ชื่อรอง -
เชื้อชาติ ฮั่น
ภูมิลำเนาบ้านเกิด อู๋เว่ย
วันเกิด 29 กรกฎาคม เหยียนซีศก ปีที่ 2
ธาตุประจำตัว ธาตุดิน-หยิน
ปีนักษัตรประจำตัว ปีกุน
ส่วนสูง (cm) 180
น้ำหนัก (kg) 70
โรคประจำตัว -
ชื่อบิดา เก้ออาเซิน
ชื่อมารดา เก้อฟูเหริน
ลักษณะนิสัยกายภาพ
รักสงบ

ขยัน
สุขุม
อุปนิสัยตัวละคร
เก้อหลี่ ลูกศิษย์ในสำนักปราชญ์ขงจื้อแห่งหนึ่ง ด้วยความที่เขาเป็นคนขยันทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากสำนักปราชญ์แห่งนั้น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสัจธรรมต่าง ๆ เก้อหลี่จึงเป็นชายที่รักสงบ ไม่นิยมในสังคมที่วุ่นวายมากนัก และเขาเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็น มักจะไม่ตื่นตระหนกมากนักเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทำให้เขาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของคนในครอบครัว โดยเฉพาะบรรดาน้อง ๆ ของตน และด้วยความที่เขาเป็นบุตรชายคนโต เก้อหลี่จึงเป็นความหวังของบิดาและมารดาที่อยากจะให้บุตรชายคนนี้เป็นเจ้าคนนายคนเพื่อที่ต่อไปจะได้เป็นเสาหลักให้กับวงศ์ตระกูล เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เขามักจะกังวลและเก็บนำไปคิดอยู่เสมอ
ลักษณะนิสัยแต่กำเนิด

แพ้อาหาร (พืชกินรากกินหัว)

หลังตรง

ว่องไว
ศาสนา ขงจื้อ
ความสามารถพิเศษ คลังความรู้
เล่นดนตรี
งานอดิเรก ปลูกต้นไม้
เล่นดนตรี
อ่านตำรา
คติประจำใจ จะเป็นคนเช่นไร หากไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น
ชื่อเสียง ที่ปรึกษาประจำหมู่บ้าน
ปณิธาน / อุดมการณ์ ปณิธานของเก้อหลี่ไม่ได้มากมายอะไรนัก เพียงแค่อยากจะปกป้องและดูแลบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้มีความสงบสุขเท่านั้น
จุดแข็ง สุขุม ใจเย็น
ชอบช่วยเหลือผู้คน
จุดอ่อน ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม
ไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย
ลักษณะทางกายภาพ
สีผิว ผิวกร้านแดด จากการทำงานและการเดินทาง
สีตา สีน้ำตาลเข้ม
สีผม สีดำ
ใบหน้า ใบหน้าเรียว ดวงตาคมสีน้ำตาลมีแววตามุ่งมั่นหากได้รับการจุดประกายในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คิ้วดกหนาช่วยเสริมรับกับดวงตา
ร่างกาย ร่างสูงโปร่ง ดูทะมัดทะแมงคล่องตัว มีกล้ามเนื้อพอประมาณจากการทำงาน
ประวัติตัวละคร
เก้อหลี่ เกิดในครอบครัวชาวนา เป็นบุตรชายคนโตของตระกูล ว่ากันว่าในตอนที่เขาเกิดนั้นเขาร้องเสียงดังลั่นบ้านเป็นเวลาสามวันสามคืนไม่หยุดหย่อน ป้อนนมก็แล้ว ร้องเพลงกล่อมก็แล้วก็ไม่อาจทำให้ เก้อหลี่น้อยหยุดร้องเพลงได้เลย จนทั้งบิดาและมารดาหมดสิ้นหนทางที่จะทำให้เขาหยุดร้องได้ แต่แล้วเมื่อลุงของเขาซึ่งเป็นบัณฑิตคนหนึ่งจากสำนักปราชญ์ม่อจื้อได้มาเยี่ยมดูเขา หลังจากทราบข่าวว่า หลานคนโตของเขาถือกำเนิดแล้ว เมื่อรู้จากน้องชายและน้องสะใภ้ว่า หลานคนนี้ร้องไห้ไม่หยุดหย่อนเป็นเวลาสามวันสามคืนแล้ว ก็ลองขออุ้มแล้วลองยกบทสนทนาเกี่ยวกับปรัชญา และเรื่องเล่าต่าง ๆ ให้ฟัง กลับกลายเป็นว่า เก้อหลี่น้อยกลับเงียบเสียงเหลือเพียงเสียงสะอื้นมองดูเขาราวกับว่า ตั้งใจฟังสิ่งต่าง ๆ ที่ลุงของเขาเล่าให้ฟัง “หากเจ้าอยากเรียนรู้ในสิ่งที่ข้าเล่าให้ฟัง ก็จงเป็นทารกธรรมดาเสียก่อนเถิด เมื่อถึงเวลาที่ได้พบกันอีกครา ข้าจะพาเจ้าไปพบเห็นกับสิ่งที่ข้าเล่าให้ฟัง” คำพูดเหล่านั้นทำให้เก้อหลี่น้อยสงบลง และหลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้อีกเลย
เก้อหลี่เติบโตขึ้นเป็นเด็กชายที่มีสุขภาพแข็งแรง ในช่วงวัยเด็กนั้นเขามักจะเล่นกับเพื่อน ๆ ลูกหลานชาวนาด้วยกัน รวมถึงบรรดาน้อง ๆ ของตน หมู่บ้านของเขาตั้งอยู่นอกเมืองอู๋เว่ย ซึ่งเป็นหัวเมืองที่อยู่ชายแดนสุดใกล้กับแนวมหากำแพงหมื่นลี้ ที่แห่งนั้นชาวบ้านไม่เพียงแต่จะต้องทำการเพาะปลูกหากแต่ยังต้องเลี้ยงสัตว์อีกด้วยเพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอสำหรับยังชีพในฤดูหนาว เก้อหลี่ก็เช่นเดียวกัน เขาและเพื่อน ๆ ก็ต้องคอยช่วยเหลือครอบครัวในการทำงานตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นทำให้เขามีร่างกายที่แข็งแรงพอสมควร แม้ว่าเก้อหลี่จะดูเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ชีวิตเล่นกับเพื่อนฝูง แต่ความจริงแล้วในช่วงเวลาว่าง เขามักจะใช้เวลาอ่านตำรับตำราที่ลุงของเขามักจะนำมาฝากให้เขาทุกครั้งที่เขาได้เดินทางกลับมาเยี่ยมเยือนบิดาและมารดาเก้อหลี่ และเขาก็มีความสนใจในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างมาก จนทำให้บิดาและมารดาของเก้อหลี่เป็นกังวลว่า บุตรชายคนโตของตนจะกลายเป็นนักฝันที่คิดแต่อุดมการณ์เฉกเช่นเดียวกับพี่ชายของตน แต่ถึงกระนั้นก็มิได้ห้ามปรามอะไรนัก เนื่องด้วยเก้อหลี่ก็ยังคงคอยช่วยเหลืองานของพวกเขาอยู่เสมอมิขาด
แต่แล้วเหมือนดังเส้นทางชีวิตถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว อยู่มาวันหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ลุงของเขาได้เดินทางมาเยี่ยมเยือนที่บ้านเช่นเคย แต่คราวนี้เขาได้พูดคุยสนทนากับบิดาและมารดาของเก้อหลี่ ซึ่งการสนทนาครั้งนี้ดูจะมีความจริงจังยิ่งนัก หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสามได้พูดคุยกันจบแล้ว บิดาของเก้อหลี่ก็ได้ถามเก้อหลี่ที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับน้อง ๆ
“เก้อหลี่ เมื่อเจ้าเติบใหญ่เจ้ามีความคิดว่าจะใช้ชีวิตเช่นไรหรือ”
“ข้ายังคิดไม่ออกเลยขอรับท่านพ่อ ข้าอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยากเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เช่นที่ท่านลุงเคยเล่าให้ข้าฟัง แต่ถึงกระนั้นข้าก็เป็นห่วงท่านพ่อและท่านแม่ และน้อง ๆ ของข้าด้วยขอรับ”
คำพูดของเก้อหลี่ แม้จะดูไร้เดียงสา แต่ก็เป็นคำตอบที่มาจากใจจริง นั่นทำให้บิดาและมารดาของเก้อหลี่ต้องเล่าเรื่องในอดีตเมื่อครั้นเขายังเป็นทารกแรกเกิดให้ฟัง นั่นทำให้แววตาของเก้อหลี่ฉายเป็นประกายครั้งแรกนับตั้งแต่แรกเกิด เขาได้พบจุดหมายที่เขาตั้งใจแล้ว
“เช่นนั้น ข้าอยากจะไปกับท่านลุงเพื่อเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้นจากสำนักปราชญ์ เพื่อที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาช่วยเหลือท่านพ่อกับท่านแม่ขอรับ”
แน่ล่ะ ถึงแม้ว่าจะทำให้บิดาและมารดาไม่สบายใจกับสิ่งที่เก้อหลี่เลือก แต่นั่นก็เหมือนกับว่า สวรรค์ได้กำหนดไว้แล้ว ทั้งสองจึงได้ยอมให้เก้อหลี่เดินทางไปเล่าเรียนยังสำนักปราชญ์ขงจื้อกับลุง โดยมีข้อแม้ที่ว่า จักต้องกลับมาสานต่องานของบิดาทันทีที่เล่าเรียนสำเร็จแล้ว
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เก้อหลี่น้อยได้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มเก้อหลี่ เขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากสำนักปราชญ์ขงจื้อเสร็จสิ้น มิเพียงเท่านั้นเขายังได้เดินทางไปกับลุงของเขาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักปราชญ์สำนักอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งถึงเวลาที่เขาต้องเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตน ที่นั่นเขาได้ทราบข่าวถึงสถานการณ์ที่บ้านเมืองเริ่มระส่ำระส่ายด้วยทุขภิกภัย และภัยจากโจรโพกผ้าเหลือง ทำให้เขามีความคิดที่เปลี่ยนไป เขาจำต้องกลับไปช่วยเหลือและปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้อยู่รอดปลอดภัยจากภัยทั้งหลายและพัฒนาผู้คนที่เขารู้จักให้มีความสงบสุขจงได้