ซึ่งเฉาปินที่ได้ยินก็เพียงยกยิ้มพรายแก่หญิงสาวราวกับรับรู้ความเร่งร้อนของนาง ก่อนจะยกมือกวักเรียกคนของตนให้มารับของจากถานเจ๋อ ส่วนตัวมันก็เดินตรงเข้าหาจิ้นอิ๋งลดระยะห่างทั้งคู่จนนางเผลอถอยออกก้าวหนึ่ง
“ ข้าให้ลูกน้องรับของไปหมดแล้ว เจ้าเสร็จงานของเจ้าแล้วล่ะแม่นาง… จะว่าไปเจ้าอุตส่าห์มาเยือนยังบ่อนชื่อดังของเฉินหลิว สนใจอยู่เล่นที่นี่สักหน่อยดีหรือไม่? ” เถ้าแก่เฉาเอ่ยขึ้นอย่างเย้าหยอกระหว่างที่ค่อยคอยขยับเดินหาจิ้นอิ๋งอย่างไม่ลดละ
“ ข้า.. ไม่สันทัดที่แบบนี้เท่าไหร่ ยังไงถ้า.. ถ้าเอาของครบแล้วข้าขอตัวนะเจ้าคะ ”
สิ้นคำปฏิเสธของจิ้นอิ๋งที่พยายามรักษามาดและสุภาพไว้เต็มที่ นางก็รีบค้อมตัวลาหาโดยมีถานเจ๋อเริ่มเคลื่อนตัวมายืนข้างนายหญิงของมันและโค้งตัวลาไปด้วย โดยที่เฉาปินก็ไม่ได้เอ่ยห้ามอะไรเพียงยิ่งเผยรอยยิ้มกว้างที่ดูร้ายกาจและผายมือส่งให้นางและผู้ติดตามออกไปเท่านั้น ซึ่งถานเจ๋อก็แทบเดินมาบังตัวจิ้นอิ๋งไว้หลังรับรู้ได้ถึงสายตาคมที่จดจ้องมองมาไม่วางตาของบุรุษเบื้องหลังที่ตอนนี้กำลังหลุดหัวเราะขบขันบางสิ่งราวกับพึงใจที่ล้อหยอกสัตว์ขี้ตื่นตัวน้อยได้สำเร็จ
หลังทั้งคู่ออกมาจากตัวบ่อนได้และเดินกลับคืนยังม้าทั้งสองที่ผูกไว้พร้อมกับไก่ตัวน้อยที่แทบเดินต่อกแต่กมาหาหญิงสาวนายของมัน จิ้นอิ๋งก็แทบหลุดใบหน้าผวาที่ปิดกลั้นเอาไว้ก่อนหน้ามาเสียสิ้นในตอนที่คว้าเอาตัวไป๋เซ่อได้พลางซบหน้าหาไม่ให้ผู้ติดตามของนางได้เห็น
“ ไหวหรือไม่ท่านหญิง ”
ถานเจ๋อเอ่ยถามอย่างติดห่วงขึ้นมา ซึ่งจิ้นอิ๋งก็เพียงพยักหน้ากลับไปทั้งที่หน้ายังซุกอกของเจ้าไก่ไป๋เซ่อไว้อยู่ ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงเงยใบหน้าที่พยายามส่งยิ้มกลับให้ผู้ถามได้สบายใจ ก่อนจะบอกให้พากันขึ้นม้าและออกเดินทางกลับสู่เมืองลั่วหยางต่อไป ในใจจิ้นอิ๋งก็อดที่จะทดเอาไว้ไม่ได้ว่าคราต่อไปจะไม่แวะเวียนส่งของยังที่แห่งนี้อีกแน่
|